xs
xsm
sm
md
lg

“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” ดันจัดงาน “Gems & Jewelry Fest in Phuket” คาดมีมูลค่าการซื้อขาย 70-100 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวภูเก็ต - “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ” รองนายกรัฐมนตรี ดันจัดงาน “Gems & Jewelry Fest in Phuket” บูรณาการการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้นประมาณ 70-100 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.00 น.วันนี้ (13 ก.ย.) ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “Gems & Jewelry Fest in Phuket” บูรณาการการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการจิวเวลรี ภาคเอกชน ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายจุรินทร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอัญมณี และเครื่องประดับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากมีผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ถึงกว่าร้อยละ 90 เกิดการจ้างงานเกือบ 1 ล้านคนทั่วประเทศ โดยเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกถึงร้อยละ 80 ถือเป็นอุตสาหกรรมที่นำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก และวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ทำให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยด้วย โดยการส่งออกจิวเวลรีของไทยในปี 2563 ติดลบถึงร้อยละ -39.89 แต่ประเทศไทยยังคงครองอันดับ 1 และ 3 ประเทศผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินและพลอยสีของโลกไว้ได้

และเพื่อเร่งรัดและผลักดันการส่งออก รองรับเศรษฐกิจโลกที่หดตัวจากปัญหาต่างๆ รวมถึงผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้น หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์จึงเร่งปรับยุทธศาสตร์การดำเนินงานภายใต้ 14 แผนงานหลักที่ครอบคลุมการทำงานด้านการตลาดเชิงรุกในหลากหลายมิติ รวมถึงการเร่งรัดการส่งออกในยุค New Normal โดยการใช้นวัตกรรมใหม่ทางการตลาดด้วยการปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมสู่ออนไลน์ ซึ่งรวมถึงได้ปรับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับสู่งานแสดงสินค้าเสมือนจริงหรือ BGJF Virtual Trade Fair ด้วย


จากการที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยต้องเผชิญกับความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น เพื่อให้ชาวต่างชาติยังคงจดจำประเทศไทยในฐานะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับและซัปพลายเชนที่สำคัญของโลก จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดโครงการส่งเสริมการตลาดสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อสนับสนุนแผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ หรือ “Gems & Jewely Fest in Phuket” ระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม 2564 ขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดนำร่องภายใต้แผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวของประเทศไทย ประกอบกับจังหวัดภูเก็ตเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตอัญมณีเพื่อการส่งออกที่สำคัญของแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตไข่มุกน้ำเค็มที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงในด้านคุณภาพความมันวาว และความสวยงาม เป็นที่ยอมรับในระดับสากล จนถูกขนานนามว่า “ไข่มุกอันดามัน”

ซึ่งกิจกรรมนี้นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น รวมถึงช่วยผลักดันและกระตุ้นยอดขายให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับภาคใต้อีกด้วอ

ย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการ “Gems & Jewelry Fest in Phuket” นี้เป็นการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้เข้าร่วม 2 กิจกรรมหลักที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายประกอบด้วย กิจกรรม “Gems & Jewelry Fest in Phuket” ซึ่งเป็นงานเจรจาการค้าและจำหน่ายปลีก กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-12 ธันวาคม 2564 ณ ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต โดยจะมีผู้นำเข้าต่างประเทศผ่านฑูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อมาเข้าร่วมเจรจาการค้าภายในงานและเปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้เข้ามาชมและเลือกซื้อสินค้าตลอดงาน


และกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ หรือ Online Business Matching สำหรับผู้ซื้อผู้นำเข้าต่างประเทศที่ไม่สามารถเดินทางมาภูเก็ตได้ ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดให้มีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าต่างประเทศเพื่อสร้างช่องทางและโอกาสในการส่งออกให้แก่ผู้ประกอบการไทยผ่านระบบออนไลน์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พ.ย.-3 ธ.ค.64

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า คาดว่าโครงการนี้จะมีจำนวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมประมาณ 200 ราย และมีผู้นำเข้าต่างประเทศ นักท่องเที่ยว ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมรวมกว่า 4,000 ราย รวมถึงก่อให้เกิดรายได้จากการค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพื่อการส่งออกและสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากธุรกิจท้องถิ่น คาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้นประมาณ 70-100 ล้านบาท