xs
xsm
sm
md
lg

ม.อ.ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพใน “ถ้ำอุทยานธรณีโลก” จ.สตูล หวังส่งเสริมการท่องเที่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพจาก - พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี ระดมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพใน “ถ้ำอุทยานธรณีโลก” จ.สตูล พบ “ค้างคาวหน้ายักษ์กุมภกรรณ” สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ พร้อมให้ความรู้ไกด์ท้องถิ่นต่อยอดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน

พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และศูนย์แม่ข่ายประสาน อพ.สธ. ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา และวิทยาลัยชุมชนสตูล จัดโครงการ “การบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของสิ่งมีชีวิตในถ้ำในอุทยานธรณีโลกสตูล เพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน” ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยบูรณาการนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานและความหลากหลายทางชีวภาพมาร่วมกันศึกษา โดยเน้นถ้ำที่เป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมในพื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล ได้แก่ ถ้ำเลสเตโกดอน อ.ทุ่งหว้า ถ้ำอุไรทอง และถ้ำทะลุ อ.ละงู และจัดอบรมให้ความรู้แก่ไกด์ท้องถิ่น และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ จำนวน 56 คน

ดร.พิพัฒน์ สร้อยสุข นักวิจัยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และหัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากการศึกษาในครั้งนี้จะมีความสำคัญ ทั้งเป็นการสนับสนุนในการเตรียมการประเมินซ้ำของ UNESCO และเป็นข้อมูลให้วิสาหกิจนำเที่ยวในท้องถิ่นนำไปประยุกต์เพื่อนำเสนอ และดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ และที่สำคัญเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนบริหารจัดการพื้นที่เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

“จากการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ ทีมวิจัยสำรวจพบสัตว์มีกระดูกสันหลัง 67 ชนิด โดยสัตว์กลุ่มเด่น คือ ค้างคาว ที่พบมากที่สุด จำนวน 14 ชนิด หนึ่งในนั้นมีแนวโน้มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และเป็นสัตว์ถิ่นเดียว (endemic species) ของไทย คือค้างคาวหน้ายักษ์กุมภกรรณ” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

หัวหน้าโครงการฯ เปิดเผยว่า ส่วนสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง พบไม่น้อยกว่า 197 ชนิด กลุ่มที่เด่นที่สุด คือ สัตว์ขาข้อในกลุ่มแมง และแมลง ซึ่งสัมพันธ์กับค้างคาว เนื่องจากส่วนใหญ่อาศัยมูลค้างคาวเป็นแหล่งอาหาร จำนวนนี้คาดว่าน่าจะเป็นชนิดใหม่อย่างน้อย 4 ชนิด เช่น มดคอยาว ด้วงถ้ำ แมลงหางดีด และแมลงสาบทะเล ซึ่งต้องมีการตรวจสอบ และศึกษาเทียบเคียงตัวอย่างเพิ่มเติมต่อไป