คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
มีการตั้งข้อสังเกตสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังอุทกภัยใหญ่ หรือช่วง 2 เดือนมานี้ค่อนข้างสงบ แม้มีซุ่มยิงตำรวจเสียชีวิตด้วยปืนสไนเปอร์ ประชาชนก็ถูกยิงเสียชีวิตหลายราย เพียงแต่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าไม่ให้ความสนใจมาก เพราะไม่ใช่เหตุใหญ่ แถมยังถือเป็นความสำเร็จด้านป้องกันด้วย
สำหรับคอลัมน์นี้เคยบอกไว้หลายครั้งแล้วว่า การที่กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นไม่ปฏิบัติการลอบวางระเบิดและวางเพลิงขนาดใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าชายแดนใต้กำลังเข้าสู่ “โหมดความสงบ” แต่เป็นเพราะมีปฏิบัติการใน 2 เรื่อง
เรื่องที่ 1 กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นกำลัง “แกะรอยทหาร” ในพื้นที่ หลังมีการเปลี่ยนตัวผู้นำหน่วยและปรับยุทธวิธี โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นราธิวาส ที่ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส ได้มีการโยกย้าย สับเปลี่ยนผู้นำหน่วยมากที่สุด เพื่อหวัง “ลิดรอนเสรีภาพ” กองกำลังบีอาร์เอ็นในพื้นที่
เรื่องที่ 2 บีอาร์เอ็นอยู่ในระหว่าง “ลุยงานการเมือง” ด้วยการส่งคนของตนเองลงสมัครทั้งตำแหน่งนายก อบต.และ ส.อบต.เพื่อสร้าง “หมู่บ้าน-ตำบลเข็มแข็ง” งานการทหารจึงแผ่วลงมาก เพราะการก่อเหตุถือเป็นการเรียกกองกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคต่องานการเมือง
ดังนั้นการที่ไม่มีเสียงระเบิดหรือคาร์บอมบ์ เสียงไฟปะทุจากการวางเพลิงเครื่องจักรบริษัทรับเหมา ร้างราเสียงปืนจากการซุ่มโจมตีไปมาก จึงไม่ใช่ความสำเร็จของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อย่างที่แถลงข่าวก่อนที่เกิดเหตุระทึกครั้งใหญ่ตามมาไม่กี่วันมานี้คือ “วางระเบิดเผาปั๊มน้ำมัน” พร้อมกันถึง 11 แห่ง
ก่อนหน้านี้แนวร่วมบีอาร์เอ็นได้ “ปล่อยข่าว” จะมีการก่อเหตุ “วันสัญลักษณ์” ครบรอบ 21 ปีเหตุปล้นปืนค่ายปิเหล็งเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 อันเป็นจุดเริ่มไฟใต้ระลอกใหม่ เพื่อปั่นหัวทหารให้คุมเข้ม แต่สุดท้ายกลายเป็นแค่ทำให้เหนื่อยเปล่า
แต่บีอาร์เอ็นกลับกำหนดวันป่วนชายแดนใต้ไว้ช่วงวันที่ 11 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง อบต. ซึ่งการเลือกตั้งนั้นถือเป็นอีกสัญลักษณ์สำคัญ “การปกครอง” หรือของ “อำนาจรัฐไทย” ที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนต้องการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ได้
รวมทั้งในสนามเลือกตั้ง อบต.ครั้งนี้ บีอาร์เอ็นเองได้ส่งคนใต้ปีกฝ่ายการเมืองกระจายลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย ดังนั้นเหตุระทึกขวัญลอบวางบึ้มเพื่อเผาปั๊มน้ำมันถึง 11 แห่งครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้ จึงต้องนับเป็นเรื่องที่มี “การเขย่าขวัญทางการเมือง” เข้ามาผสมโรงด้วย
ที่สำคัญปฏิบัติการก่อเหตุบึ้มเผา 11 ปั๊มน้ำมันก็มีนัยที่ต้องหาคำตอบว่า ทำไมถึงกำหนดแค่ “11 ปั๊ม” ตัวเลขนี้มีนัยอะไร ซึ่งบีอาร์เอ็นมีศักยภาพทำได้ในจำนวนที่มากกว่าแน่ อีกทั้งทำไมต้องเป็นเฉพาะ “ปั๊ม ปตท.” เท่านั้น และที่สำคัญมากกว่าคือ ทำไมไม่มีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานไหน “ระแคะระคาย” มาก่อนเลย
จะว่าไปแล้วที่กล่าวมาอาจเป็นเพียงองค์ประกอบของสถานการณ์เท่านั้น เพราะการลอบวางระเบิดเผาปั๊มน้ำมันแบบดาวกระจายครั้งนี้ถือเป็น “1 ใน 5 ยุทธศาสตร์” ที่บีอาร์เอ็นได้กำหนดเป็นกรอบไว้แล้ว นั่นคือ ต้องการ “ทำลายเศรษฐกิจ” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เช่นนี้แล้วเบื้องต้นจึงอาจให้คำตอบได้ว่าทำไมบีอาร์เอ็นเลือกเฉพาะ “ปั๊ม ปตท.” เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของ “ทุนใหญ่” แล้วยังอยู่ใต้ปีก “อำนาจรัฐไทย” ซึ่งเป็นเหมือนรัฐวิสาหกิจ แถมยังมี “โครงการเปิดค่ายทหารให้ ปตท.เข้าไปตั้งปั๊มและร้านสะดวกซื้อ” ซึ่งมีนัยถึง “ผลประโยชน์แอบแฝง” อยู่ด้วย
ดังนั้นจึงเป็นเหมือนกับปฏิบัติการ “ยิงปืนนัดเดียว” ได้ “นกหลายตัว” ที่นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าในพื้นที่แล้ว ยังส่งผลสะเทือนไปถึงรัฐบาลรักษาการ ที่อยู่ในห้วงเวลาการเลือกตั้งอีกต่างหาก เรียกว่าบีอาร์เอ็นมีการขับเคลื่อนสถานการณ์อย่างมียุทธศาสตร์ก็ว่าได้
ในขณะที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าทำงานเหมือน “ไร้ยุทธศาสตร์” โดยเฉพาะ “งานการข่าว” ที่ล้มเหลวมาตลอด ทั้งกองพล กองพัน กองร้อย รวมถึงฐานปฏิบัติการ จุดตรวจ จุดสกัด อีกทั้งมีชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) ของฝ่ายปกครองอยู่กันเต็มพื้นที่ แต่กลับไม่มีหน่วยไหนทราบข่าวล่วงหน้าแม้แต่น้อย
ทั้งๆ ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าก็มี “งบการข่าว” จำนวนมาก แต่ทำไมการทำหน้าที่จึงล้มเหลว ทำไมจึงไม่สามารถสถาปนา “แหล่งข่าว” ในหมู่บ้านและตำบลขึ้นมาได้ เช่นเดียวกัน ฝ่ายปกครอง ที่มีทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และคนในสังกัดอีกมากมายในพื้นที่ ทำไมจึงไม่เคยได้รับทราบความเคลื่อนไหวอะไรเลย
หรือว่างบประมาณการข่าวมีการ “งุบงิบ” กันแต่เฉพาะบรรดา “นายพล” และ “นายพัน” โดยไม่มีการกระจายลงไปยังเจ้าหน้าที่ด้านการข่าว อีกทั้งไม่เคยมีการการใช้งบเพื่อการพัฒนางานการข่าวด้วย หากเป็นเช่นนั้นการ “สร้างแหล่งข่าว” ที่ต้องมี “ค่าตอบแทน” ให้ด้วยจึงไม่เคยเกิดขึ้นใช่หรือไม่
ดังนี้แล้วจึงอยากส่งเสียงถามดังๆ มา ณ ที่นี้ว่า “งานการข่าว” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะปล่อยให้ “ล้มเหลว” กันอีกนานเท่าไหร่?! และจะมีการ “พัฒนางานการข่าว” กันได้กี่โมง?!
และที่ “ห่วยแตก” คือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทำไมยังขาดความรอบรู้และเข้าใจต่อพื้นที่มาได้อย่างต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือการ “ประกาศเคอร์ฟิว” ที่ จ.นราธิวาส หลังเกิดเหตุใหญ่ระเบิดเผาปั๊มน้ำมัน ปตท. สุดท้ายกลายเป็นทำให้เสียทั้งงานการเมืองและการทหาร
สุดท้ายที่ต้องถามไปยัง พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 อย่างตรงไปตรงมาคือ มีการ “ซุบซิบนินทา” ด้วยความอึดอัดจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในสนามว่า “งบเก็บ 70 ทำงาน 30” หมายความว่าอย่างไร
สิ่งนี้นับเป็น “ประเด็นร้อน” ที่โจษขานกันใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ถูกขยับขยายจากเรื่องเดิมๆ คือ “ไร้ยุทธศาสตร์เอาชนะบีอาร์เอ็น” กลับกลายมาเป็นเรื่อง “งบเก็บ 70 ทำงาน 30” ซึ่งต่อไปก็ไม่รู้ว่ายังจะมีอะไรที่บานปลายขยายวงอีกหรือไม่?!?!


