xs
xsm
sm
md
lg

ยังไม่ถึงไหนคดีรุกป่าไม้ “หาดนุ้ย” ภูเก็ต เผย ตร.เพิ่งเรียกสอบ รื้อได้เมื่อไหร่ยังตอบไม่ได้ ด้านผู้อ้างสิทธิยืนยันต่อสู้เต็มที่หลักฐานพร้อม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวภูเก็ต -ป่าไม้ยังต้องรอรื้อสิ่งปลูกสร้างรุก “หาดนุ้ย” ภูเก็ต เผย ตร.เพิ่งเรียกสอบ ระบุทำหนังสือถาม 2 ครั้ง กรณีสิ่งปลูกสร้าง 36 รายการ ยังมีความจำเป็นต่อรูปคดีหรือไม่ ขณะ ผกก.สภ.กะรน เผยอยู่ระหว่างสอบสวน




นายสรศักดิ์ รณะนันทน์ ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนธิกำลังนำหมายศาลจังหวัดภูเก็ตเข้าตรวจค้น สำรวจการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ที่ “หาดนุ้ย” ต.กะรน จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง พื้นที่ 18 ไร่ 2 งาน ตั้งแต่วันที่ 11-12 มี.ค.ที่ผ่านมา ในการเข้าตรวจสอบไม่พบตัวผู้อ้างสิทธิ มีเพียงทนายความนำตรวจค้น และจากการตรวจค้นมีการตรวจยึดของกลางซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้าง 36 รายการ หลังการตรวจยึดได้รวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กะรน ดำเนินคดีกับผู้บุกรุก ว่า


การดำเนินคดีกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า “หาดนุ้ย” ทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.กะรน เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ยึดถือครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย พร้อมใช้คำสั่งทางปกครอง ให้ผู้ครอบครองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ซึ่งได้มีการเข้าไปตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 11-12 มีนาคมที่ผ่านมา หลังการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำหมายศาลจังหวัดภูเก็ตเข้าตรวจค้น โดยไม่พบตัวผู้อ้างสิทธิ มีเพียงทนายนำตรวจค้น และมีการตรวจยึดของกลาง 36 รายการ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการแจ้งความดำเนินคดีไป ทางพนักงานสอบสวนเพิ่งเรียกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปสอบปากคำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่าที่ผ่านมาไม่ได้นิ่งนอนใจ


นายสรศักดิ์ ยังได้กล่าวด้วยว่า การที่กรมป่าไม้จะดำเนินการตามมาตรา 25 ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนเห็นชอบ ซึ่งล่าสุดได้ทำหนังสือขอความเห็นชอบของพนักงานสอบสวนไปแล้ว 2 ครั้ง เพื่อสอบถามว่าของกลางจำนวน 36 รายการนั้นมีความจำเป็นต่อรูปคดีหรือไม่ ถ้าทางตำรวจลงความเห็นว่า ของกลางดังกล่าวไม่จำเป็นต่อรูปคดี ทางป่าไม้จะได้ดำเนินการในขั้นตอนของการรื้อถอน


ซึ่งการดำเนินการรื้อถอนนั้นจะต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการ โดยเริ่มจากการปิดประกาศให้ทราบตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ผู้ครอบครองจะต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกเอง หากผู้ครอบครองไม่ยอมรื้อถอนเอง เจ้าหน้าที่จะรื้อถอน โดยคิดค่าใช้จ่ายต่างๆ แก่ผู้ที่ครอบครองในพื้นที่นั้น


ขณะที่ พ.ต.อ.คุณเดช ณ หนองคาย ผกก.สภ.กะรน กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีต่างๆ ในพื้นที่พิพาทดังกล่าว ว่า ในส่วนของคดีทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์ไว้แล้ว อยู่ระหว่างการสืบสวนของพนักงานสอบสวน ซึ่งให้สิทธิทั้ง 2 ฝ่าย แต่ทางตำรวจจะยึดตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ โดยดำเนินการตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย


ส่วนคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันมา ไม่ว่าจะเป็นในส่วนที่หน่วยงานของรัฐเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ ได้รับคำร้องทุกข์กรณีการบุกรุกป่าไม้ และมีสิ่งปลูกสร้างจำนวน 36 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน เพื่อจัดทำสำนวนส่งอัยการ


ทางด้านนายสิงหา เพ็งแก้ว หรือจ่าแหลม ผู้อ้างสิทธิการครอบครองที่ดินแปลงหาดนุ้ย เนื้อที่ 18 ไร่เศษ ซึ่งทางป่าไม้ระบุว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินของกรมป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด กล่าวว่า ยังคงยืนยันในสิทธิที่มีในที่ดินแปลงดังกล่าว ซึ่งมีหลักฐานยืนยันได้ รวมทั้งอายุของต้นมะพร้าว ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี นอกจากนั้น ยังมีพืชอาสินอื่นๆ อีกจำนวนมากซึ่งปลูกไว้เต็มพื้นที่ เพราะเดิมที่ดินแปลงนี้เป็นของพ่อบุญธรรมของตนที่ขายให้กฝพ่อของนายชโลธร


แต่ภายหลังเมื่อทราบว่า มีการเพิกถอนสิทธิได้มาซื้อคืนมา และในช่วงที่มีการประกาศเป็นพื้นที่ป่า ได้เข้าสู่กระบวนการสอบสวนสิทธิ เพราะทำกินมาก่อนที่จะประกาศเป็นเขตป่าไม้ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายทั้งหมด และมีการเซ็นรับรองโดยผู้แทนของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการปกครอง กรมที่ดิน และกรมป่าไม้ รวมทั้งยังมีการขึ้นรูปแปลงซึ่งติดกับชายหาด


นายสิงหา ยังได้กล่าวต่อไปว่า ตนไม่ได้อยากได้ชายหาด เพราะเป็นที่สาธารณะ ปัญหาที่เกิดขึ้นมาเพราะหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งพยายามแจ้งให้ทำทางลงชายหาด และเรายอมให้พื้นที่สำหรับทางลงชายหาด ซึ่งหากมีทางลงชายหาด เรื่องของข้อพิพาทก็ไม่เกิดขึ้น นายสิงหา กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของหน่วยงานของรัฐที่ไม่ชัดเจน เพราะเมื่อเป็นที่ดินของรัฐจะต้องรู้ว่าแนวเขตอยู่จุดไหน ไม่ใช่ปล่อยให้มีการแผ้วถางจนเกิดการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันขึ้นดังกล่าว ประเด็นถัดมาเรื่องของชายหาด ซึ่งยืนยันว่า ไม่ใช่หาดส่วนตัว แต่ตนได้ช่วยในการดูแลรักษาหาด และอำนวยความสะดวกให้ผู้ที่เข้ามา เช่น ที่ถ่ายรูป ห้องน้ำ เป็นต้น


และการเก็บ 100 บาทว่าเป็นค่าลงหาดนั้นเป็นความเข้าใจผิด เพราะคนลงหาดไม่ต้องเสียเงิน แต่เป็นการเสียค่าบริการในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวก แต่หากมีการตัดทางลงหาดโดยไม่ผ่านที่ของตนทุกอย่างก็จบ ในส่วนของคดีที่อยู่ในชั้นศาลนั้น ซึ่งอยู่ชั้นอุทธรณ์ หากสู้จนถึงชั้นฎีกา หากมีการตัดสินให้ตนออกจากพื้นที่ตนก็พร้อมจะออก ไม่ดื้อ เพราะตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้


นายสิงหา ยังได้กล่าวอีกว่า สำหรับที่ดินพื้นที่ 18 ไร่ 2 งาน ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการกับที่ดินแปลงนี้มาแล้วถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกปี 2561 เมื่อถูกจับกุมได้ยินยอมเข้าสู่ตามกระบวนการโดยไม่มีการนอกแถว ซึ่งขณะนี้ในชั้นอุทธรณ์ตัดสินให้ตนแพ้คดี แต่ตนยังยืนยันที่จะต่อสู้ต่อเพราะตนมีความมั่นใจในหลักฐานที่ตนมีว่าที่ดินแปลงนี้ตนได้มาอย่างถูกต้อง


ส่วนที่ดิน ส.ป.ก.แปลงที่อยู่ติดกันนั้นทราบว่า หลังจากที่พ่อของนายชโลธร เสียชีวิต จึงมีการมาขอรับสิทธิ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นมรดกระหว่าง นั้นประมาณปี 2563 เขาไม่ได้ทำอะไรและได้ปิดกั้นทางลงชายหาด ซึ่งตนมีคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากมีการร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทาง ส.ป.ก.จึงไม่ได้ให้สิทธิ เพราะไม่ได้ทำกิน และให้ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน แต่ไม่มีการอุทธรณ์ เรื่องจึงเงียบไปตั้งแต่ปี 2562 กระทั่งมีนโยบายให้ ส.ป.ก. เป็นโฉนดก็มีกระบวนการที่ทำให้ นายชโลธร ได้รับสิทธิ และมีการอ้างแนวเขตเข้ามาในที่ป่าไม้ ซึ่งวัดแนวเขตไว้แล้ว”




กำลังโหลดความคิดเห็น