คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย.. ไชยยงค์ มณีพิลึก
สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยุติชั่วคราวจากอุทกภัย และหลังน้ำลดเหตุการณ์เข้าสู่ปกติ ปฏิบัติการความรุนแรงจากกองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดน บีอาร์เอ็น ก็เกิดขึ้นอีกแล้ว
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย และซุ่มยิงอาสารักษาดินแดน 1 นาย มีการวางเพลิงเครื่องจักรกลของผู้รับเหมา 1 ราย ทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส ล่าสุดยังพบว่า สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส มีการปิดประกาศห้ามคนไทยพุทธที่เป็นพรานป่า มีอาชีพหาของป่า หยุดการขึ้นไปหาของป่าและล่าสัตว์ในเทือกเขาต่างๆ เพราะพบว่าแนวร่วมในพื้นที่มีความเคลื่อนไหวเพื่อที่จะซุ่มโจมตีคนไทยพุทธที่มีอาชีพเป็นพรานและหาของป่า
สอดคล้องกับแหล่งข่าวที่มีการแจ้งเตือนให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมในการระวังป้องกันการก่อเหตุร้ายในห้วงการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่จะถึงนี้ เพราะมีข่าวการก่อเหตุของกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการก่อการร้ายที่เป็นวงรอบปกติของบีอาร์เอ็นในเทศกาลที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย
ก็เป็นหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ผบ.ฉก. ของแต่ละจังหวัด ในการตรวจสอบข่าวสารความเคลื่อนไหวของแนวร่วมและการป้องกันการก่อเหตุ ถ้าการข่าวมีความแม่นยำ การป้องกันก็จะประสบความสำเร็จ ถ้าการข่าวยังคงล้มเหลว ก็มีการป้องกันแบบคาดเดา ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการป้องกันและก็จะเกิดความสูญเสียตามมา
ข่าวว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ภายใต้การอำนวยการของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ได้ผู้อำนวยการสำนักข่าวที่เป็นมือดีในงานด้านการข่าวมาอยู่ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องติดตามดูว่างานการข่าวที่เป็นหัวใจของการศึก ที่แพ้-ชนะอยู่ที่งานการข่าว จะมีความสามารถเข้าถึงความเคลื่อนไหวของแนวร่วมและกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นหรือไม่
ส่วนแนวรบด้านจังหวัดนราธิวาส ซึ่งที่ผ่านมาเป็นพื้นที่ของการก่อเหตุรุนแรงมาโดยตลอด ล่าสุดคือการปล้นทองที่ อ.สุไหงโก-ลก ที่ผ่านมาแล้วหลายเดือน เจ้าหน้าที่ยังไม่รู้ว่าทองน้ำหนักเกือบ 600 บาท อยู่ที่ไหน
ข่าวว่า หลังจากที่ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ มารับตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 4 และทำหน้าที่ ผบ.ฉก.นราธิวาส ด้วย มีการปรับเปลี่ยนกำลังที่เป็นทหารเขียว โดยนำกำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 1 มาแทนที่ และมีรบพิเศษเข้ามาเสริมทัพ ก็ได้แต่หวังว่าการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้น จะทำให้กองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น ไม่สามารถก่อเหตุในพื้นที่ได้อย่างเสรีเหมือนก่อนหน้านี้
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งของ กอ.รมน.ภาค 4 ที่ต้องกล่าวถึง เพราะกลายเป็นประเด็นปัญหาของการเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ทหารจากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นจากคำสั่งแต่งตั้ง "บก.ควบคุม แก้ปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่และปราบปรามภัยแทรกซ้อน" ที่แต่งตั้งโดย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4
คำสั่งนี้แยกได้เป็น 2 กรณี คือ หนึ่ง แก้ปัญหาภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการ เพราะปัจจุบันเรื่องภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบใหม่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่เรื่องของความมั่นคง ณ ปัจจุบัน กลายเป็นมิติของสงครามลูกผสม หรือ "ไฮบริดวอร์แฟร์" ไปแล้ว
แต่ในประเด็นภัยแทรกซ้อนที่ถูกแยกออกมา คือประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่หาดใหญ่เมื่อหลายวันที่ผ่านมา เพราะภัยแทรกซ้อนของภาคใต้ คือเรื่องการค้าของเถื่อนและยาเสพติด รวมทั้งแม้แต่สถานบันเทิง ถ้าเปิดเกินเวลา มีการมั่วสุมของเยาวชน เรื่องของยาเสพติด และมั่วสุมทางเพศ ก็ถือว่าเป็นภัยแทรกซ้อนเหมือนกัน
สัปดาห์ที่แล้ว มีเจ้าหน้าที่จากชุดภัยแทรกซ้อนเข้าไปจับกุมผู้ค้าน้ำมันเถื่อนที่ชื่อ "กะไหม" ที่ ต.ทุ่งลาน อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ได้ของกลาง 300 ลิตร และมีการจับผู้ค้าบุหรี่หนีภาษีของ "จ่ารัล" และของ "เสี่ยหยอย" ได้ของกลางอย่างละเล็กละน้อย ไปเสียค่าปรับ
หลังจากนั้นมีผู้ที่เป็นหัวเบี้ย เหมือนกับหัวเบี้ยที่ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช ที่มีเสียงสนทนากับตำรวจใหญ่ เรื่องการจ่ายส่วย จนมีนายตำรวจใหญ่ของนครศรีธรรมราช ถูกคำสั่งของ ผบ.ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ เด้งเข้ากรุ
หัวเบี้ยที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของทหารชุดปราบปรามภัยแทรกซ้อน เรียกผู้ประกอบการที่สีเทา คือ บุหรี่ไฟฟ้า บุหรี่หนีภาษี สุราต่างประเทศ และผู้ขายน้ำกระท่อม ไปพบที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งในหาดใหญ่ พร้อมยื่นข้อเสนอให้จ่ายส่วยเป็นรายเดือน ตั้งแต่เดือนละ 35,000 บาท ถึง 75,000 บาท และต้องจ่ายล่วงหน้า 2 เดือน บ๊ะ! เหมือนกับการเช่าบ้านอย่างไรอย่างนั้น ถ้ารายไหนไม่จ่าย หลังปีใหม่จะมีการเข้าจับกุม คงจะเป็นแบบเดียวกับตำรวจใหญ่ของนครศรีธรรมราชที่บอกว่าจะเอาให้ระเนระนาด
ความลับไม่มีในโลก หลักฐานที่เป็นคลิปการเจรจา มีมือดีอัดคลิปไว้ และมีการใช้รายละเอียดว่า กลุ่มที่ร่วมอยู่ในขบวนการมีใครกี่คน ที่เป็นทหาร มียศร้อยตำรวจตรีที่เป็นทหารนอกราชการ มี "จ่าโรจน์" ที่เป็นตำรวจที่ทำหน้าที่ชี้เป้า เพิ่งออกจากเรือนจำ ชื่อ "จ่าปอง" เป็นหัวเบี้ยเก่า ที่สำคัญมีนายตำรวจระดับสารวัตรของ สภ.แห่งหนึ่ง ใน จ.สงขลา ร่วมวงไพบูลย์ในการเก็บส่วย ทั้งที่ไม่มีคำสั่งจากต้นสังกัดให้เข้าร่วมในชุดภัยแทรกซ้อนแต่อย่างใด นี่คงต้องบอกไปยัง พล.ต.ต.ธีรศักดิ์ ไชยโยธา ผบ.ภ.จว.สงขลา ให้รับทราบไว้ด้วย
และที่ลึกไปกว่านั้น ชุดเก็บส่วยชุดนี้ยังอ้างว่า ต้องจ่ายให้กับผู้ใหญ่ในกองทัพ เดือนละ 3 กิโล ก็ไม่ทราบว่าเท็จจริงอย่างไร และใครคือผู้ใหญ่ในกองทัพ
หลังเป็นข่าวอื้อฉาว ก่อนข่าวอื้อฉาวของตำรวจใหญ่ของ จ.นครศรีธรรมราช เพียง 2 วัน พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 อ้างว่า ไม่มีเหตุการณ์เก็บส่วยในหาดใหญ่แต่อย่างไร นั่นเป็นมุมมองของแม่ทัพที่เชื่อในลูกน้อง แต่ถ้าแม่ทัพจะเอาหลักฐาน ก็หาได้ รวมทั้งคนที่ถูกรีดจ่ายไปแล้วคนละ 50,000 บาท คนละ 150,000 บาท อย่าง "กะไหม" อย่าง "เสี่ยหยอย" และคนอื่นๆ ที่จ่ายไปแล้ว ถ้าให้ลูกน้องมาหาข่าวก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เห็นด้วยนะกับการตั้งชุด เพราะแม่ทัพคนอื่นๆ ก็ตั้ง และก็เคยมีเรื่องร้องเรียนว่ามีการจ่ายส่วยเหมือนกัน แต่ไม่อื้อฉาวเหมือนกับที่เกิดขึ้นในหาดใหญ่ในขณะนี้ และหากไม่มีการล้อมรั้วป้องกัน เรื่องการเก็บส่วยและจ่ายส่วยรายเดือน ก็จะเกิดขึ้นในทุกจังหวัด เพราะในแต่ละจังหวัดมีการขายของเถื่อน ของหนีภาษี โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว อย่าง ภูเก็ต เกาะสมุย เกาะพะงัน เมืองตรัง เมืองคอน เมืองสุราษฎร์ฯ แม้แต่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นแหล่งของหนีภาษีและยาเสพติด
ถามว่าจะป้องกันอย่างไร ที่จะไม่ให้ชุดปราบปรามภัยแทรกซ้อนใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการหาผลประโยชน์ด้วยการเรียกเก็บส่วย โดยทำหน้าที่ในการปราบปรามและจับกุมผู้ทำผิดกฎหมายอย่างแท้จริง
เช่น การจับกุมยาเสพติดของกลุ่มการเมือง การจับกุมการค้าวัวเถื่อนที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส การจับกุมขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนทั้งทางบก ทางทะเล ในอ่าวไทยและอันดามัน รวมทั้งการตรวจสอบการทรานสิต (Transit) เส้นทางของขบวนการค้าน้ำมันระดับชาติ ที่นำน้ำมันเข้าจากมาเลเซียและอ้างว่าไปขายให้ประเทศที่สาม อย่าง สปป.ลาว เมียนมา กัมพูชา แต่ไปไม่จริง โดยนำน้ำมันที่ขอผ่านประเทศขายอยู่ในประเทศไทย
สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ชุดปราบปรามภัยแทรกซ้อนของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องทำ ส่วนเรื่องจิ๊บจ้อยในเมืองท่องเที่ยว ตำรวจ ปกครอง ศุลกากร สรรพสามิต ที่มีหน้าที่โดยตรง ยังไม่เพียงพอในการทำหน้าที่อีกหรือ
ถ้าเป็นมีด กอ.รมน.ภาค 4 คือมีดที่ใช้ในการฆ่าวัว ฆ่าควาย แต่นี้กลับเอามาเชือดคอไก่ ซึ่งไม่สมศักดิ์ศรีแม้แต่นิดเดียว


