คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่ควรแก่การสนใจ เพื่อที่จะชี้ชัดให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” ว่าไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ยังมีการบ่มเพาะสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เข้าสู่ขบวนการ เพื่อเป็นเครื่องมือก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความไม่สงบให้เกิดขึ้น
นั่นคือ “แผนที่” ที่นาวิกโยธินค่ายจุฬาภรณ์ยึดได้จากการเข้าจับกุมแนวร่วมในบ้านหลังหนึ่งที่บ้านซอปอ ม.9 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งวิสามัญไป1 ศพ และจับเป็นได้ 2 คน
ความจริงแผนที่ดังกล่าวเป็นแผนการเตรียมกำลัง 8 ชุดเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ หรือจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในหลายอำเภอของ จ.นราธิวาส ในห้วง 10 วันหลังวันตรุษอีดิ้ลฟิตรี
ถือว่าโชคดียังเป็นของเจ้าหน้าที่ที่ได้เบาะแสความเคลื่อนไหวมาก่อน ทำให้แผนการของแนวร่วมไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องชี้ชัดไว้ ณ ที่นี้คือ บีอาร์เอ็นไม่ได้หยุดนิ่งหรือหยุดเคลื่อนไหว ตามที่หน่วยงานความมั่นคงได้พยายามที่จะสื่อสารกับสังคมมากว่า 2 ปี เพื่อที่จะบอกว่าสถานการณ์ความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นมากแล้ว
หรือต้องการอวดอ้างว่านโยบายที่ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่นำมาใช้จัดการกับไฟใต้เป็นเรื่องที่ “เดินมาถูกทางแล้ว” นั่นเอง
อย่างล่าสุด ทหารและตำรวจยังตกเป็นเหยื่อระเบิดที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีกำลังชุด “ชป.จรยุทธ์” ปฏิบัติการในพื้นที่สีแดงและมีการระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรคขวากหนาม ทำให้ปฏิบัติการและการข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซียทำได้ยาก แต่บีอาร์เอ็นก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะก่อเหตุ
โดยเฉพาะในเดือนรอนฎอน และวันสัญลักษณ์ทั้งของรัฐไทยและฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นยังสั่งการให้แนวร่วมก่อเหตุร้ายเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เพื่อกระตุ้นหรือตอกย้ำมวลชนในพื้นที่ให้เกิดความโกรธแค้น ที่สำคัญเพื่อไม่ให้ลืมเลือนความเจ็บปวด
อย่างวันที่มีการปะทะกันที่มัสยิดกรือเซะ หรือวันที่มีการตายหมู่ที่หน้าโรงพักตากใบ เป็นต้น เหล่านี้ยังสร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐได้ดี และเพื่อให้องค์กรต่างชาติยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วยเหลือตามกระบวนการ “กำหนดใจตนเองของพลเมือง” ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่บีอาร์เอ็นต้องการ
ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา บีอาร์เอ็นสามารถบ่มเพาะแนวร่วมรุ่นใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า “กลุ่มนักรบหน้าขาว” เข้าสู่ขบวนการได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสังเกตได้จากระยะ 2 ปีมานี้มีการก่อเหตุไม่รุนแรงบ่อยครั้ง เพราะต้องการฝึกฝนนักรบรุ่นใหม่และเพื่อสร้างข่าวรักษาสถิติ
นี่คือความเปลี่ยนแปลงด้าน “การทหาร” ของบีอาร์เอ็นที่จะมีนักรบรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนรุ่นเก่า ซึ่งมีทั้งถูก “ปลดปล่อย” และถูก “ปรับเปลี่ยน” หน้าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม เพราะรุนเก่ามักทิ้งหลักฐานไว้ให้มาก ขณะที่กลุ่มคนหน้าขาวยังไม่มีประวัติอยู่ในสารบบของเจ้าหน้าที่
ด้านความเปลี่ยนแปลงทางปีก “การเมือง” ของบีอาร์เอ็นยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เพราะในอดีตการบ่มเพาะและปลุกระดมความคิดด้วยการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานีนั้น “อุสตาซ” หรือผู้สอนศาสนาจะต้องใช้สถานที่ลับตาคน เช่น ตาดีกา หรือสถานศึกษาต่างๆ
แต่วันนี้ปีกการเมืองบีอาร์เอ็นสามารถเคลื่อนไหวแอบแฝงอยู่ในองค์กรภาคประชาสังคม ดังนั้น ไม่ว่าจะจัดเวทีหรือจัดการทัศนศึกษาก็ทำได้ง่ายๆ แถมไม่ต้องยกเรื่อง “เจาะเอ็นร้อยหวาย” แล้วให้ “เดินลากตรวน” เป็นขบวนจากปัตตานีเข้ากรุงไปขุดคลองแสนแสบอย่างในอดีตที่คนไม่ค่อยเชื่อถือกันแล้ว
แน่นอนการใช้เรื่องราวศาสนา ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์มาบ่มเพาะให้คนหลงผิดเพื่อชักจูงเข้าสู่ขบวนการ สิ่งนี้ยังเป็นวิธีการที่บีอาร์เอ็นใช้ได้ผล เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนจาก “อุสตาซ” มาเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ขั้น “มืออาชีพ” เข้ามาทำแทน
สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงทำอยู่ขณะนี้ เช่น ใช้นักวิชาการมุสลิมสายกลางจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันศาสนามาอรรถาธิบายตอบโต้ฝ่ายการเมืองบีอาร์เอ็น จึงยังเป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด เหมือนกับการโยนก้อนหินโยนลงทะเล การกระเพื่อมของน้ำจึงไม่มีให้เห็น
ยิ่งหลังจากที่คลิปวิดีโอคอลล์ของแนวร่วมก่อนปะทะเจ้าหน้าที่ และถูกวิสามัญ 2 ศพสะพัดไปทั่ว สิ่งนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ในชายแดนใต้ “อบอ้าว” ยิ่งขึ้นไปอีก แถมกลายเป็นประเด็นให้องค์กรต่างชาตินำไปเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ว่าเป็น “อาร์มคอนฟิกซ์” เพื่อช่วยให้บีอาร์เอ็นบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
กรณีปะทะและวิสามัญ 2 ศพดังกล่าวทั้ง “เจนีวาคอลล์” และ “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)” ได้นำไปเป็นประเด็นเงื่อนไขสงครามแบ่งแยกดินแดน เพื่อชี้ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง แต่การที่แนวร่วมสังหารโหดไทยพุทธศพแล้วศพเล่ากับไม่มีการพูดถึง
อย่างล่าสุด เม.ย.ที่ผ่านมา คือกราดยิงแล้วเผาคนไทยพุทธ 3 ศพที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทั้ง 2 องค์กรไม่มีการส่งเสียงอะไรเลย นี่คือสิ่งที่ชี้ชัดมาตรฐานของฝรั่งหัวแดงที่เข้ามาปฏิบัติการในชายแดนใต้ แม้จะพยายามอ้างว่าเพื่อร่วมมือกับรัฐไทยในการดับไฟใต้ แต่กับให้ความสำคัญเฉพาะฝ่ายบีอาร์เอ็นเท่านั้น
ถามว่าแล้วที่ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)” และ “นายพล” หลายคนในกองทัพพยายามโน้มน้าวให้หน่วยงานอื่นๆ เห็นว่าไอซีอาร์ซีมีประโยชน์ต่อการดับไฟใต้นั้นมีประโยชน์อย่างไร แง่ไหนบ้าง หรือมีประโยชน์เฉพาะกับบรรดานายพลเหล่านั้นที่ได้รับเงินค่าตอบแทนและได้บินไปเที่ยวเจนีวา
ทำไมจึงปล่อยให้เกิดภาพลักษณ์ว่า องค์กรต่างชาติเหล่านี้รู้เรื่องรากเหง้าไฟใต้ดีกว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทย
ในอดีตรัฐบาลไทยและและหน่วยงานความมั่นคงอึดอัดกับ “นโยบายมาเลเซีย” ที่ให้หลังพิงกับทุกขบวนการแบ่งแยกดินแดนในชายแดนใต้ แต่วันนี้ทำไมเรากลับยังปล่อยให้มาเลเซียร่วมมือกับเจนีวาคอลล์ทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” สำคัญให้แก่บีอาร์เอ็น
ถ้า “รัฐบาล-กองทัพ-สมช.” ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ยังไม่ยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สถานการณ์ไฟใต้ก็จะเป็นแบบที่เห็นกันจะจะอยู่ในวันนี้นี่แหละ
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องที่ควรแก่การสนใจ เพื่อที่จะชี้ชัดให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” ว่าไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ยังมีการบ่มเพาะสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เข้าสู่ขบวนการ เพื่อเป็นเครื่องมือก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความไม่สงบให้เกิดขึ้น
นั่นคือ “แผนที่” ที่นาวิกโยธินค่ายจุฬาภรณ์ยึดได้จากการเข้าจับกุมแนวร่วมในบ้านหลังหนึ่งที่บ้านซอปอ ม.9 ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งวิสามัญไป1 ศพ และจับเป็นได้ 2 คน
ความจริงแผนที่ดังกล่าวเป็นแผนการเตรียมกำลัง 8 ชุดเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ หรือจุดตรวจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในหลายอำเภอของ จ.นราธิวาส ในห้วง 10 วันหลังวันตรุษอีดิ้ลฟิตรี
ถือว่าโชคดียังเป็นของเจ้าหน้าที่ที่ได้เบาะแสความเคลื่อนไหวมาก่อน ทำให้แผนการของแนวร่วมไม่ประสบความสำเร็จตามที่ต้องการ
แต่ประเด็นสำคัญที่ต้องชี้ชัดไว้ ณ ที่นี้คือ บีอาร์เอ็นไม่ได้หยุดนิ่งหรือหยุดเคลื่อนไหว ตามที่หน่วยงานความมั่นคงได้พยายามที่จะสื่อสารกับสังคมมากว่า 2 ปี เพื่อที่จะบอกว่าสถานการณ์ความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้นมากแล้ว
หรือต้องการอวดอ้างว่านโยบายที่ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่นำมาใช้จัดการกับไฟใต้เป็นเรื่องที่ “เดินมาถูกทางแล้ว” นั่นเอง
อย่างล่าสุด ทหารและตำรวจยังตกเป็นเหยื่อระเบิดที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีกำลังชุด “ชป.จรยุทธ์” ปฏิบัติการในพื้นที่สีแดงและมีการระบาดของโควิด-19 เป็นอุปสรรคขวากหนาม ทำให้ปฏิบัติการและการข้ามพรมแดนไทย-มาเลเซียทำได้ยาก แต่บีอาร์เอ็นก็ไม่ได้ละความพยายามที่จะก่อเหตุ
โดยเฉพาะในเดือนรอนฎอน และวันสัญลักษณ์ทั้งของรัฐไทยและฝ่ายขบวนการบีอาร์เอ็นยังสั่งการให้แนวร่วมก่อเหตุร้ายเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เพื่อกระตุ้นหรือตอกย้ำมวลชนในพื้นที่ให้เกิดความโกรธแค้น ที่สำคัญเพื่อไม่ให้ลืมเลือนความเจ็บปวด
อย่างวันที่มีการปะทะกันที่มัสยิดกรือเซะ หรือวันที่มีการตายหมู่ที่หน้าโรงพักตากใบ เป็นต้น เหล่านี้ยังสร้างความโกรธแค้นและเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐได้ดี และเพื่อให้องค์กรต่างชาติยื่นมือเข้ามาเพื่อช่วยเหลือตามกระบวนการ “กำหนดใจตนเองของพลเมือง” ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่บีอาร์เอ็นต้องการ
ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา บีอาร์เอ็นสามารถบ่มเพาะแนวร่วมรุ่นใหม่ๆ หรือที่เรียกว่า “กลุ่มนักรบหน้าขาว” เข้าสู่ขบวนการได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสังเกตได้จากระยะ 2 ปีมานี้มีการก่อเหตุไม่รุนแรงบ่อยครั้ง เพราะต้องการฝึกฝนนักรบรุ่นใหม่และเพื่อสร้างข่าวรักษาสถิติ
นี่คือความเปลี่ยนแปลงด้าน “การทหาร” ของบีอาร์เอ็นที่จะมีนักรบรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนรุ่นเก่า ซึ่งมีทั้งถูก “ปลดปล่อย” และถูก “ปรับเปลี่ยน” หน้าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม เพราะรุนเก่ามักทิ้งหลักฐานไว้ให้มาก ขณะที่กลุ่มคนหน้าขาวยังไม่มีประวัติอยู่ในสารบบของเจ้าหน้าที่
ด้านความเปลี่ยนแปลงทางปีก “การเมือง” ของบีอาร์เอ็นยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง เพราะในอดีตการบ่มเพาะและปลุกระดมความคิดด้วยการบิดเบือนประวัติศาสตร์ปัตตานีนั้น “อุสตาซ” หรือผู้สอนศาสนาจะต้องใช้สถานที่ลับตาคน เช่น ตาดีกา หรือสถานศึกษาต่างๆ
แต่วันนี้ปีกการเมืองบีอาร์เอ็นสามารถเคลื่อนไหวแอบแฝงอยู่ในองค์กรภาคประชาสังคม ดังนั้น ไม่ว่าจะจัดเวทีหรือจัดการทัศนศึกษาก็ทำได้ง่ายๆ แถมไม่ต้องยกเรื่อง “เจาะเอ็นร้อยหวาย” แล้วให้ “เดินลากตรวน” เป็นขบวนจากปัตตานีเข้ากรุงไปขุดคลองแสนแสบอย่างในอดีตที่คนไม่ค่อยเชื่อถือกันแล้ว
แน่นอนการใช้เรื่องราวศาสนา ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์มาบ่มเพาะให้คนหลงผิดเพื่อชักจูงเข้าสู่ขบวนการ สิ่งนี้ยังเป็นวิธีการที่บีอาร์เอ็นใช้ได้ผล เพียงแต่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนจาก “อุสตาซ” มาเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ขั้น “มืออาชีพ” เข้ามาทำแทน
สิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงทำอยู่ขณะนี้ เช่น ใช้นักวิชาการมุสลิมสายกลางจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันศาสนามาอรรถาธิบายตอบโต้ฝ่ายการเมืองบีอาร์เอ็น จึงยังเป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด เหมือนกับการโยนก้อนหินโยนลงทะเล การกระเพื่อมของน้ำจึงไม่มีให้เห็น
ยิ่งหลังจากที่คลิปวิดีโอคอลล์ของแนวร่วมก่อนปะทะเจ้าหน้าที่ และถูกวิสามัญ 2 ศพสะพัดไปทั่ว สิ่งนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์ในชายแดนใต้ “อบอ้าว” ยิ่งขึ้นไปอีก แถมกลายเป็นประเด็นให้องค์กรต่างชาตินำไปเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ว่าเป็น “อาร์มคอนฟิกซ์” เพื่อช่วยให้บีอาร์เอ็นบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ
กรณีปะทะและวิสามัญ 2 ศพดังกล่าวทั้ง “เจนีวาคอลล์” และ “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)” ได้นำไปเป็นประเด็นเงื่อนไขสงครามแบ่งแยกดินแดน เพื่อชี้ว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรง แต่การที่แนวร่วมสังหารโหดไทยพุทธศพแล้วศพเล่ากับไม่มีการพูดถึง
อย่างล่าสุด เม.ย.ที่ผ่านมา คือกราดยิงแล้วเผาคนไทยพุทธ 3 ศพที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทั้ง 2 องค์กรไม่มีการส่งเสียงอะไรเลย นี่คือสิ่งที่ชี้ชัดมาตรฐานของฝรั่งหัวแดงที่เข้ามาปฏิบัติการในชายแดนใต้ แม้จะพยายามอ้างว่าเพื่อร่วมมือกับรัฐไทยในการดับไฟใต้ แต่กับให้ความสำคัญเฉพาะฝ่ายบีอาร์เอ็นเท่านั้น
ถามว่าแล้วที่ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)” และ “นายพล” หลายคนในกองทัพพยายามโน้มน้าวให้หน่วยงานอื่นๆ เห็นว่าไอซีอาร์ซีมีประโยชน์ต่อการดับไฟใต้นั้นมีประโยชน์อย่างไร แง่ไหนบ้าง หรือมีประโยชน์เฉพาะกับบรรดานายพลเหล่านั้นที่ได้รับเงินค่าตอบแทนและได้บินไปเที่ยวเจนีวา
ทำไมจึงปล่อยให้เกิดภาพลักษณ์ว่า องค์กรต่างชาติเหล่านี้รู้เรื่องรากเหง้าไฟใต้ดีกว่าฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทย
ในอดีตรัฐบาลไทยและและหน่วยงานความมั่นคงอึดอัดกับ “นโยบายมาเลเซีย” ที่ให้หลังพิงกับทุกขบวนการแบ่งแยกดินแดนในชายแดนใต้ แต่วันนี้ทำไมเรากลับยังปล่อยให้มาเลเซียร่วมมือกับเจนีวาคอลล์ทำหน้าที่เป็น “มันสมอง” สำคัญให้แก่บีอาร์เอ็น
ถ้า “รัฐบาล-กองทัพ-สมช.” ยังย่ำเท้าอยู่กับที่ ยังไม่ยอมรับถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น สถานการณ์ไฟใต้ก็จะเป็นแบบที่เห็นกันจะจะอยู่ในวันนี้นี่แหละ


