xs
xsm
sm
md
lg

นัดฟังคำสั่ง 9 พ.ค. คดี “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” หมดสติ และเสียชีวิตในค่ายทหาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัตตานี - คดี “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” หมดสติ และเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร ล่าสุด ศาลจังหวัดสงขลาสืบพยานเสร็จสิ้นครบทุกปากแล้ว พร้อมนัดฟังคำสั่ง 9 พฤษภาคมนี้

วันนี้ (20 ก.พ.) ความคืบหน้ากรณีศาลจังหวัดสงขลา นัดสืบพยานฝ่ายญาติผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย โดยศาลจังหวัดสงขลา ได้กำหนดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ตายอีก 4 ปาก ภายในวันที่ 19-20 ก.พ.65 คาดว่าจะเป็นการสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นครั้งสุดท้าย ล่าสุด ได้รับการยืนยันจากทนายมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมว่า การไต่สวนพยานคดี นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ หมดสติ และเสียชีวิตในระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร สืบพยานเสร็จสิ้นครบทุกปากแล้ว ภายในวันที่ 19 ก.พ. และศาลจังหวัดสงขลา นัดฟังคำสั่งวันที่ 9 พฤษภาคมนี้

ในคดีหมายเลขดำที่ ช.1/2563 หรือคดีไต่สวนการเสียชีวิตของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ซึ่งถูกพบว่าหมดสติอยู่ในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี หลังจากที่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2562 และถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร และส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลปัตตานี ก่อนที่จะส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์หาดใหญ่ ภายในวันเดียวกันมีการย้ายโรงพยาบาลมากถึง 3 แห่ง ในสภาพที่สมองบวม ไม่ยืนยันถึงสาเหตุ จนกระทั่ง 1 เดือนเศษ ผู้ต้องสงสัยได้เสียชีวิตอย่างสงบภายในวันที่ 25 ส.ค.2562 ท่ามกลางความสงสัยของญาติพี่น้อง ตลอดจนประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ จึงมีการฟ้องร้องศาลเพื่อให้มีการไต่สวนการตายของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ และศาลจังหวัดสงขลา ได้ประทับตรารับการไต่สวนในที่สุด ในระหว่างที่ศาลจังหวัดสงขลามีการไต่สวนพยานฝ่ายจำเลย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

ท่ามกลางความหวังของญาติที่จะได้รับคืนความเป็นธรรมให้ผู้ตายจากศาลยุติธรรม แต่กลับมีข่าวร้ายให้ครอบครัว และญาติผู้ตาย หลังจากมีหนังสือแจ้งรายงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI มีคำสั่งยุติการสอบสวนในคดีการตายปริศนาของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา


โดยกล่าวสรุปการไต่สวนกรณีการตายปริศนาของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ไว้ดังนี้

ที่ผ่านมาคดีนี้มีการนัดสืบพยานไปแล้ว รวมจำนวน 18 ปาก ได้แก่ เจ้าหน้าที่ทหารในค่ายอิงคยุทธบริหาร จำนวน 13 คน แพทย์ 4 คน และพนักงานสอบสวน 1 คน โดยเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.64 ได้มีการสืบพยานแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร 2 ปากทางออนไลน์ ส่วนในวันที่ 19-20 ก.พ.65 จะเป็นการสืบพยานฝ่ายผู้ร้อง จำนวน 4 ปาก หนึ่งในนั้นจะขอให้ศาลมีหมายเรียกแพทย์ซึ่งเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญมาเพิ่มอีก 1 ปาก เพื่อสืบพยานในครั้งนี้ด้วย

ขณะที่ดีเอสไอแจ้งว่าได้ยุติการสอบสวนในกรณีการเสียชีวิตของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ แล้ว โดยอธิบดีดีเอสไอได้สั่งการให้ยุติการสืบสวน และให้ส่งสำนวนการสืบสวนไปยังสถานีตำรวจภูธรหนองจิก จ.ปัตตานี เพื่อพิจารณาตามอำนาจหน้าที่ โดยผู้ร้องจะยื่นเรื่องให้ดีเอสไอพิจารณาใหม่ได้ก็ต่อเมื่อมีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่เท่านั้น

ทั้งนี้ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ในฐานะองค์กรสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้ติดตาม และให้ความช่วยเหลือคดีนี้อย่างใกล้ชิด ได้ยื่นหนังสือถึงผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อขอส่งเจ้าหน้าที่เข้าสังเกตการณ์การสืบพยานฝ่ายผู้ร้องในครั้งนี้ด้วย

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จึงขอเชิญชวนให้สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจติดตามการสืบพยานในคดีไต่สวนการตายของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ อย่างใกล้ชิด ตามวันและเวลาดังกล่าว เพื่อทวงถามความเป็นธรรมให้แก่นายอับดุลเลาะ และครอบครัว รวมทั้งให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องหลังการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับประชาชนคนใดอีก

โดยคดีของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ หมดสติ และเสียชีวิตในระหว่างควบคุมตัวในค่ายทหาร สืบพยานเสร็จสิ้นครบทุกปากแล้ว ศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 9 พฤษภาคม 2565

ด้าน น.ส.อัญชนา หิมมีหน๊ะ นักสิทธิมนุษยชนชายแดนใต้ ได้กล่าวถึงบทบาทในฐานะเป็นพยานโจทก์ว่า วันนี้ได้ไปเป็นพยานในคดีการไต่สวนการตายของ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เนื่องจากต้องสืบวันนี้ให้เสร็จ เลยต้องรีบประชุมที่ออฟฟิศแบบม้าด่วน ไปกินเหนียวที่บันนังสตาอย่าง Fast and furious กินข้าวอย่างเร็วไม่ต้องเคี้ยว แล้วมาศาลที่สงขลาอย่างเพลีย

กระบวนการไต่สวนการตายกรณีการเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว หรือมีข้อน่าสงสัยว่ามีการทรมาน และทำให้เสียชีวิต ทำให้เราเห็นความแตกต่างของความน่าเชื่อถือของพยาน การเข้าถึงพยานหลักฐาน กระบวนการสอบสวน และกระบวนการไต่สวนการตาย

เราตั้งคำถามว่าถ้าเรามี พ.ร.บ.ทรมานฯ มันจะช่วยกรณีแบบนายอับดุลเลาะได้ไหม เพราะการได้มาถึงข้อเท็จจริงระหว่างการตรวจสอบเรื่องการทรมาน ตามหลักการสากลกับกระบวนการศาลมีความแตกต่าง การสอบสวนเรื่องการทรมานตามหลักการอิสตันบูลโปรโตคอล และหลักการมินนิโซตา กับกระบวนการในศาลที่ต้องมีพยานเห็นเหตุการณ์ มีร่องรอยบาดแผล เพราะฉะนั้นเรารู้ได้เลยว่าผลลัพธ์ของกระบวนการนี้จะเป็นอย่างไร

บริบทในพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญ ในสภาวะที่ทหารควบคุมทุกอย่างได้ เจ้าหน้าที่รัฐเองไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมนี้ ควบคุมการพูดด้วยหน้าที่การทำงานของเขา ควบคุมการพูดด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสอบข้อเท็จจริงของชุดที่เขาแต่งตั้งควบคุมการแถลงข่าว

การที่เราได้รับรู้ตั้งแต่นายอับดุลเลาะ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หมอที่รักษาต้องใช้เวลากว่า 30 นาที เพื่อทำให้เขาฟื้นมาด้วยอาการสมองบวมหรือสมองตาย คือเขาไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อีกต่อไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว แพทย์บอกว่าเขามาถึงโรงพยาบาลด้วยสภาพไม่มีสัญญาณชีพ คือเขาหมดลมหายใจแล้ว

มีการบอกว่าล้มในห้องน้ำ แต่ไม่มีร่องรอยบาดแผลจากการล้มก็ผิดวิสัย มีน้ำไหลออกจากหูก็ผิดวิสัย การหยุดหายใจไม่สามารถหยุดได้ด้วยตนเอง ต้องมีคนทำให้หยุดหายใจ หรือมีอาการป่วยมาก่อน หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง นี่คือข้อมูลที่เราทราบ เพราะหลักฐานทางการแพทย์ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามาจากอะไร เนื่องจากสมองบวมจนการเอกซเรย์ไม่สามารถระบุถึงสาเหตุการตายได้

คำถามที่ถามถึงกรณีที่ระบุได้ไหมว่าใครเป็นคนซ้อมทรมาน มีหลักฐานการกระทำไหม เราจะสามารถรู้ได้ไหมว่าใครเป็นคนกระทำทรมาน ยศ ตำแหน่งและชื่อ แต่กระบวนการสอบภายในของทหารเองต่างหากที่ไม่นำตัวมาสอบ และใช้กระบวนการเยียวยาเพื่อปิดปาก

คำถามมันสะท้อนว่าคุณไม่เข้าใจบริบทการกระทำทรมานภายใต้การขัดกันด้วยอาวุธ คำถามถึงการร้องเรียนเรื่องการทรมานเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี เป็นการตัดสินโดยปราศจากพยานหลักฐาน คำถามว่าทำไมหมอไม่พูดอย่างที่บอกกับเรา เพราะหมอก็พูดตามสมมติฐานของอาการ การสมมติฐานจึงไม่สามารถฟันธงได้ และหมอต้องพูดภายใต้การควบคุมของทหาร

เราเองก็งงว่าข้อมูลที่เราได้รับรู้ตั้งแต่แรกมันไม่ปรากฏในสำนวนการสอบสวน นี่คือปัญหาหนึ่งของการตรวจสอบ Crime scene ในที่เกิดเหตุภายในค่ายทหาร โดยตำรวจทำได้หรือไม่ เรามีคำถามมากมาย เราถามด้วยว่าเราจะปลอดภัยไหมในการให้การในครั้งนี้ เพราะมีทหารมาร่วมรับฟังคดีหลายคน เขาบอกว่าถ้าเราพูดความจริง ความจริงจะคุ้มครองเรา


กำลังโหลดความคิดเห็น