สตูล - เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เตรียมยื่นหนังสือถึง 3 หน่วยงาน ผ่าน รมต.ประจำสำนักนายกฯ จี้ตรวจสอบการครอบครองที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะ และหาดปากบารา ขณะที่วันนี้ “อนุชา นาคาสัย” เตรียมลงพื้นที่หารือทุกฝ่ายร่วมแก้ปัญหา
ความหวังของชาวเลเกาะหลีเป๊ะได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังเรียกร้องให้มีการเปิดเส้นทางสาธารณะที่ต่อสู้มานานกว่า 20 วันแล้ว โดยในวันนี้ (15 ธ.ค.) นายอนุชา นาคาสัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีแผนจะลงพื้นที่เกาะหลีเป๊ะ และหารือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหากรณีเกิดข้อพิพาทที่ดินสาธารณะ
หลังจากที่เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) ชาวเลเกาะหลีเป๊ะได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการนำเรือหัวโทง 40 ลำ ปิดป้ายขอให้มีการเปิดเส้นทางสาธารณะ และให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องลงมาช่วยแก้ปัญหา และความไม่สบายใจของชาวเล โดยยืนยันว่าเป็นเส้นทางเดินสาธารณะใช้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นเส้นทางเดิมใช้ลงทะเลไปออกเรือประมง และไปสถานีอนามัย รวมทั้งไปยังสุสานของชาวเลด้วย
ปัญหายิ่งบานปลาย เมื่อเด็กนักเรียนออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง และขัดขวางไม่ให้มีการทำกำแพงปิดกั้น เพราะบางคนต้องปีน บ้างก็มุดกำแพงเข้ามาเรียน อีกทั้งขณะนี้พบว่ามีการดำเนินคดีชาวเลในการขับไล่ที่ดินไม่น้อยกว่า 20 ราย ที่เป็นปัญหาคาราคาซัง ทั้งที่พวกเขาน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเกาะหลีเป๊ะ แต่ดูเหมือนจะเป็นส่วนเกิน
นายสมบูรณ์ คำแหง เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล กล่าวว่า หลังจากร่วมลงติดตามพบว่าประเด็นที่เกาะหลีเป๊ะเป็นปัญหาคาราคาซัง วางปัญหาการแก้ไขเกาะหลีเป๊ะไว้ 2-3 ข้อ สิ่งที่พบพี่น้องชาวเลถูกคดีขับไล่ ถูกฟ้อง 20-30 รายที่ยังคาราคาซังกันอยู่ ทางรัฐบาลเองคงต้องเข้ามาช่วยแก้ไข ระยะปานกลางคงต้องเข้ามาดูเรื่องการใช้ที่ดินคนเกาะหลีเป๊ะ และมาไล่เรียงดูว่าเอกสารสิทธิที่มีอยู่มีจำนวนเท่าไหร่ ที่มาที่ไปเป็นอย่างไร แล้วเรื่องนี้คงต้องโยงไปถึงการตรวจสอบในระยะยาวด้วย เจ้าของที่อ้างกรรมสิทธิ์ หากดูในปัจจุบันเหมือนว่าจะถูกต้อง ต้องไปย้อนดูประวัติศาสตร์ของการให้กรรมสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันเป็น น.ส.3 ก. เดิมทีข้อสังเกตของชาวบ้านที่มีการใช้ ส.ค.1 ที่มีการออกในปี 2498 น่าจะมีพื้นที่เพิ่มมาหรือ ส.ค.1 บวม ตามที่อ้างว่าประมาณ 50 กว่าไร่ จาก น.ส.3 เป็น 80 กว่าไร่
พร้อมเห็นว่าควรจะต้องมีกลไกในการตรวจสอบ เมื่อมาเห็นข้อเท็จจริง ต้องสร้างกลไกในระดับจังหวัดน่าจะไม่พอ ซึ่งอาจจะต้องเป็นกลไกในระดับกระทรวง หรือระดับสำนักนายก เพื่อดูแลเรื่องนี้ ปัญหาเกาะหลีเป๊ะเป็นปัญหาที่ลึกมาก หากไม่ไปแก้ต้นตอหรือปลายเหตุ ยอมรับว่าเรื่องเกาะหลีเป๊ะค่อนข้างยาก หากไม่สามารถแก้ปัญหาบนเกาะหลีเป๊ะในครั้งนี้ได้ อนาคตจะยิ่งยากลำบาก ทั้งกลุ่มคนดั้งเดิมที่เป็นชาวเล และพี่น้องที่เป็นผู้ประกอบการลงทุนบนเกาะหลีเป๊ะ เนื่องจากที่ดินมีมูลค่าสูง ผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ประชากรเพิ่มขึ้น แต่ที่ดินเท่าเดิม
เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล เห็นว่า บนข้อจำกัดในการเป็นโอกาส หากมีเขตวัฒนธรรมในการคุ้มครองพี่น้องชาวเลอยู่เป็นสัดส่วน สร้างวิถีให้พี่น้องชาวเล ซึ่งจะไปเกี่ยวโยงกับการท่องเที่ยว แทนที่ชาวเลจะเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยว ก็กลายเป็นส่วนเกินของการท่องเที่ยว หากทางรัฐบาลและทางจังหวัดมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ควรจะหาวิธีการ หาช่องทางในการคลี่คลายเรื่องนี้ในการทำวิกฤตให้เป็นโอกาส ให้คนที่มาเที่ยวได้เห็นวิถีวัฒนธรรม และเห็นความสวยงามของธรรมชาติ และนับเป็นโอกาสในการปรับปรุงเกาะ ซึ่งน่าจะสวยงามมากกว่านี้
โดยวันนี้ทางเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล จะได้ยื่นหนังสือผ่าน รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในประเด็นนี้ถึง 3 หน่วยงาน ทั้งรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ DSI ช่วยตรวจสอบเบื้องต้น รวมทั้งที่หาดปากบารา และเกาะหลีเป๊ะที่เป็นปัญหา มีลักษณะที่ดินที่เป็น น.ส.3 เหมือนกันว่ามีที่มาที่ไปของเอกสารสิทธิ์ดังกล่าว


