xs
xsm
sm
md
lg

โควิด...ทำให้เกิด “เมลโล่ ฟาร์ม” เจ้าของโรงแรมชวนลูกน้องปลูกเมล่อน รุ่นแรกถูกจองหมด เตรียมขยายพื้นที่ป้อนตลาดท่องเที่ยว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กระบี่ - เจ้าของโรงแรมหรูย่านอ่าวนาง จ.กระบี่ ใช้เวลาว่างช่วงวิกฤตโควิด-19 ชวนพนักงานร่วมทำฟาร์มเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่น "เมลโล่ ฟาร์ม" ได้ผลผลิตคุณภาพ เกรดฟรีเมียม เผยรุ่นแรกลูกค้าแห่จองหมดฟาร์ม เตรียมขยายพื้นที่ปลูก หวังขายตลาดท่องเที่ยวในอนาคต


นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย ประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.กระบี่ และเจ้าของโรงแรมพีซลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ สปา หาดอ่าวนาง ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจโรงแรมไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าพัก ขาดรายได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายของโรงแรม ค่าน้ำ ค่าไฟ รวมทั้งค่าแรงพนักงาน แต่ก็พยายามที่จะหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้พนักงานต้องตกงานขาดรายได้

ด้วยการใช้พื้นที่ว่างที่มีอยู่ 1 งาน หลังบ้านพักในพื้นที่หมู่ 7 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ ทดลองปลูกเมล่อน สายพันธุ์ญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ "เมลโล่ ฟาร์ม" (Mellow Farm) โดยเริ่มทดลองปลูกมานานประมาณ 3 เดือนเศษ ปรากฏว่าได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ แต่ละลูกน้ำหนักกว่า 2 กก.จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้า ล่าสุด มีลูกค้าสั่งจองจนหมดเกลี้ยงฟาร์มในราคา กก.ละ 150 บาท


นายเอกวิทย์ กล่าวว่า จากวิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวโรงแรมหยุดชะงัก ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว ทำให้ต้องพยายามหาทางออกเพื่อที่จะได้ไปต่อเพราะไม่อยากให้พนักงานต้องตกงาน สุดท้ายค้นพบวิธีง่ายๆ นั่นคือ การกลับคืนสู่ธรรมชาติ จากเช้าที่ตื่นด้วยนาฬิกาปลุกแล้วเร่งรีบไปทำงาน เป็นเช้าที่ตื่นตามเสียงไก่ขัน แล้วแต่งตัวสบายๆ เพื่อลงสวนไปพรวนดิน ผสมปุ๋ย ถอนวัชพืช หว่านเมล็ด แล้วประคับประคองรอให้ต้นกล้าเติบโต

“การได้อยู่กับธรรมชาติทำให้เราเรียนรู้ว่า บางครั้งชีวิตไม่ได้ต้องการแสงสีวัตถุนอกกาย แต่การได้ทานพืช ผัก ผลไม้ที่ปลูกเองนับเป็นความภูมิใจและมีความสุข ผมและภรรยา คือ นางสุภาพร ภิญโญธรรมโนทัย จึงได้ตัดสินใจร่วมกันว่า จะปลูกเมลโล่สายพันธุ์ญี่ปุ่นขาย เพราะให้ผลผลิตในระยะสั้นๆ 3-4 เดือน” นายเอกวิทย์ กล่าวและว่า


โดยศึกษาเรียนรู้จากอาจารย์ท่านหนึ่ง และศึกษาเพิ่มเติมจากยูทูบ โดยชักชวนพนักงานที่โรงแรมร่วมเป็นหุ้นส่วนและร่วมกันลงมือทำเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมา ภายใต้ชื่อ "Mellow Farm" (เมลโล่ฟาร์ม) เปลี่ยนแนวคิดเดิมระหว่างพนักงานกับนายจ้างมาเป็นพาร์ตเนอร์ และมีส่วนร่วมในการทำฟาร์ม ให้พนักงานที่มีเวลาว่างจากงานประจำในโรงแรม ได้มาช่วยกันดูแลฟาร์มเมล่อน ผลผลิตที่ได้ก็แจกจ่ายให้พนักงาน และคนใกล้ชิดได้นำไปบริโภค และต่อยอดไปถึงการนำออกขายในตลาด

นายเอกวิทย์ กล่าวอีกว่า เมล่อน เป็นผลไม้ที่มีคุณภาพ สามารถนำไปใช้เป็นของฝากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติพี่น้องได้ หรือจะรับประทานเอง หากเราจะไปซื้อที่นำเข้าจากญี่ปุ่นโดยตรงจะมีราคาแพง ตนจึงคัดเลือกเมล่อนสายพันธุ์ญี่ปุ่นมาทดลองปลูก ผลปรากฏว่ารสชาติใกล้เคียงกับพันธุ์ญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้ผลในแปลงแรกให้ผลผลิตออกมาแล้ว 160 ลูก ขายในราคา กก.ละ 150 บาท ยังไม่ทันเก็บเกี่ยวผลผลิตก็มีลูกค้าสั่งจองล่วงหน้าหมดเกลี้ยง ซึ่งทำให้พนักงานมีกำลังใจที่จะสู้ต่อ ขณะนี้เตรียมต่อยอดขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการลูกค้า


“เมล่อนที่ปลูกในฟาร์มเป็นสายพันธุ์ญี่ปุ่นรสชาติจะหวานถูกปากคนไทย เกรดพรีเมียม แต่ราคา กก.ละ 150 บาทเท่านั้น จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้า ผมวางแผนจะต่อยอดไปในอนาคต อาจจะป้อนสู่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องนำเข้ามาจากที่อื่นในราคาต้นทุนที่แพงเกินไป ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาคท่องเที่ยว เพราะเราจะสามารถควบคุมคุณภาพได้เอง สามารถส่งต่อให้ผู้บริโภคในราคาที่คุ้มค่ากับคุณภาพมากที่สุด” นายเอกวิทย์ กล่าวในที่สุด