ตรัง - ชาวบ้านจำนวนมากในพื้นที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง หันมาปลูกข้าวไร่แซมสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก เพื่อไว้รับประทานในครัวเรือน ส่วนที่เหลือก็นำไปขายสร้างรายได้เสริมให้อย่างงาม
วันนี้ (13 ม.ค.) ในพื้นที่ตำบลบางดี อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งใหญ่ที่ชาวบ้านหันมาปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่ และข้าวนา ไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือน เพื่อลดรายจ่ายและหากเหลือก็ได้ขายสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะข้าวไร่นั้น ชาวบ้านนิยมปลูกในพื้นที่ว่างระหว่างร่องในสวนยางพารา และสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงที่ข้าวไร่กำลังทยอยสุก ทำให้ชาวบ้านต้องเร่งเก็บเกี่ยว โดยมีญาติพี่น้องรวมทั้งเพื่อนบ้านกลุ่มหนึ่ง ได้ช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวไร่ที่กำลังสุกเหลืองอร่าม หลังจากประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว
นางสาวทัศนีย์ สุขสนาน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ บอกว่า ปีนี้ชาวบ้านในตำบลบางดี ปลูกข้าวไร่รวมเกือบ 1,000 ไร่ ประกอบด้วยแปลงที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกว่า 400 ไร่ และส่วนที่เหลือไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยชาวบ้านในอำเภอห้วยยอดที่ยังอนุรักษ์การปลูกข้าวไร่ไว้ ประกอบด้วย ต.บางดี ต.วังคีรี และ ต.บางกุ้ง รวมเกือบ 2,000 ไร่ หลังจากที่ส่วนใหญ่เลิกทำไปนานแล้วเพราะต้นทุนสูง ในขณะที่บางส่วนพยายามหันกลับมาทำนาใหม่ เมื่อเห็นตัวอย่างของเพื่อนบ้านที่ทำแล้วได้ผล ได้มีข้าวไว้กินเอง สามารถลดรายจ่าย และขายสร้างรายได้เสริม
สำหรับอำเภอห้วยยอด ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวไร่แหล่งใหญ่ของจังหวัดตรัง และยังมีพื้นที่ข้างเคียง คือ อำเภอวังวิเศษ ชาวบ้านก็หันมาปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยพันธุ์ที่นิยมปลูก เช่น ข้าวไร่ดอกพะยอม ข้าวดอกข่า ข้าวหอมบอน และข้าวเบายอดม่วง ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งข้าวไร่และข้าวนาปี โดยชาวบ้านจะปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก อายุตั้งแต่ 1-3 ปี ระหว่างที่ต้องรอผลผลิตจากยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งผลผลิตที่ได้ทำให้ชาวบ้านสามารถลดรายจ่ายได้เป็นอย่างมาก ไม่ต้องซื้อข้าวสาร รวมทั้งได้ข้าวสารปลอดภัยสารพิษไว้รับประทาน
ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลในการปลูกข้าวไร่ พบว่า สามารถเก็บผลผลิตได้เฉลี่ยประมาณ 400 กก.ต่อไร่ ซึ่งแต่ละครัวเรือนไม่ได้ปลูกแค่ 1 ไร่ ทำให้มีข้าวสารไว้กินเหลือเฟือในครัวเรือน โดยส่วนหนึ่งสามารถแบ่งขายด้วย หากคิดเป็นรายได้จากการขายข้าวเปลือก จะเฉลี่ยประมาณ 12,000 บาทต่อไร่ และในส่วนของตำบลบางดี ก็จะเน้นการทำแปลงเมล็ดพันธุ์ขายด้วย ในราคา กก.ละ 50 -60 บาท เฉลี่ยจะได้ประมาณไร่ละ 20,000 บาท
นอกจากนั้น ในพื้นที่ยังมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน เพื่อผลิตข้าวไร่และข้าวนาปีไว้จำหน่ายสร้างรายได้ด้วย โดยราคาขายในพื้นที่ กก.ละ 50 บาท แต่หากขายออนไลน์และไปออกบูทก็จะขาย กก.ละ 70 บาท และส่วนหนึ่งก็แปรรูปเป็นข้าวเม่าขายด้วย ทำให้ปัจจุบันนี้ชาวบ้านในพื้นที่จะไม่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างโดยไม่ทำประโยชน์ แต่จะหันมาปลูกข้าวไร่เพิ่มขึ้น เพราะเห็นเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ทำแล้วได้ผล ไม่ต้องซื้อข้าวทำให้หันมาปลูกกันเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม การทำนาในปีนี้ก็ประสบปัญหาจากสภาพอากาศหลายอย่าง เช่น ฝนทิ้งช่วงในระยะต้นข้าวเริ่มโต ทำให้ต้นข้าวเกิดโรคใบไหม้ ต่อมาช่วงต้นข้าวเริ่มออกดอก เกิดฝนตกชุก ทำให้ข้าวไม่ติดเมล็ด และเมื่อข้าวสุก ก็ปรากฏฝนตกชุกอีกรอบ ทำให้ข้าวสุกงอม ต้นข้าวล้ม และขาดแคลนรถเกี่ยวข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหาย ถือเป็นปัญหาใหญ่ของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะต้องอาศัยรถเกี่ยวข้าวจากจังหวัดอื่น ทำให้แปลงข้าวไร่ที่เหลือก็ต้องระดมเพื่อนบ้าน และญาติพี่น้อง มาช่วยกันลงแขกเก็บเกี่ยวด้วย “แกะ” ซึ่งเป็นวิธีเกี่ยวข้าวแบบโบราณ ตามภูมิปัญญาชาวบ้านภาคใต้


