xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “โรงเรียนตาดีกา” ยังเป็นเครื่องมือที่ได้ผลของบีอาร์เอ็น แล้วจะทำให้ไฟใต้มอดดับได้อย่างไร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก


ต้องบอกว่าเวลานี้สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนกับ “ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เกิดขึ้น” ดูได้จากกรณี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความขบวนการนักศึกษาแห่งชาติที่จัดทดลองทำประชามตินำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนเมื่อ 7 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา

เรื่องยังไม่สะเด็ดน้ำ ภาคประชาสังคมปีกการเมืองบีอาร์เอ็น เอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน และโดยเฉพาะนักการเมืองบางพรรคที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมยังคงเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยคึกคัก แต่แล้วก็เกิดเรื่องใหม่คือ กรณีโรงเรียนตาดีกาแห่งหนึ่งใน ต.น้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จัดงาน “ตาดีกาสัมพันธ์” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ปรากฏว่ามีการใช้เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นเครื่องมือ โดยให้ถือภาพถ่าย “อาร์เคเค” หรือกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายบีอาร์เอ็น ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมระหว่างการเข้าปิดล้อมจับกุมและเกิดการต่อสู้กันจนเสียชีวิต ซึ่งเรื่องนี้มีภาพถ่ายยืนยันอย่างเป็นที่ประจักษ์

โดยปกติต้องถือว่าผู้ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฯ เป็น “คนร้าย” ที่ทำผิดกฎหมาย การนำมายกย่องหรือสดุดีในฐานะเป็นเหมือน “วีรบุรุษ” ที่พลีชีพเพื่อปกป้องมาตุภูมิ สิ่งนี้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ขัดกับหลักศีลธรรมอันดีงามของสังคม และที่สำคัญเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายด้วย

สำหรับคณะผู้จัดงานตาดีกาสัมพันธ์ดังกล่าวประกอบด้วยหลายฝ่าย นอกจากผู้บริหารโรงเรียนแล้ว ยังมีทั้งผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่และผู้นำศาสนา ซึ่งจะอ้างไม่รู้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะไม่ใช่งานเล็กๆ ที่จัดขึ้นเฉพาะในโรงเรียน แต่เป็นการจัดงานใหญ่ระดับตำบลที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง

การนำเอาภาพคนร้ายที่มีข้อหาทั้งกบฏ ซ่องโจร อั่งยี่ แถมยังเป็นฆาตกรที่ทั้งวางระเบิดและวางเพลิงฆ่าคนมาแล้ว นำมาแห่แหนในลักษณะยกย่องให้เป็นวีรบุรุษ นั่นคือการปลูกฝังและบ่มเพาะให้ผู้คนในชุมชน และโดยเฉพาะเยาวชนเห็นผิดเป็นชอบได้

กรณีนี้นอกจากอันตรายแล้ว ยังต้องถือเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า ทำไมไฟใต้จึงไม่มอดดับ เพราะยังมีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ “จุดไฟ” ในหัวใจผู้คนให้การขบวนแบ่งแยกดินแดนได้มีโอกาสเติบโต ตามแนวทางการสร้างมวลชนให้เป็นปรปักษ์กับอำนาจรัฐ หรือขัดต่อระบบการปกครองของประเทศ

เป็นไปได้ที่กิจกรรม “ตาดีกาสัมพันธ์” ถูกจัดขึ้นอย่างจงใจเพื่อให้ต่อเนื่องกับกิจกรรม “ทดลองลงประชามติ” เพื่อการแบ่งแยกดินแดน แถมยังมีการเลือกวันจัดให้ตรงกับช่วงเวลาที่ “คณะทูตจากประเทศอาหรับ” อยู่ระหว่างการเดินทางมาเยือนพื้นที่ชายแดนใต้ด้วย

มันช่างเหมาะเจาะเหมือนเจตนาที่จะให้บรรดาทูตานุทูตจากตะวันออกกลางได้รับรู้ “สาร” ที่ต้องการ “สื่อ” ไปถึงว่า ยังมีความรุนแรงในชายแดนใต้ของไทย มีการใช้กองกำลังและอาวุธอย่างหนัก ทั้งนี้ก็เพื่อทำลายความเชื่อถือของฝ่ายความมั่นคงที่พร่ำพ่นมานานแล้วว่า ความรุนแรงลดลง สถานการณ์มีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนี้แล้วยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า แผนของบีอาร์เอ็นที่ให้ “อุสตาซ” หรือครูสอนศาสนาตั้งแต่โรงเรียนตาดีกาไปจนถึงโรงเรียนเอกชนศาสนา “บ่มเพาะเยาวชน” เข้าสู่ขบวนการยังมีอยู่ และเป็นแนวทางสำคัญที่สุดของของฝ่ายบีอาร์เอ็น

สิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรีนยตาดีกาในพื้นที่ อบต.น้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี อาจเป็นเพียงความจงใจให้เกิดปรากฏการณ์เล็กๆ ขึ้นมา แต่เชื่อไหมว่ายังมีสิ่งที่หน่วยงานความมั่นคงอาจไม่เห็นอยู่อีกมากมาย เนื่องจากถูกซ่อนเร้นไว้เพื่อรอวันเติบใหญ่ อันเป็นไปตามความต้องการของบีอาร์เอ็นที่วางแผนไว้อย่างดี

ดังนั้น การที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) วิเคราะห์สถานการณ์ไฟใต้ไว้อย่าง “ดีเลิศประเสริฐศรี” โดยยึดเอาตัวเลขการเกิดเหตุร้ายที่ลดลงเป็นตัวตั้ง จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดแท้จริงอยู่ที่ “งานการเมือง” ของฝ่ายบีอาร์เอ็น

โดยเฉพาะการออกมาขับเคลื่อนของภาคประชาสังคมในประเด็นที่สวนทางกับภาครัฐ อย่างกิจกรรมทดลองทำประชามติเพื่อนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน การใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือเชิดชูคนร้ายที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญอย่างวีรบุรุษ หรือการปล่อยให้ยังมีการแห่แหนศพคนร้ายอย่างยิ่งใหญ่กระจายไปทั่ว เป็นต้น

เหล่านี้คือข้อบ่งชี้ที่เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอนว่า ไฟใต้ไม่ได้สงบเรียบร้อยอย่างที่พยายามพร่ำพ่นกัน แต่กำลังมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งกำลังเดินไปสู่จุดปะทุในรูปแบบใหม่ของ “มวลชนปฏิวัติ” ที่การใช้อาวุธเป็นเพียงส่วนประกอบเพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์เท่านั้น

ความจริงแล้วก่อนหน้านี้ก็มีโรงเรียนตาดีกาในชายแดนใต้แห่งหนึ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมีเผยแพร่ข่าวว่า หลังมีคณะทหารเข้าไปทำกิจกรรมในโรงเรียนตาดีกา ปรากฏว่ามีเด็กนักเรียนจำนวนหนึ่งมีอาการผิดปกติ ซึ่งเหมือนคนที่ถูกกระทำด้วยไสยศาสตร์

ส่งผลให้ พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องรีบออกมาแก้ข่าวเป็นการใหญ่ นี่ก็เป็นการสร้างความเสียหายให้ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ เพราะไม่ต้องการให้ทหารเข้าไปทำกิจกรรมกับเยาวชนในโรงเรียนนั่นเอง

ถ้าเรื่องแค่นี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังอ่านเกมไม่ออก ก็ไม่ควรจะมีตำแหน่ง “เสธ.ทหาร” ให้สิ้นเปลืองเงินงบประมาณที่เกิดจากภาษีอากรของประชาชนไปทำไม

ล่าสุด พล.ท.ศานติ ศกุนตนาค ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องกับการจัดงานตาดีกาสัมพันธ์ไปสอบถามเพื่อหาข้อเท็จจริง ซึ่งทราบว่ามี “ครูสอนศาสนา” คนหนึ่งที่เคยถูกควบคุมตัวไปสอบมาแล้ว เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการใช้เด็กนักเรียนถือภาพถ่ายคนร้าย
เรื่องนี้น่าจะเป็นข้อสรุปที่ง่ายเกินไปหรือไม่ เนื่องเพราะการจัดกิจกรรมตาดีกาสัมพันธ์ที่เป็นงานใหญ่ระดับตำบล นั่นต้องมีจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะมีผู้ที่มีหน้าที่และมีอำนาจในการตัดสินใจ นั่นย่อมไม่ใช่เป็นเรื่องของ “อุสตาซ” เพียงบางคนหรือไม่กี่คนเท่านั้น

แน่นอนถือเป็นการ “วางกับดัก” เพื่อให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขัดแย้งกับบรรดาโรงเรียนสอนศาสนาที่อยู่เป็นจำนวนมากในชายแดนใต้ แต่ในขณะเดียวกันถ้าไม่กล้าใช้มาตรการทางกฎหมายเจ้าจัดการ นั่นก็ยากที่จะยับยั้งไฟใต้ที่คุกรุ่นได้

เหล่านี้คือประเด็นที่สำคัญกว่าการปิดล้อม ตรวจค้นและวิสามัญฝ่ายตรงข้ามที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กำลังเดินหน้าดำเนินการอยู่อย่างวาดหวังไว้เต็มเปี่ยมว่าจะสามารถ “ขุดรากถอนโคน” คนของบีอาร์เอ็นที่แฝงตัวไปอยู่ตามสถานศึกษาต่างๆ ในชายแดนใต้

ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้บีอาร์เอ็นกำลังเร่งสร้างมวลชน เพราะการทำ “สงครามแบ่งแยกดินแดน” จุดแตกหักที่แท้จริงอยู่ที่ “มวลชนปฏิวัติ” และ “งานใต้ดิน” ซึ่งนี่ต้องถือเป็น “จุดอ่อนปวกเปียก” ของฝ่าย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าด้วยเช่นกัน


กำลังโหลดความคิดเห็น