xs
xsm
sm
md
lg

ม.ราชภัฏภูเก็ตยกระดับเพิ่มมูลค่าสับปะรดภูเก็ตเป็นเวชสำอาง พร้อมเปิดขายเร็วๆ นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวภูเก็ต - สับปะรดภูเก็ตไม่ได้มีดีแค่กินอร่อย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ยกระดับเพิ่มมูลค่า แปรรูปผลิตภัณฑ์เป็นเวชสำอาง พร้อมเปิดขายเร็วๆ นี้


สับปะรดภูเก็ตเป็นผลไม้ขึ้นชื่อและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากมีความแตกต่างในเรื่องของรสชาติกับสับปะรดที่ปลูกในพื้นที่อื่นๆ คือ เนื้อหวานกรอบ กลิ่นหอม มีเยื่อใยน้อย โดยพันธุ์ดั้งเดิมมาจากเมืองปีนัง ประเทศมาเลเซีย เมื่อนำมาปลูกในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเกาะไม่ไกลแผ่นดินมากนัก ผลผลิตที่ได้จึงมีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างจากสับปะรดแหล่งอื่นๆ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ความมีชื่อเสียงนี้ทำให้คนทั่วไปเรียกสับปะรดที่มาจากจังหวัดภูเก็ตว่า “สับปะรดภูเก็ต”

สับปะรดภูเก็ต ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ตั้งแต่ปี 2550 ในนามของจังหวัดภูเก็ต ในพื้นที่ทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งทำให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดภูเก็ตได้รับความคุ้มครองทั้งจังหวัด จังหวัดภูเก็ตได้ถอดบทเรียนการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรณี : แปลงสับปะรดภูเก็ต อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อจัดทำคู่มือสับปะรดภูเก็ต ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 กำหนดให้กลุ่มเกษตรกรผู้ประสงค์ขอใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ ทางภูมิศาสตร์ (GI) ต้องปฏิบัติตามคู่มือปฏิบัติงาน เพื่อรักษามาตรฐานของสับปะรดภูเก็ต ให้มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้แก่บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติที่นิยมรับประทานสับปะรดภูเก็ต และการซื้อไปเป็นของฝากจากจังหวัดภูเก็ต


แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาสับปะรดภูเก็ตจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงท่องเที่ยวบูม ราคาสับปะรดปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากโรงแรมต่างๆ สถานประกอบการร้านอาหารต่างก็สั่งไปเสิร์ฟให้แก่นักท่องเที่ยว แต่เมื่อเข้าช่วงโลว์ซีซัน นักท่องเที่ยวน้อยความต้องการสับปะรดก็ลดลงด้วย

ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพสับปะรดภูเก็ตให้มีมากกว่าคำว่าของกิน เพราะสับปะรดภูเก็ตมีมูลค่ามากกว่าความอร่อย ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ได้ดำเนินงานตามโครงการยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยการสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานและภาคีเครือข่าย ผ่านการบูรณาการจัดการเรียนการสอน การบริการวิชาการ วิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่างๆ ตามศาสตร์ที่เชี่ยวชาญแก่ประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นขึ้น โดยนำสับปะรดภูเก็ตมาแปรรูปตามองค์ความรู้ที่อาจารย์มีความเชี่ยวชาญ ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์การแปรรูปสับปะรดภูเก็ตเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น เจลแต้มสิวผสมสารสกัดจากสับปะรดภูเก็ต ครีมทาหน้าใสที่มีส่วนผสมจากสารสกัดสับปะรดภูเก็ต เจลลี่สับปะรดภูเก็ต น้ำสับปะรดภูเก็ตพาสเจอร์ไรส์ นอกจากนั้น ยังมีผลิตภัณฑ์ที่กำลังอยู่ในกระบวนการทดลองอีก 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ผงหมักเนื้อจากสับปะรดภูเก็ต และผลิตภัณฑ์เวชสำอาจจากสับปะรดภูเก็ต ซึ่งคาดว่ากระบวนการทดลองจะเสร็จประมาณเดือน มิ.ย.2564


ผศ.ดร.ดวงรัตน์ โกยกิจเจริญ รองอธิการบดีฝ่ายแผนงานและวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต กล่าวว่า ในส่วนของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลให้แก่สับปะรดภูเก็ต ในส่วนของเจลแต้มสิว ครีมทาหน้าใสที่มีส่วนผสมจากสารสกัดสับปะรดภูเก็ต ขณะนี้ผ่านการรับรองของ อย. และเข้าสู่ขั้นตอนการผลิตแล้ว อีกไม่นานก็สามารถที่จะนำเข้าสู่ขั้นตอนของการจัดจำหน่ายได้ โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ตัว มีคุณสมบัติพิเศษจะทำให้เนียนนุ่ม และขาวใส เพราะสารสกัดจากสับปะรดจะช่วยผลัดสิ่งตกค้างบนผิวให้หลุดออกไป ซึ่งการนำสับปะรดมาสกัดนั้นใช้ในส่วนของตัวเนื้อสับปะรด

สำหรับปริมาณการผลิต ชุดแรกจะผลิตออกมาจำนวน 500 ชิ้นต่อตัวสินค้าเพื่อนำมาลองตลาด โดยการจำหน่วยนั้นจะเน้นการจำหน่ายบนออนไลน์ และในพื้นที่ชุมชนที่เป็นเครือข่าย ส่วนปริมาณสับปะรดที่นำมาใช้เชื่อว่าไม่เป็นอุปสรรคในช่วงที่ความต้องการของตลาดสูง เพราะตัวสารสกัดที่นำมาใช้ไม่ได้ใช้ปริมาณมาก ส่วนผงหมักเนื้อและเวชสำอางนั้นกำลังอยู่ในกระบานการทดลองขั้นสุดท้าย


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวเมื่อผลิตออกสู่ตลาดแล้วน่าจะสามารถไปต่อได้ เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาจำหน่ายเป็นวัตถุดิบที่ปลูกโดยธรรมชาติ ปลอดสารพิษ ทุกตัวต้องผ่าน อย. และราคาไม่สูง แต่คุณภาพดี ซึ่งในส่วนของเจล และครีมหน้าใสคาดว่าจะเริ่มวางขายบนตลาดออนไลน์ได้ในอีกประมาณ 2-3 เดือนนี้

ขณะที่อาจารย์ผู้คิดค้นวิจัยผลิตภัณฑ์จากสับปะรด กล่าวว่า จากการศึกษาพบว่ายังไม่เคยมีใครนำสับปะรดภูเก็ตมาทำในเรื่องของเวชสำอาง จึงได้ลงมาศึกษาคุณสมบัติของตัวสับปะรดว่าสามารถนำมาทำอะไรได้บ้าง เมื่อมาศึกษาดูพบว่าในสับปะรดมีสารเอนไซม์บรอมีเลน เป็นสารที่สามารถต้านการอักเสบได้ ก็เลยคิดว่าน่าจะนำมาเป็นตัวแต้มสิว หลังจากตัดสินใจว่าจะนำสับปะรดมาทำเป็นเวชสำอาง ก็ได้ลงพื้นที่ไปหารือกับทางกลุ่มผู้ปลูกสับปะรด เพื่อหารือถึงแนวทางในการเพิ่มมูลค่าจากสับปะรด ซึ่งทางกลุ่มก็ยินดี และนำสับปะรดที่ได้จากสวนของชาวบ้านมาวิจัยที่ห้องแล็บ หลังจากทดสอบในห้องแล็บพบว่าสามารถที่จะนำสารในตัวสับปะรดมาพัฒนาเป็นตัวแต้มสิวได้ โดยใช้เวลาในการวิจัยประมาณ 1 ปี ในการศึกษาวิจัย และทดลองใช้นับว่าได้ผล เช่นเดียวกับตัวครีมหน้าใสที่ผ่านการทดลองใช้แล้วเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตศึกษาวิจัยออกมาจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สับปะรดภูเก็ต ได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าอีกไม่นานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะออกมาเปิดโฉมให้ชาวภูเก็ต และคนทั่วไปได้ทดลองใช้อย่างแน่นอน ซึ่งสับปะรดภูเก็ต นอกจากกินอร่อยแล้ว ยังสามารถที่จะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่นได้อีกด้วย