xs
xsm
sm
md
lg

สว.สายทหาร เผยประชาชนไม่เห็นด้วย “เคอร์ฟิว” จี้ กอ.รมน.การข่าวล้มเหลว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - สว.สายทหาร เผยประชาชนไม่เห็นด้วยกับการ “เคอร์ฟิว” ชี้สาเหตุระเบิดปั๊ม ปตท. เพื่อทำลายเศรษฐกิจและกลุ่มทุนใหญ่ไม่ให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ จี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า การข่าวล้มเหลว ทำการป้องกันเหตุไม่มีประสิทธิภาพ

นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกและเลขานุการคณะกรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ เปิดเผยถึงสาเหตุของการก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) โดยการวางระเบิดและวางเพลิงปั๊มน้ำมัน ปตท. และร้านสะดวกซื้อถึง 11 จุดในค่ำคืนเดียว โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่ระแคะระคายถึงความเคลื่อนไหวของ “กองกำลังติดอาวุธ” ของ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น” กว่า 50 คน ที่ปฏิบัติการในครั้งนี้ จนทำให้การป้องกันเหตุล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีข่าวแจ้งเตือนว่าอาจจะมีการก่อเหตุก่อนการเลือกตั้ง อบต.

สว.ไชยยงค์ กล่าวว่า การวางระเบิดปั๊มน้ำมันเป็นการทำลายเศรษฐกิจของพื้นที่ ซึ่งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่บีอาร์เอ็นประกาศไว้ว่าจะทำลายเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ และที่ผ่านมามีการวางระเบิดปั๊มและร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งวางเพลิง วางระเบิด บริษัท ห้างร้าน โชว์รูม โกดัง และเครื่องจักรกลของบริษัทก่อสร้างในพื้นที่มาโดยตลอด รวมทั้งการปล้นร้านทองในบิ๊กซี สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อ 4 เดือนก่อน

การเลือกก่อเหตุในวันที่ 11 ม.ค. 69 ที่เป็นวันที่มีการเลือกตั้ง อบต. เพราะบีอาร์เอ็นถือว่าการเลือกตั้งเป็น “สัญลักษณ์” การปกครองของไทยที่บีอาร์เอ็นไม่เห็นด้วย รวมทั้งในการเลือกตั้ง อบต. ครั้งนี้ บีอาร์เอ็นส่งแนวร่วมของบีอาร์เอ็นลงสมัครทั้งทีมผู้บริหารและ ส.อบต. เพื่อยึดหมู่บ้าน ตำบล ในการสร้างฐานมวลชน หรือหมู่บ้านตำบลเข้มแข็ง ซึ่งเป็นงานการเมืองของบีอาร์เอ็น และเป็นการข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย

สว.ไชยยงค์ กล่าวว่า ทำไมบีอาร์เอ็นเลือกเป้าหมายการก่อการร้ายปั๊ม ปตท. ทั้งที่ในพื้นที่ 3 จังหวัด มีปั๊มแบรนด์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบางจาก, คาลเท็กซ์ หรือพีที ตั้งอยู่ด้วย เหตุผลเพราะ กอ.รมน.ภาค 4 มีนโยบายให้ ปตท. เข้าไปตั้งปั๊มน้ำมันในพื้นที่ของกองทัพในค่ายต่างๆ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่คือสาเหตุการเลือก ปตท. เป็นเป้าหมายในการก่อการร้าย เพื่อทำลายเศรษฐกิจและกลุ่มทุนใหญ่ไม่ให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่

การก่อการร้ายในพื้นที่ของ “จังหวัดชายแดนภาคใต้” เป็นเรื่องปกติในความรู้สึกของคนในพื้นที่ เพราะเกิดขึ้นมาแล้ว 21 ปี และย่างเข้าสู่ปีที่ 22 แล้ว การที่ ผบ.ฉก.นราธิวาส มีการประกาศเคอร์ฟิวใน จ.นราธิวาส จึงเป็นเรื่องที่ประชาชนไม่เห็นด้วย เพราะนอกจากเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์แล้ว ยังสร้างความยุ่งยากในวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งต้องปฏิบัติศาสนกิจในเวลากลางคืน เช่น การไปละหมาด และการกรีดยางซึ่งต้องกรีดในเวลากลางคืนเช่นกัน พื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่พื้นที่การสู้รบอย่างชายแดนกัมพูชา แต่เป็นการก่อการร้ายแบบกองโจร ซึ่งหลังมีการก่อเหตุยังไม่ถึงขั้นต้องมีเคอร์ฟิว

สิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องทำแต่ไม่ทำ คือเรื่องการพัฒนาประสิทธิภาพของงานการข่าว การที่บีอาร์เอ็นรวมพลกัน 50 กว่าคน และหากรวมแนวร่วมในพื้นที่ในการชี้เป้าและพาหนีหลังการก่อเหตุ ต้องใช้คนกว่า 100 คนในการปฏิบัติการ แต่การข่าวของ กอ.รมน. ที่ทำหน้าที่การข่าวกลับไม่มีการระแคะระคายถึงการก่อเหตุ ทั้งที่เป็นการก่อเหตุในเวลาที่มีการเลือกตั้ง อบต. ซึ่ง กอ.รมน. ต้องระวังป้องกัน แต่เมื่อไม่มีงานการข่าว การป้องกันจึงไม่มี

นี่คือจุดอ่อนที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ส่วนการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุก็คงจะไม่เป็นผลเหมือนทุกครั้ง เพราะหลังการก่อเหตุกลุ่มก่อการร้ายก็จะสลายตัวไปหลบซ่อนยังประเทศมาเลเซียเหมือนทุกครั้ง การประกาศเคอร์ฟิวจึงไม่ได้ช่วยให้จับคนร้ายได้

ประเด็นสำคัญของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และของกองทัพภาคที่ 4 คือเรื่องการบริหารงบประมาณ ที่มีข่าวหนาหูจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรื่องการจัดสรรงบประมาณและอำนาจหน้าที่ ที่มีการรวมอำนาจ รวบงบประมาณ จนทำให้คนทำงานในภาคสนามในส่วนหลังขาดแคลนงบประมาณ มีการใช้งบประมาณแบบ “เก็บ 70 และทำงาน 30” ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ของเจ้าหน้าที่ว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้การแก้ปัญหาความไม่สงบไม่มีประสิทธิภาพ

ซึ่งโฆษกและเลขานุการกรรมาธิการทหาร ขอตั้งข้อสังเกตและขอให้ผู้บริหารพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะส่งผลกระทบต่อการดับไฟใต้และกับประชาชนในพื้นที่


กำลังโหลดความคิดเห็น