ยะลา - แม่ทัพภาค 4 พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ลงตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุคนร้ายวางระเบิดปั๊มน้ำมันที่ จ.ยะลา เชื่อกลุ่มก่อเหตุต้องการทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่ พร้อมสั่งยกระดับการดูแลความปลอดภัยสูงสุด
วันนี้ (11 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุที่ปั๊ม ปตท. ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสาย 418 ขาเข้า ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลา โดยพบว่าบริเวณจุดหัวจ่ายทั้งหมดของปั๊ม ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดทั้งหมด รวมทั้งอาคารพังเสียหาย มีร่องรอยของเพลิงไหม้ นอกจากนั้นร้านสะดวกซื้อ และที่ทำการของปั๊ม ก็ถูกแรงระเบิดได้รับความเสียหายด้วย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ยังคงกั้นบริเวณจุดเกิดเหตุเพื่อรอเจ้าหน้าที่เข้าเก็บหลักฐาน
ทางพนักงานดูแลความปลอดภัยของปั๊มแห่งนี้ ได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ว่า ขณะเกิดเหตุมีเด็กปั๊มอยู่ที่หัวจ่ายจำนวน 2 คน และพนักงานในร้านสะดวกซื้อ ได้มีกลุ่มคนร้ายจำนวนกว่า 10 คน สวมผ้าคลุมใบหน้า มีอาวุธปืนยาว ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามา และได้ยิงปืนขึ้นฟ้า ก่อนที่จะไล่ให้พนักงานปั๊มทั้งหมดให้ออกจากพื้นที่ จากนั้นคนร้ายได้นำระเบิดเป็นถังแก๊สปิคนิคและถังดับเพลิง จำนวน 3 ลูก เข้าไปวางตรงหัวจ่ายน้ำมัน ก่อนที่จะขับขี่รถจักรยานยนต์หนีไป
โดยหลังจากคนร้ายหลบหนีไปประมาณ 5 นาที ก็เกิดระเบิดขึ้นที่ระเบิดลูกที่ 1 และ 2 พร้อมกัน เสียงดังสนั่น และอีก 2-3 นาทีต่อมา ก็เกิดระเบิดลูกที่ 3 ทำให้ปั๊มน้ำมันเกิดเพลิงไหม้ และได้รับความเสียหายดังกล่าว
ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า ได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยพบเศษถังแก๊สและเศษถังดับเพลิงกระจายอยู่เต็มพื้นที่ รวมทั้งเศษสะเก็ดระเบิด ในเบื้องต้นเชื่อว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องน้ำหนักลูกละประมาณ 15 กก. บรรจุในถังแก๊สปิคนิค และถังดับเพลิง ส่วนการจุดชนวนเชื่อว่าเป็นระบบตั้งเวลา
ต่อมาเวลาประมาณ 10.30 น. พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 /ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในส่วนหน้า ได้เดินทางไปยังบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท.ริมถนนสาย 418 ขาเข้าเมืองยะลา หมู่ 1 ต.ท่าสาป อ.เมืองยะลา จ.ยะลา พร้อมด้วย พล.ต.อภินันท์ แจ่มแจ้ง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจยะลา, นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เพื่อตรวจดูความเสียหายของปั๊มน้ำมัน ซึ่งถูกกลุ่มคนร้ายเข้าไปก่อเหตุในช่วงกลางดึกที่ผ่านมา
โดยความเสียหายเบื้องต้นนั้นพบว่า บริเวณโครงสร้างตัวอาคาร และหัวจ่ายปั๊มน้ำมันทั้งหมดประมาณ 6 หัวจ่าย ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด และมีไฟไหม้บางส่วน ซึ่งจุดดังกล่าวนี้มีเพียงบริเวณหัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและตัวอาคารได้รับความเสียหาย ส่วนร้านสะดวกซื้อและร้านกาแฟภายในปั๊มไม่ได้รับความเสียหาย
ในเบื้องต้นนั้นทราบข้อมูลว่า ในช่วงเกิดเหตุมีกลุ่มคนร้ายปิดบังใบหน้า ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะจำนวน 4 คัน ขับเข้ามาในปั๊มน้ำมัน ก่อนที่จะตะโกนไล่ผู้คนให้ออกจากปั๊มไป หลังจากนั้นคนร้ายได้นำถังดับเพลิงซึ่งเชื่อว่าได้ประกอบเป็นระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 3 ถัง ไปวางไว้ใกล้กับตู้หัวจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อนจะพากันหลบหนีไป จากนั้นไม่นานก็เกิดระเบิดขึ้นถึง 2 ครั้งติดกัน หลังเกิดเหตุพนักงานและ รปภ.ที่หลบอยู่ภายในปั๊ม ได้ช่วยกันนำถังดับเพลิงไปฉีดพ่นบริเวณที่มีเปลวเพลิงลุกไหม้จนเพลิงสงบลง
ด้าน พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ซึ่งรวบรวมข้อมูลแล้วทั้ง 3 จังหวัดมีการก่อเหตุทั้งหมด 11 จุด ปัตตานี 2 จุด ยะลา 4 จุด นราธิวาส 5 จุด โดยได้มีการสั่งการให้ ผบ.ฉก.และ ผบ.หน่วยกำลังในพื้นที่ให้ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัย โดยเฉพาะปั๊ม ปตท.ที่เกิดเหตุ โดยให้มีการยกระดับการดูแลความปลอดภัยสูงสุด และเน้นย้ำไปยังกองร้อยป้องกันชายแดนทุกจุด ให้ปิดทางเข้า-ออกทั้งหมด ยกเว้นจุดผ่านแดนถาวร
“โดยเมื่อวานนี้ ในพื้นที่ได้มีการจัดกิจกรรมวันเด็ก มีพี่น้องประชาชนทั้ง 3 จังหวัดต่างพาบุตรหลานออกมาร่วมกิจกรรมกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ไปในทางที่ดีขึ้น แต่เพียงข้ามคืนกลุ่มคนร้ายก็ได้ลงมือก่อเหตุ ซึ่งจะต้องมีการร่วมประชุมหารือกัน ในส่วนของการดูแลความปลอดภัย หน่วยเลือกตั้ง อบต.ก็มีการเน้นย้ำไปทางเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มมาตรการและกำลังในการดูแลหน่วยเลือกตั้ง อบต.ทุกจุด สำหรับกลุ่มที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ ยังไม่ทิ้งประเด็นใด ทั้งการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ การเลือกตั้ง อบต.วันนี้ การเลือกตั้งระดับประเทศ และการข่มขู่พี่น้องประชาชน ร่วมไปถึงเป้าหมายการทำลายเศรษฐกิจในพื้นที่” แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
พล.ท.นรทิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยังกล่าวถึงผลกระทบจากเหตุที่เกิดขึ้น ต่อการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่า อาจจะต้องมีการพูดคุยหารือกันใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมามีความเห็นพ้องที่ต้องกันกับกลุ่มขบวนการก่อการร้ายและทางฝ่ายพูดคุยของรัฐไทยร่วมกันว่า ทั้งสองฝ่ายจะยุติเหตุความรุนแรงในพื้นที่ แต่เมื่อเกิดเหตุในลักษณะนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีการพูดคุยเจรจากันใหม่


