คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
เหตุปิดล้อมที่บ้านเปาะยานิ ต.สะเตง อ.เมือง จ.ยะลา เจ้าหน้าที่วิสามัญฯ 1 ศพและหลบหนีไปได้ 2 ราย ผู้ตายมีหมายจับหลายคดี หนึ่งนั้นคือคดีดังสังหารหมู่ ชรบ.บ้านลุ่ม อ.เมือง จ.ยะลากว่า 10 ศพเมื่อ 6 ปีก่อน และคดีล่าสุดร่วมกับก่อวินาศกรรมปั๊มน้ำมัน ปตท.ที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
เหตุปิดล้อมครั้งนี้ชี้ให้เห็นหลายประเด็น แต่ที่น่าสนใจมากคือ การสู้ตายของระดับ “หัวหน้า” กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นเพื่อให้ศพได้ไป “ต่อยอด” ปลุกระดมประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจผิดว่าเป็นการทำ “ชาอีด” หรือพลีชีพเพื่อมาตุภูมิ แล้วยกย่องผู้ตายเป็น “วีรบุรุษ” ที่ควรให้ยึดถือเป็นเยี่ยงอย่าง
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะหลังนำศพออกจากโรงพยาบาลก็มีการจัดการแบบเบ็ดเสร็จเดิมๆ ไม่ “อาบน้ำละหมาด” และแห่ศพด้วยเสียง “ตะโกนสรรเสริญผู้ตาย” โดยเจ้าหน้าที่รัฐได้แต่ยืนมองทำตาปริบๆ เพราะหมดปัญญาจะเข้าไปแก้ไขอะไรได้
ประเด็นต่อมาคือ กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นใช้วิธีเข้าพื้นที่ด้วยการไป “เช่าบ้าน” แทนเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับ “แนวร่วม” เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดสำหรับผู้ให้ที่พักพิง ซึ่งเคยมีคดีและถูกศาลสั่งลงอาญามาแล้วหลายครั้ง นับเป็นการ “แก้เกม” ที่ได้ผลของฝ่ายบีอาร์เอ็น
ปัญหาใหญ่สุดของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คือ “ไม่มียุทธศาสตร์” ดูได้จากไม่ขอความร่วมมือผู้นำศาสนาให้ความรู้ประชาชนว่า การนำศพ “คนร้าย” ที่มีคดีติดตัวและต่อสู้ขัดขืนการจับกุมไปประกอบพิธีดังกล่าว “ผิดหลักศาสนา” อีกทั้ง “เจ้าหน้าที่นิ่งเฉย” เท่ากับเป็นการันตีการบ่มเพาะของบีอาร์เอ็นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
แปลกมากที่ปัญหาที่อาจนำไปสู่ “ความหายนะ” ของแผ่นดินปลายด้ามขวานเยี่ยงนี้ไม่ได้รับความสนใจจาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยประสานผู้นำศาสนาเพื่อสังคายนาใดๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพิธีศพว่าสิ่งไหนทำได้ หรือสิ่งไหนทำแล้วเข้าข่ายผิดกฎหมาย หรือหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคง
โดยข้อเท็จจริง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม รวมถึงดูแลผู้นำศาสนาเป็นจำนวนมากมายในแต่ละปี แต่กลับไม่สามารถโน้มน้าวให้ผู้นำศาสนาออกมาทำความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะกับ “เยาวชน” ได้ว่า การทำพิธีศพแบบนั้นเป็นสิ่งผิดหลักศาสนาอิสลาม
การที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้านิ่งเฉยต่อการจัดพิธีศพแบบผิดหลักการศาสนา อีกทั้งไม่พยายามตัดกระบวนการหรือเข้าไปทำลายสถานที่ “บ่มเพาะเยาวชน” ในสถานศึกษาต่างๆ ของฝ่ายบีอาร์เอ็น ด้วยข้ออ้างไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์ใดๆ ตามมา นั่นถือเป็นการไม่ยอมแก้ปัญหาให้ลงลึกถึง “รากเหง้า” ใช่หรือไม่
ก่อนหน้านี้ได้เห็นข่าวผู้นำศาสนา “อาซิส เจะมามะ” ไปร่วมงานปักป้ายหน้าหลุมศพมุสลิมที่ได้ทำหน้าที่ “ทหารกล้า” จนพลีชีพจากการสู้รบกับทหารกัมพูชาที่กุโบร์แห่งหนึ่งใน จ.นราธิวาส ซึ่งผู้นำศาสนาได้กล่าวถึงการทำหน้าที่ปกป้องแผ่นดินไทยเราว่าคือการทำ “ชาอีด” ที่แท้จริงและสมควรแก่การยกย่อง
เรื่องนี้ต้องขอชื่นชม ดูเหมือนจะเป็นผู้นำศาสนารายแรกๆ ที่กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งเปรียบกับกรณีทหาร ตำรวจ และ อส.มุสลิมที่ต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นจนเสียชีวิต พวกเขาต้องได้รับการยกย่องว่าเป็น “ชาอีด” จากการปกป้องมาตุภูมิด้วย ส่วนกองกำลังติดอาวุธฝ่ายบีอาร์เอ็นต่างหากคือ “กบถแผ่นดิน” เพราะต้องการแบ่งแยกดินแดนประเทศไทย
เวลานี้มี “ผู้กล้า” ออกมาแสดงความเห็นที่ถูกต้องแล้ว ส่วนผู้นำศาสนาคนอื่นๆ จะคิดเห็นอย่างไร ที่สำคัญ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะนำเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินปลายด้ามขวานดังกล่าวไป “ต่อยอด” หรือไม่และอย่างไร เป็นสิ่งที่สังคมต้องติดตามกันต่อ
สำหรับเรื่องราวที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ถ้า “เกิดขึ้นจริง” ต้องถือเป็นสิ่งเลวร้ายมาก กล่าวคือ “อาสาสมัครทหารพราน” จำนวน 60 ชีวิต หรือหนึ่งกองร้อย ได้ร้องเรียนว่า ถูกผู้บังคับบัญชา “หักเบี้ยเลี้ยง” ที่ต้องได้รับวันละ 240 บาท ยังดีที่เงินเดือนและเบี้ยเสี่ยงภัย 2,500 บาท/เดือนยังเหลือไว้ให้
นอกจากนี้ยังมีการร้องเรียนเพิ่มเติมอีกด้วยว่า “เงินค่าอาหาร” ที่ต้องได้รับวันละ 25-30 บาท สำหรับผู้ทำหน้าที่ “เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.” ก็ไม่มีการจ่ายให้ด้วยเช่นกัน ซึ่งส่อไปในทางว่าน่าจะ “ถูกหัก” ด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตามถ้าเรื่องราวที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องจริง หมายความว่า กองกำลังทหารพรานทั้ง 9 กรม เฉพาะค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพลวันละ 240 บาท ประมวลได้ว่าเป็นเงินรวมกรมละ 500,000 บาท ถ้ารวม 9 กรมก็ตกเดือนละ 4,500,000 บาท ถามว่าจำนวนเงินนี้ไปอยู่ที่ไหน
นอกจากนี้จากการสอบถามอาสาสมัครทหารพรานในพื้นที่ชายแดนใต้ได้รับรู้เพิ่มเติมว่า “น้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ต้องใช้ในการลาดตระเวนรักษาความสงบในพื้นที่ต่างๆ ก็ยัง “ถูกจำกัดจำนวน” จนเวลานี้ไม่สามารถทำการลาดตระเวนให้เป็นไป “ตามวงรอบ” ของแผนปฏิบัติการที่วางไว้
ดังนั้นการที่ช่วงนี้ในชายแดนใต้ไม่มีเหตุร้ายรายวันเกิดขึ้นถี่ๆ จึงไม่ได้หมายความว่ากองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นหยุดก่อเหตุ แต่อาจเป็นเพราะ “ไม่มีเป้าหมายให้” ลงมือปฏิบัติการก็เป็นได้ เนื่องเพราะทหารพรานไม่ได้ออกไปลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างเป็นไปตามแผนเหมือนที่ผ่านมา
ดังนั้นจึงอย่าได้สงสัยว่า จากเหตุการณ์วางระเบิดและวางเพลิงปั้มน้ำมัน ปตท. 11 แห่งที่ส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองเมื่อไม่นานมานี้ ทำไมกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นจึงลงมือและทำสำเร็จลุล่วงไปได้อย่างง่ายดาย เนื่องเพราะ “ไม่มีชุดทหารพรานออกลาดตระเวน” และที่สำคัญ “งานด้านการข่าวก็ล้มเหลว” ไปด้วยนั่นเอง
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการร้องเรียนอีกด้วยว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า “ตัดงบ” สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ “ส่วนหลัง” จนเกลี้ยงกริบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ผู้นำหน่วยต้องไปแสวงหางบประมาณจากส่วนกลางมา “ทำงานมวลชน” เช่น เข้าพบปะผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่และภาคประชาสังคม เป็นต้น
เหล่านี้คือปัญหาที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ต้องชี้แจงทำความเข้าใจไม่เฉพาะกับกองกำลังทหารพรานในพื้นที่เท่านั้น ยังต้องทำความกระจ่างกับสังคมด้วย โดยเฉพาะกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไฟใต้มาต่อเนื่องยาวนาน
มีคำถามที่สมควรต้องตะโกนให้ดังที่สุดว่า ณ วันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ลำบากยากแค้นจนไม่อยู่ในสภาพที่จะสู้รบกับอริราชศัตรูกระนั่นหรือ ทำไมต้องมีการ “ตัดงบ” หรือ “ลดงบ” ที่อาจส่อว่าจะเข้าข่าย “เบียดบัง” แม้แต่กลับเบี้ยเลี้ยงของทหารชั้นผู้น้อยในกระทรวงกลาโหมและกองทัพ
สุดท้ายมีอีกคำถามคือ ห้วงเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะมาถึงนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีแผนป้องกันการ “ก่อกวน” หรือ “ก่อการร้าย” อย่างไร หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอยเหมือนช่วงเลือกตั้ง อบต.เมื่อเดือนที่แล้วที่บีอาร์เอ็นก่อวินาศกรรมปั้มน้ำมัน ปตท.ได้ถึง 11 แห่ง
ก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์ช่วงวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศ ช่วงเวลานั้นจะไม่มีรายการ “ระบิดเถิดเทิง” เกิดขึ้นบนแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้


