xs
xsm
sm
md
lg

กองปราบปลอมตัวเข้างานศพจับตัวอดีตทหาร ผู้ต้องหาคดียิงคู่อริคับคาบ้านหลังหนีคดีได้เกือบ 3 ปี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ตำรวจกองปราบแฝงตัวเข้างานศพจับตัวอดีตทหาร ผู้ต้องหาตามแบล็กลิสต์ อันดับ 181 หลังก่อเหตุยิงคู่อริดับคาบ้านพักที่ อ.สทิงพระ จ.สงขลา เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว โดยปลอมตัวใส่วิกกลับมาร่วมงานศพหลานชาย ก่อนตำรวจเข้าตัวเอาไว้ได้พร้อมปืนที่ขึ้นลำพร้อมยิงและแม็กกาซีนอีก 3 อันและกระสุน 30 นัดที่เตรียมมา แต่ยังให้การปฏิเสธ

วานนี้ (21 ม.ค.) ตำรวจกองปราบกองกำกับการ6 กองบังคับการปราบปราม นำโดย พ.ต.ท.ธนาคาร อุชณรัศมี สว.กก.6 บก.ป ร.ต.อ.พัทธดนย์ พูลพิพัฒน์รอง สว. (สอบสวน) กก.6 บก.ป. นำกำลังเข้าจับกุมสิบโทปรีชา จันทนะ อายุ 68 ปี อดีตทหาร ผู้ต้องหาหนีคดีมานานเกือบ 3 ปี และถูกขึ้นแบล๊คลิสต์หรือปฏิทินหมายจับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติลำดับที่ 181 หลังจากที่ก่อเหตุบุกยิงนายอรุณ ชูช่วย อายุ 67 ปี คู่อริที่มีเรื่องบาดหมางกันมานาน เสียชีวิตหน้าบ้านอย่างโหดเหี้ยม ในพื้นที่หมู่ 6 ต.บ่อดาน อ.สทิงพระ จ.สงขลา เมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคม 2566 และถูกศาลจังหวัดสงขลาออกหมายจับเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2566 แต่หลบหนีการจับกุมมาตลอด

ตำรวจกองปราบกองกำกับการ 6 ได้ติดตามหาเบาะแสอย่างต่อเนื่องเช่นกันจนกระทั่งทราบว่าเมื่อคืนนี้ สิบโทปรีชาแอบกลับมาร่วมงานศพหลานชาย ซึ่งตั้งบำเพ็ญกุศลศพที่ศาลาเอนกประสงค์ หมู่ 6 ต.วัดจันทร์ อ.สทิงพระ จึงเข้าจับกุมตัวเอาไว้ โดยตำรวจกองปราบได้ปลอมเป็นแขกเข้าไปร่วมงานศพ

จนกระทั่ง สิบโทปรีชา ปรากฏตัวขึ้นมาในงานโดยได้พรางตัวโดยการสวมวิกและใช้ผ้าโพกหัวเพื่อไม่ให้ใครจำได้ ซึ่งถ้าไม่สังเกตุหรือเห็นเค้าโครงใบหน้าก็ไม่มีใครจำได้ แต่ก็ไม่รอดสายตาตำรวจกองปราบเข้าจับตัวได้กลางงาน พร้อมของกลางอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติบรรจุกระสุนในรังเพลิงขึ้นลำพร้อมยิง 1 นัด แม็กกาซีน 3 อัน บรรจุกระสุน 7 นัด 1 อัน บรรจุกระสุน 9 นัด 1 อัน และบรรจุกระสุน 6 นัด 1 อัน พร้อมกระสุนปืนขนาด .38 ซุปเปอร์ 30 นัด ซึ่งพร้อมที่จะต่อสู้ตลอดเวลา แต่ว่างานนี้ตำรวจกองปราบวางแผนมาอย่างดี จึงจับตัวเอาไว้ได้โดยที่ไม่มีโอกาสต่อสู้ขัดขืน


หลังถูกจับกุม ตำรวจได้แจ้งข้อหาสิบโทปรีชา 4 ข้อ คือ 1.ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรงไว้ก่อน 2.มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัวและโดยไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และ 4.ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุ ในเมืองหมู่บ้านหรือที่ชุมชน แต่สิบโทปรีชายังให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

คดีนี้จากการสืบสวนเส้นทางหลบหนีทราบว่า สิบโทปรีชาเคยหนีข้ามประเทศไปกบดานที่กัมพูชา และเดินทางกลับไทย แต่มีที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง เปลี่ยนไปเรื่อย ซึ่งยากที่ตำรวจจะตามแกะรอยตามจับ แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็หนีไปรอด ถูกจับกุมได้คางานศพหลานชายแม้จะปลอมตัวกลับมาก็ตาม

คดีนี้ย้อนหลังกลับไปเมื่อคืนวันที่ 24 สิงหาคม 2566 เกิดเหตุคนร้ายยิงนายอรุณ ชูช่วย อายุ 67 ปี เสียชีวิตหน้าบ้านพักในพื้นที่หมู่ 6 ต.บ่อดาน อ.สทิงพระ จ.สงขลา จนพรุนทั้งร่างหลายนัด จากการตรวจสอบพบปลอกปืนลูกซองตกอยู่ข้างบ้าน 1 ปลอกและบนบ้าน 2 ปลอก ปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. 4 ปลอก และปลอกกระสุนปืน ขนาด 11 มม. 3 ปลอก

จากการตรวจสอบยังพบว่า รถจักรยานยนต์ของผู้ตายที่จอดอยู่หน้าบ้านหายไป คาดว่าคนร้ายขับหลบหนีไป และห่างจากจุดเกิดเหตุออกไปประมาณ 30 เมตร ก็พบจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 125 สีขาว ทะเบียนสงขลา จอดอยู่ 1 คัน ซึ่งเป็นรถของคนร้ายที่จอดทิ้งไว้

หลังเกิดเหตุทั้งตำรวจกองปราบกองกำกับการ 6 ตำรวจ สภ.สทิงพระ และตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา ได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานจนทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ สิบโทปรีชา อดีตทหารที่มีปัญหาส่วนตัวกันมานาน เคยมีปากเสียงกันหลายครั้งถึงขั้นขู่อาฆาตรเอาชีวิต สุดท้าย สิบโทปรีชาจึงมาก่อเหตุยิงนายอรุณจนเสียชีวิตคาบ้าน