xs
xsm
sm
md
lg

ครอบครัวร้องสื่อ! คลอดลูกได้เพียงวันเดียวที่ รพ.แห่งหนึ่งในยะลา แต่เด็กกลับเสียชีวิตจากท้องอืด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ยะลา - ยายร้องสื่อขอความเป็นธรรม หลังลูกสาวคลอดลูกได้เพียงวันเดียวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา แต่เด็กกลับเสียชีวิตลงจากอาการท้องอืดและติดเชื้ออย่างรุนแรง ชี้เพราะขาดความใส่ใจและละเลยต่ออาการของเด็ก

วันนี้ (9 พ.ย.) นางสาวกัญชนา แก้วคงทน คุณยายของทารกแรกเกิดที่เสียชีวิตอย่างน่าเศร้า ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวกับผู้สื่อข่าว โดยระบุว่า หลานที่เพิ่งคลอดได้เพียง 2 วัน ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา ได้เสียชีวิตลงอย่างน่าสลด หลังมีอาการผิดปกติ ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุมาจากการที่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลดังกล่าว ขาดความใส่ใจและละเลยต่ออาการของเด็ก

นางสาวกัญชนา เล่าเหตุการณ์ว่า ครอบครัวอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 10 บ้านบาละ ลูกสาวได้คลอดลูกเมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2568 ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เวลา 14:30 น. โดยเป็นการคลอดที่ปกติ และเด็กกินนมได้ดี ต่อมาวันที่ 31 ต.ค. 2568 น้องได้รับวัคซีนและเริ่มมีอาการไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ซึ่งคุณยายได้ช่วยเช็ดตัวจนไข้ลดลง แต่น้องเริ่มไม่กินนมและไม่ถ่าย และภายในคืนวันนั้น พ่อของเด็กพบว่าน้องอาเจียนออกมาเป็นสีน้ำตาลปนเขียว จึงพยายามไปเรียกพยาบาล แต่พบว่าประตูห้องพักพยาบาลถูกล็อกจากด้านใน ทำให้ไม่มีใครออกมาดูแล โดยยายตั้งข้อสังเกตว่าในโรงพยาบาลไม่มีบุคลากรทางการแพทย์อยู่เลยหรือไม่

จากนั้นเช้าวันที่ 1 พ.ย. 2568 แม่ของเด็กได้แจ้งอาการอาเจียนให้เจ้าหน้าที่ทราบ (โดยผู้ที่ทำหน้าที่ตรงนั้นคือแม่บ้าน) เมื่อคุณยายไปถึงตอน 7:00 น. ได้พาน้องไปหาพยาบาล เนื่องจากมีอาการท้องป่อง อ่อนเพลีย และไม่ตอบสนอง พยาบาลได้ทำการสวนก้นและเจาะเลือดตรวจน้ำตาล แต่ยังไม่พบความผิดปกติในขณะนั้น หลังจากพยาบาลให้แม่ของเด็กกลับไปทำตามคำแนะนำเพื่อลดอาการท้องอืดที่เตียง อาการของน้องกลับทรุดหนักลงอย่างรวดเร็ว เบ้าตาเหลือง ปากดำคล้ำ และตัวซีดเหลืองไปหมด เมื่อแม่รีบพาไปหาพยาบาลอีกครั้ง คราวนี้เจ้าหน้าที่จึงเริ่มตกใจและชุลมุนกัน กว่าจะดำเนินการส่งต่อ (Refer) เด็กไปยังโรงพยาบาลยะลา ต้องใช้เวลานานตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึงเที่ยง เพื่อรอผลเลือดและหนังสือ ซึ่งทำให้การส่งตัวล่าช้า

เมื่อไปถึงโรงพยาบาลยะลา ห้องฉุกเฉินได้แจ้งว่า “น้องช็อกขั้นวิกฤตไปแล้ว มาไม่ทัน” แพทย์ที่โรงพยาบาลยะลาแจ้งว่า เด็กมีอุจาระเต็มลำไส้ และมีน้ำคร่ำเต็มช่องท้อง รวมถึงติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับอาการท้องอืดและไม่ถ่ายที่มีมาก่อนหน้านี้ แพทย์ได้พยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่ร่างกายของเด็กไม่ตอบสนอง ไตเริ่มวาย จนกระทั่งทารกน้อยได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ ครอบครัวรับศพน้องมาประกอบพิธีทางศาสนาก่อนนำร่างไปฝัง

หลังการน้องเสียชีวิต ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลดังกล่าวและบุคลากรได้เข้าพบกับครอบครัว ซึ่งหัวหน้าพยาบาลชายได้ให้เหตุผลว่า “ที่ล็อกประตูเพื่อความปลอดภัยของพยาบาล เนื่องจากมีแต่ผู้หญิง” ซึ่งยายได้โต้แย้งว่า หากเป็นเช่นนั้นโรงพยาบาลมีมาตรการอื่นใดในการติดต่อจากคนไข้หรือไม่ และการที่ไม่มีใครได้ยินเสียงเคาะประตูในตอนกลางคืนก็แสดงถึงการไม่ใส่ใจคนไข้ คุณยายยังยืนยันว่าน้องมีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียสจริง แม้พยาบาลจะแย้งว่าไม่มี โดยคุณยายเป็นผู้วัดไข้ด้วยตัวเอง

ยายระบุว่า ทาง ผอ. และพยาบาลยอมรับผิดทุกอย่าง แต่หัวหน้าพยาบาลชายพยายามบ่ายเบี่ยง โดยอ้างว่าเป็นเหตุการณ์กะทันหัน และพยายามยื่นเรื่องตามมาตรา 41 เพื่อขอค่าชดเชย โดยบอกว่าจะให้รัฐบาลเยียวยา ซึ่งคุณยายมองว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่แสดงความสลดใจ และไม่ได้เป็นการยอมรับผิดจากโรงพยาบาลโดยตรง

นางสาวกัญชนา ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาจากการละเลยของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ความผิดของคนไข้เอง จึงต้องการให้โรงพยาบาลดังกล่าวออกมารับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ปัจจุบันได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมแล้ว เพื่อให้มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบสวนและพิจารณาหาผู้รับผิดชอบต่อไป

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้เข้าไปที่โรงพยาบาลที่เกิดเหตุ ติดต่อขอพบผู้อำนวยการเพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้พบเนื่องจากเป็นวันหยุด