xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมยังไม่ตั้ง “คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก

หลังกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นก่อวินาศกรรมปั้มน้ำมัน ปตท. ในจังหวัดชายแดนภาคใต้คืนเดียวถึง 11 แห่ง สถานการณ์ต่างๆ ก็เข้าสู่ “โหมดปกติ” เหมือนทุกครั้งทำสำเร็จ จากนั้นกลุ่มที่ลงมือปฏิบัติการก็เร้นกายหายวับไป ส่วนหนึ่งกบดานในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่งข้ามไปยังมาเลเซียอันเป็นฐานที่มั่นใหญ่
ปล่อยให้กองกำลังทหารที่ไล่ล่าแบบ “ตาบอดคลำช้าง” เหนื่อยเปล่า ซึ่งก็เป็นอย่างนี้มาตลอด และเมื่อมาตรการคุมเข้มหย่อนยานอีก กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นก็จะเลือกเป้าใหม่ก่อการอีกครั้ง ซึ่งถ้า “งานการข่าว” ยัง “ล้มเหลว” ไม่เป็นท่าต่อเนื่อง สถานการณ์ก็จะวนลูปกลับมาให้ได้แอ็กชั่นแถลงข่าวกันอีก
แน่นอนพื้นที่ชายแดนใต้กว้างใหญ่ เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทั่วถึง แต่เรื่องสำคัญที่สุดคือ “งานการข่าว” ทำไมไม่เคยมีการแก้ไขปรับปรุง ทั้งที่ถือเป็นงานอันเป็น “หัวใจ” ของมาตรการดับไฟใต้ เรื่องความล้มเหลวนี้ทั้ง กองทัพ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่เคยพยายามที่จะเอ่ยถึง
กระทั่ง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีต้องออกมากล่าวกับสื่อหลังเกิดเหตุว่า ถึงเวลาต้องสังคายนางานการข่าวที่ล้มเหลวมาตลอดเสียที แต่มาถึงตอนนี้ดูเหมือนคำพูดของนายกฯ จะไม่ต่างอะไรจาก “ลมที่ผาย” แล้วหายไปกับสายลมแสงแดด เพราะผู้รับผิดชอบไม่ได้กระดิกหูอะไรเลย

ถามจริงๆ เถอะว่า วันนี้ “หน่วยข่าว” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีรายละเอียดเกี่ยวกับ “โครงสร้าง” และรายชื่อบรรดา “แกนนำ” บีอาร์เอ็นบ้างหรือยัง เพราะในการรบทัพจับศึกถ้าไม่รู้รายละเอียด “ข้าศึก” เลย เราจะรบชนะได้อย่างไร

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในฐานะหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ควรต้องมีข้อมูลไม่เฉพาะแต่บีอาร์เอ็นเท่านั้น ยังต้องรวมถึงพูโล บีเอ็นพีพี รวมถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดนอื่นๆ ด้วย ซึ่งสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็น ผบ.ทบ. มีรายงานตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยไปแล้วกว่าพันคน

เมื่อก่อนเกิดเหตุวินาศกรรม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าไม่มีข้อมูลการข่าวใดๆ แล้วจะหวังอะไรกับมาตรการ “ซีลชายแดน” ไม่ให้คนที่ลงมือทำสำเร็จข้ามแดนไปยังมาเลเซีย แถมการ “ประกาศเคอร์ฟิวส์” ก็ไม่ได้ทำให้จับโจรได้ กลับยังเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนอีกต่างหาก
สิ่งที่ยังพอจะกู้หน้า กองรมน.ภาค 4 ส่วนหน้าได้บ้างคือ หลังเกิดเหตุได้รวมรวมพยานวัตถุจนเป็นหลักฐานสำคัญติดตามจับ “กลุ่มแนวร่วม” ในพื้นที่ได้บ้าง และจากหลักฐานที่ได้ทำให้รู้ตัว “มือปฏิบัติการ” จน “ออกหมายจับ” ทิ้งไว้เพื่อรอโอกาสในการจับกุมต่อไป
แต่ที่จริงแล้วทั้งงานด้านรวบรวมหลักฐานที่เป็นของ “กองพิสูจน์หลักฐาน” ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย และงานด้านสืบสวนสอบสวนที่มีข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้ง 2 งานดังกล่าวล้วนเป็นของ “ฝ่ายตำรวจ” ไม่ใช่ของฝ่ายทหาร
เมื่อการป้องกันเหตุของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าล้มเหลวมาต่อเนื่อง “การพึ่งพาหน่วยงานอื่น” จึงช่วยให้ “ออกหมายจับ” และ “จับกุม” กลุ่มผู้ก่อเหตุได้ และนั่นทำให้ “ต่อจิ๊กซอร์” เพื่อสาวไปยังแนวร่วมและคนในเครือข่ายบีอาร์เอ็นได้นั่นเอง
แต่ก็ไม่กระเทือนถึงการขับเคลื่อนของบีอาร์เอ็น เพราะมีการ “เตรียมคน” และ “เติมคน” เข้าสู่ขบวนการได้ตลอด แม้จะถูกวิสามัญฯ ไปมาก แต่พวกเขาก็สร้าง “นักรบหน้าใหม่” มาเติมได้ไม่ขาด แม้แนวร่วมจะถูกรวบตัวไปกี่ราย พวกเขาก็นำ “แนวร่วมคนใหม่” เข้ามาแทนที่ได้ต่อเนื่อง
ดังนั้น เมื่อ กอ .รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าหยุดการ “บ่มเพาะ” ของบีอาร์เอ็นด้วยการดึง “เยาวชน” และ “คนรุ่นใหม่” เข้าสู่ขบวนการไม่ได้ การ “วิสามัญฯ ” หรือ “จับกุม” เข้าไปสู่กระบวนการยุติธรรม สิ่งนี้จึงไม่ทำให้เกิดการ “ลดจำนวน” ทั้งแนวร่วมและกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นลงได้
นี่จึงคือ “ความล้มเหลวแรก” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่แม่ทัพ นายกอง รวมถึงฝ่ายเสนาธิการต้องกลับไป “ตั้งโจทย์ใหม่” แล้วตีให้แตกด้วยการมองให้เห็นจุดบกพร่องและปัญหาแท้จริง ไม่ใช่ทำหน้าที่กันไปวันๆ แบบ “ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อไป” เอาแต่ “ใช้งบประมาณ” ให้สำเร็จผลเท่านั้น
ความล้มเหลวอันดับสอง” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คือการ “ปราบปรามภัยแทรกซ้อน” อย่างยาเสพติดที่ส่งจากไทยไปมาเลเซีย สินค้าเถื่อนจากมาเลเซียเอาเข้ามาไทยไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน เหล้า บุหรี่และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งผลประโยชร์ส่วนหนึ่งถูกปันให้บีอาร์เอ็นไปใช้ก่อการร้าย
ทำไมการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าจึงไม่สำเร็จ ทั้งที่มีกองกำลังและอำนาจอยู่ในมือ เคยวิเคราะห์หรือไม่ว่าเกิดจากอะไร อย่างตั้งหน่วยงานขึ้นมารับผิดชอบทำงานจริงจัง หรือเอาแต่จัดสรรปันส่วนผลประโยชน์ ร่วมถึงการแก้ปัญหาการ “เก็บส่วย” ของหน่วยงานอื่นด้วย
ความล้มเหลวอันดับสาม” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คือการ “ป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” โดยเฉพาะการ “บุกรุกป่า” ทั้งป่าสงวนและอุทยาน รวมถึง “บุกรุกที่ดินรัฐ” และอื่นๆ ปัญหาเหล่านี้นอกจากที่ชายแดนใต้แล้วยังลามไปถึงเมืองเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวทั้งภาคใต้
อย่างที่เกาะสมุยและเกาะพงันใน จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนใน จ.ภูเก็ต ก็เช่นที่ป่าตองและกะรน อีกทั้งยังมีการบุกรุกที่ดินแนวชายแดนที่ติดประเทศเพื่อนบ้าน เช่นที่ ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และที่ป่ากำพวน อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เป็นต้น
สำหรับการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติทำกันเป็นขบวนการและมากมายอิทธิพล “นายทุนต่างชาติ” ใช้วิธีจ้าง “นอมีนีไทย” แล้วไปจับมือกับบรรดา “ข้าราชการ” ที่เกี่ยวข้องแล้วไล่เรียงไปจนถึง “ผู้นำท้องที่” และ “ผู้ท้องถิ่น”
ที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค 4 เคยมีการตั้ง “คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ” ขึ้นมารับผิดชอบตั้งแต่ปี 2563 และที่ผ่านมามีการจับกุมและอยู่ระหว่างดำเนินคดีบ้างแล้ว ซึ่งหากจะให้สำเร็จผลจริงๆ ต้องผลักดันให้เดินหน้าอย่างจริงจังแบบไม่เห็นแก่ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้นต่อไป
แต่เท่าที่ทราบหลัง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ซึ่งเป็นเสือข้ามห้วยจากรองแม่ทัพภาคที่ 2 เพื่อแก้ปัญหาหมักหมนมานาน ผ่านมาแล้วหลายเดือนจนเวลานี้ก็ยังไม่มีการตั้ง “คณะทำงานแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินรัฐ” ชุดใหม่แต่อย่างใด
ความต่อเนื่องที่เคยมีมาตั้งแต่ปี 2563 แต่ทำไม่มาสะดุดเอาช่วงนี้ พร้อมๆ กับมีข่าวแว่วว่ากลุ่มนายทุนมีการลงขันกันประมาณ “50 กิโล” ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ในฐานะสื่อต้องฟังหูไว้หู แต่ถ้าเทียบมูลค่าที่ดินที่ถูกบุกรุกที่มีราคามหาศาลก็น่าคิดไม่น้อย
ทั้งหมดทั้งปวงคือ “ความล้มเหลว” ของการแก้ปัญหาของ กองทัพภาคที่ 4 ในฐานะ กอ.รมน.ภาค 4 และโดยเฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่มีหน้าที่รับผิดชอบมาตรการดับไฟใต้ รวมถึงปัญหาภัยแทรกซ้อนและการป้องกันทรัพยากรทำธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


กำลังโหลดความคิดเห็น