xs
xsm
sm
md
lg

แม้เพิ่งยอมรับว่า “บีอาร์เอ็น” มีตัวตนจริง แต่สิ่งที่สังคมอยากรู้จะปรับแผนสู้อย่างไรต่อไป

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ / โดย…ไชยยงค์
มณีพิลึก



เคยเขียนไว้เมื่อปลาย มี.ค.2564 ว่าสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังจะกลับเข้าสู่บรรยากาศเก่าๆ ย้อนหลังไปก่อนปี 2560 การก่อเหตุร้ายเริ่มกลับมาถี่ มีบ้านเรือนไทยพุทธถูกยิง เจ้าหน้าที่รัฐคือเป้าหลัก โดยเฉพาะชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) และฐานย่อยๆ ของทหาร

ล่าสุด การกราดยิงแล้วเผารถยนต์จนเสียชีวิตถึง 3 ศพกรณี นายสุพร กิตติประภานันท์ พร้อมลูกสาวและหลานชายขณะที่ขับรถจาก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ไปส่งสินค้าที่ จ.นราธิวาส

เป็นการตั้งใจเขย่าขวัญคนในพื้นที่ของแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น เพราะนานแล้วที่คนไทยพุทธไม่เคยถูกสังหารหมู่อย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ หากผู้กระทำเป็นคนทั่วไปก็ต้องแค้นฝังหุ่นกันมาก่อน

บรรยากาศเดิมๆ หลังเกิดเหตุก็คือ องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็ออกมาประณามกันยกใหญ่ ส่วนภาครัฐก็มีหน้าที่วางหรีดแสดงความเสียใจและจ่ายเงินเยียวยา ฝ่ายความมั่นคงก็ส่ง ชป.จรยุทธ์ออกไล่ล่าติดตาม

แต่ในส่วนขององค์กรมุสลิมทั้งในพื้นที่ในประเทศและในโลก โดยเฉพาะ “องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC)” กลับเงียบเหมือนเป่าสาก ไม่เคยประณามบีอาร์เอ็นว่ากระทำขัดกับหลักศาสนา เพราะไม่เคยมีบทบัญญัติว่าการฆ่าคนในเดือนรอมฎอนแล้วจะได้บุญ 10 เท่า

หรืออย่าง “เจนีวาคอลล์” ที่เข้ามาช่วยวางแผนต่อสู้ด้วยวิธีเจรจาในระดับเวทีสหประชาชาติ รวมทั้ง “องค์กรกาชาดสากลระหว่างประเทศ (ICRC)” ที่เข้ามาหนุนปฏิบัติการด้านสิทธิเสรีภาพให้บีอาร์เอ็น ต่างก็ไม่เคยประณามอะไรเลยเหมือนกัน

ช่างเป็นภาพที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเมื่อกองกำลังติดอาวุธ (RKK) หรือแค่แนวร่วมบีอาร์เอ็นถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญ พวกองค์กรเหล่านี้จะรีบทำรายงานถึงสำนักงานใหญ่ว่า เป็นการ “ขัดกันด้วยอาวุธ” แล้วลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และไปพบลูกเมียผู้ตายเพื่อหาข้อเท็จจริงและให้ความช่วยเหลือ

ที่ร้ายไปกว่านั้นหลังเกิดเหตุกราดยิงแล้วเผารถยนต์ไทยพุทธ 3 ศพ “เพจผี” ของปีกการเมืองบีอาร์เอ็นออกมาปัดความรับผิดชอบทันทีว่าไม่ใช่ฝีมือขบวนการ แต่ก็ไม่ระบุว่าเป็นฝีมือใคร เพียงแต่จงใจทิ้งปมคิดให้มวลชนไขว้เขวว่า

มีการพบเห็นเจ้าหน้าที่รัฐ 2 นายป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ

ทั้งที่หลักฐานจากปลอกกระสุนปืนในที่เกิดเหตุนั้น ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน10 ได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นปืนอาก้าที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเคยใช้ยิงทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนในชายแดนใต้มาแล้วถึง 4 คดี และคดีนี้นับเป็นคดีที่ 5

แน่นอนถ้าเพจผีของบีอาร์เอ็นต้องการแถต่อไปก็อาจจะบอกว่า ปืนอาก้ากระบอกดังกล่าวอาจจะอยู่ในของฝ่ายเจ้าหน้าที่ ทั้งที่ฝ่ายรัฐไม่มีเหตุผลต้องก่อเหตุสะเทือนขวัญและสุดเศร้าสลด โดยเฉพาะกับคนไทยพุทธที่ไม่ใช่มุสลิมอีกด้วย การสร้างสถานการณ์เช่นนี้ฝ่ายที่เจ้าหน้าจะไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ตามมาเลย

แน่นอนว่าเพจผีของบีอาร์เอ็นทำขึ้นเพื่อสร้างความไข้วเขวให้คนในพื้นที่ ซึ่งยังมีอีกมากที่ชอบฟังการโกหกมดเท็จ เพราะส่วนใหญ่มักเชื่อโดยไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว

จริงๆ แล้วเพจผีเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากมือปืนรับจ้างทำปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่มีให้เห็นดาษดื่น อย่างการปฏิเสธว่าบีอาร์เอ็นไม่เกี่ยวข้องกรณี 3 ศพไทยพุทธครั้งนี้ เมื่อนำภาษาไทยที่ใช้ไปเทียบกับเพจของสำนักงานในรัฐกลันตันที่มาเลเซีย เราจะพบข้อสังเกตสำคัญคือ ไม่ได้มีการปฏิเสธเหมือนเพจผีอ้าง

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงต้องทำให้กระจ่างคือ หากบีอาร์เอ็นต้องการฆ่าไทยพุทธในเดือนรอนฎอน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทางการทหารหรือการเมือง รวมถึงกระบวนการพูดคุยสันติสุขแล้ว ไม่จำเป็นต้องวางแผนสังหารพ่อค้าจากหาดใหญ่นอกพื้นที่ เพราะคนไทยพุทธในพื้นที่ก็มีอยู่มากมายให้เหยื่อได้

เท่าที่ทราบมีข้อตกลงระหว่างบีอาร์เอ็นกับเจนีวาคอลล์ว่า บีอาร์เอ็นจะสังหารคนได้ 3 กลุ่มคือ หนึ่ง-เจ้าหน้าที่รัฐ สอง-สายข่าว และสาม-ผู้ค้ายาเสพติด เมื่อผู้ตายทั้ง 3 ศพดังกล่าวไม่อยู่ใน 3 กลุ่มนี้ ทำไมจึงตกเป็นเป้าเอาชีวิตจากบีอาร์เอ็นเล่า ประเด็นนี้เจ้าหน้าที่รัฐควรจะทำให้กระจ่างโดยเร็ว

ถึงตรงนี้ต้องขอขอบคุณ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่ครั้งนี้แสดงอาการจนมุมให้เห็นชัดเจน โดยออกมายอมรับใน 2 กรณีว่า การยิงกราดใส่รถยนต์ฆ่าแล้วเผาครอบครัวพ่อค้าจากหาดใหญ่ 3 ศพเป็นฝีมือของแนวร่วมบีอาร์เอ็น และจะต้องมีการปรับแผนดับไฟใต้ใหม่เพื่อการแก้ปัญหาให้ตรงจุด

นี่ถ้าหน่วยงานความมั่นคงยอมรับว่าบีอาร์เอ็น “มีอยู่จริง” และก่อเหตุมาตั้งแต่หลายปีก่อน โดยมองว่าขบวนการนี้คือ “ศัตรู” ที่ต้องทำลายล้างให้หมดไป ป่านนี้ไฟใต้คง “มอดดับ” ไปนานแล้ว อันเป็นการเดินมาถูกทางแล้วตามที่ประกาศไว้อย่างแท้จริง

แต่ที่ผ่านมากลับมี “บางแม่ทัพ” พยายามเชื่อและป่าวประกาศว่าโลกนี้ไม่เคยมีบีอาร์เอ็น จะมีก็เพียงแค่เป็นเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน” อย่างยาเสพติดหรือน้ำมันเถื่อนเท่านั้น

เมื่อคราวนี้ยอมรับแล้วว่าเคสนี้เป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น สิ่งที่สังคมต้องการทราบต่อไปคือ “ท่าน” จะแก้ปัญหาไฟใต้อย่างไรนับจากนี้ อย่าตอบนะว่าแค่ “พูดคุย” เพราะถ้าได้ผลจริงสิ่งที่เคยรับปากกันไว้บนโต๊ะพูดคุยสันติสุขคงไม่ทำให้เดือนรอมฎอนปีนี้มีเหตุเละเทะอย่างที่เกิดขึ้น

รับมือให้ดีเถอะ เพราะอีกหลายวันกว่าจะผ่านพ้นเดือนรอมฎอน โดยเฉพาะกับห้วงเวลา 10 วันทั้งก่อนและหลังการสิ้นสุดของเดือนอันศักดิ์สิทธิ์นี้

สุดท้ายนี้กอกจากขอแสดงความเสียใจกับตระกูล “กิตติประภานันท์” แล้วก็หวังว่าจะไม่เกิดความสูญเสียขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้อีก ไม่ว่าเป็นชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเจ้าหน้าที่รัฐ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...