นครศรีธรรมราช - กรมอุทยานแห่งชาติไฟเขียวจับย้าย “พลายไข่นุ้ย” ช้างโทนงวงรั่วออกจากชุมชนกรุงชิง จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านจี้เร่งปฏิบัติการหลังช่วงเวลาเก็บเกี่ยวทุเรียนทวายกำลังมาถึงในช่วงกลางเดือนนี้
วันนี้ (5 ต.ค.) ภายหลังจากชาวบ้าน 11 หมู่บ้านในตำบลกรุงชิง อ.นบพิตำ จนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในพื้นที่สวนทุเรียน สวนไม้ผลอื่นๆ สวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักต่อเนื่องกว่า 6 เดือนแล้ว จากช้างป่าเพศผู้ที่ชาวบ้านเรียกว่า “พลายไข่นุ้ย” ได้เข้าหาอาหารในพื้นที่การเกษตรกลายเป็นการทำลายพืชผลอย่างหนัก โดยเฉพาะสวนทุเรียนทวาย ที่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 250 บาท ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมามีความเสียหายอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน พบว่ามีบาดแผลฉกรรจ์ที่บริเวณงวง เหนือจากปลายงวงประมาณ 1-2 ฟุต ทำให้งวงรั่ว การดื่มน้ำของช้างหรือการใช้ปลายงวงเป็นไปด้วยความยากลำบาก และมีร่องรอยบาดเจ็บจากอาวุธปืนบริเวณผิวหนัง โดยยังที่ไม่มีการแก้ไขปัญหา อาจทำให้ช้างตัวนี้ถึงตายได้ในเวลาไม่นาน
ล่าสุด นายสัญญา สังวังเลาว์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 ได้แจ้งไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช อำเภอนบพิตำ และเครือข่ายเฝ้าระวังช้างป่า ว่า กรมอุทยานแห่งชาติได้มีการอนุมัติโครงการจับย้ายช้างตัวนี้ออกจากชุมชนแล้ว โดยจะมีการจับออกจากพื้นที่ชุมชนและป่ากรุงชิง แล้วนำตัวไปปล่อยคืนในพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น จ.สุราษฎร์ธานี โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดทำโครงการและเตรียมงบประมาณ พร้อมทั้งจัดเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญและสัตวแพทย์เข้าปฏิบัติการ พร้อมกันนั้น ยังแจ้งไปยังสำนักบริหารพื้นที่อนุกรัษ์ที่ 4 สุราษฎร์ธานีเพื่อเตรียมพื้นที่รองรับ
ขณะที่ชาวบ้านในชุมชนกรุงชิง ที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยเฉพาะทุเรียนทวายเพื่อการส่งออก ยังคงกังวลอย่างมากเนื่องจากอีก 15 วันข้างหน้า หรือราวกลางเดือนนี้จะเข้าสู่ช่วงของการเก็บเกี่ยวทุเรียนทวาย หรือทุเรียนนอกฤดูเพื่อการส่งออก แต่ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าทางกรมอุทยานฯ จะเริ่มดำเนินการจับย้ายพลายไข่นุ้ยได้เมื่อใด ขณะที่พลายไข่นุ้ย ยังคงเดินกินพืชผลโดยเฉพาะทุเรียนที่กำลังแก่จัดอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพลายไข่นุ้ย หรือช้างโทนตัวนี้ ควาญช้างอาวุโสได้ให้ข้อมูลมั่นใจว่า ไม่ใช่ช้างป่า แต่เป็นช้างเถื่อนหรือช้างเลี้ยงแบบผิดกฎหมายไม่มีตั๋วรูปพรรณช้าง มีการเลี้ยงอยู่แถบใกล้เคียงอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ฝั่งจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ทราบว่าคนเลี้ยงต้องคดีถูกจำคุก ทำให้ไม่มีใครเลี้ยงช้างตัวนี้ต่อ เนื่องจากดื้อ หรือควบคุมไม่ได้จึงจำเป็นต้องปล่อยกลับเข้าป่า ช้างตัวนี้เดินเรื่อยมาจากฝั่งสุราษฎร์ธานีร่วมปีแล้ว ก่อนมาปักหลักอยู่ในกรุงชิงมากกว่า 6 เดือน สร้างความเสียหายต่อเนื่อง


