xs
xsm
sm
md
lg

ทั่วโซเชียล! ทั้งเชียร์-ตั้งคำถาม “ตำรวจยะลา” จับชายหญิงแต่งงาน-ดำเนินคดีหากมีพฤติกรรมเชิงชู้สาว

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ยะลา - สังคมตั้งข้อสงสัยมาตรการของผู้กำกับการ สภ.ยะหา ร่วมมือกับผู้นำศาสนา ตั้งกฎ “ฮูกมปากัต” จับ “ชาย-หญิง” แต่งงานดำเนินคดี หากพบพฤติกรรมเชิงชู้สาวในที่สาธารณะหรือลับตาคน “อดีตกรรมการสิทธิฯ” ถามขัดต่อกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้านอดีต ส.ส.นราธิวาสหนุน ให้กำลังใจตำรวจ

วันนี้ (3 ม.ค.) สังคมออนไลน์ได้มีการกล่าวถึงมาตรการของ พ.ต.อ.สายูตี กาเตะ ผู้กำกับการ สภ.ยะหา จ.ยะลา ที่ระบุว่า "ชายหญิงที่มิใช่สามีภรยา มีพฤติกรรมจับคู่กัน กระทำการใดๆ ลักษณะเชิงชู้สาวในที่สาธารณะหรือในที่ลับตาคน" หากพบเห็นหรือจับได้ สถานีตำรวจภูธรยะหา และคณะกรรมการมัสยิดจะดำเนินการตามมาตรการทางสังคม ยุติธรรมทางเลือก หรือฮูกมปากัต 4 ฝ่าย ดังนี้ (1) นำส่งคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด เรียกผู้ปกครองเพื่อทำพิธีแต่งงานตามหลักศาสนาให้ถูกต้อง (2) ดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย ในข้อหา ‘กระทำอนาจาร’ หรือ ‘กระทำชำเรา’ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง”

สังคมออนไลน์หรือโลกโซเชียล โดยเฉพาะในเฟซบุ๊กได้มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการตั้งคำถามกันเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งถามว่า เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ และขัดต่อหลักกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่

เช่น นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้โพสต์ถึงกรณีนี้ในเฟซบุ๊กของตนเองว่า ควรมีการตรวจสอบว่า คำสั่งหรือนโยบายของผู้กำกับการ สภ.ยะหาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง และชอบด้วยคำสั่งทางปกครองหรือไม่ โดยกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวมรดก พ.ศ.2489 ซึ่งใช้ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นกฎหมายที่ครอบคลุมเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการสมรส การสิ้นสุดการสมรส และการจัดการทรัพย์มรดก แต่ไม่ได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดในการบังคับให้หญิง หรือเด็กหญิงต้องแต่งงานโดยไม่สมัครใจ

“เคยเจอเด็กหญิงคนหนึ่งถูกชายที่มีลูกเมียแล้วหลอกให้มาเจอ แล้วถูกผู้นำศาสนาบังคับให้เด็กหญิงต้องแต่งงานโดยไม่สมัครใจ โดยอ้างว่าทำผิดศาสนา ผิดกฎหมู่บ้าน เพราะอยู่กับผู้ชายสองต่อสอง นอกจากนั้น ยังปรับแม่ของเธอฐานทำให้เสื่อมเสียแก่ชุมชน เด็กหญิงปฏิเสธการแต่งงาน เพราะต้องการเรียนหนังสือจึงหนีออกจากหมู่บ้าน ขณะที่ครอบครัวของเธอถูกผู้นำในหมู่บ้านคุกคาม และชักชวนไม่ให้ชาวบ้านคบหา เนื่องจากอ้างว่าครอบครัวของเธอได้ทำบาปร้ายแรง ปัจจุบันหญิงคนนี้ยังกลับบ้านไม่ได้”

“การบังคับแต่งงานเพื่อรักษาเกียรติของครอบครัวหรือชุมชน หรือแม้กระทั่งการจัดการความต้องการทางเพศของเยาวชนด้วยการบังคับแต่งงานเป็นอีกสถานการณ์ที่นกังวล เพราะจะทำให้ผู้หญิง/เด็กหญิงตกอยู่ในภาวะขมขื่นไปตลอดชีวิต มีหลายกรณีที่หลังจากถูกบังคับแต่งงานไม่นานเกิดการหย่าร้าง ประเทศมุสลิมหลายประเทศ รวมถึงองค์การความร่วมมืออิสลาม (OC) เสนอว่า ประเทศมุสลิมต้องแก้ไข โดยให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสได้รับการศึกษาที่สูงขึ้น และให้ทั่วถึงมากขึ้น รวมถึงสร้างสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ให้พ่อแม่มีเวลาเอาใจใส่ครอบครัว กรณีครอบครัวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า ครอบครัวเป็นลักษณะผัวเดียวหลายเมีย เนื่องจากชายมีภรรยาได้ 4 คน ทำให้ไม่มีเวลาดูแลลูกๆ ได้ทั่วถึง การบังคับเด็กแต่งงานจึงไม่ใช่ทางออกของปัญหา แต่กลับจะสร้างปัญหามากขึ้น”

นางอังคณา ระบุว่า ตามหลักการอิสลามเป้าหมายของการแต่งงานจะให้ความสำคัญที่ “การสร้างครอบครัว” มากกว่า “การมีเพศสัมพันธ์” ดังนั้น ทุกฝ่ายจึงควรระมัดระวังการใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างเพื่อเป็นเหตุผลในการรองรับการแต่งงานของเด็กและเยาวชนเพียง เพื่อสนองความต้องการมีเพศสัมพันธ์ แม้กฎของชุมชนและการจัดการเพื่อปกป้องเกียรติของชุมชนจะมีความสำคัญมากในท้องถิ่น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่ากฎชุมชนขัดกับหลักการศาสนา หรือหลักกฎหมายบ้านเมืองโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญหรือไม่ และสามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนหรือไม่

“มีตัวอย่างบทบันทึกวัตรปฏิบัติ (ซุนนะฮฺ) ของท่านศาสดามุหัมมัด (ซ.ล.) ที่กล่าวถึงตอนที่ท่านได้ยุติการแต่งงาน (ประกาศให้การแต่งงานนั้นเป็นโมฆะ) ของซอฮาบะฮฺ (สาวก) คนหนึ่ง เมื่อท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้รับทราบว่าซอฮาบะฮฺผู้นั้น (สาวก) ท่านนั้นได้บังคับลูกสาวของเขาให้แต่งงาน”

นางอังคณา กล่าวว่า ประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างจำกัดในการจัดการปัญหาต่างๆ ในครอบครัวและชุมชน เช่น ความรุนแรงในครอบครัว การหย่า การจ่ายค่าเลี้ยงดู การจัดการทรัพย์สิน รวมถึงการบังคับแต่งงาน เนื่องจากกฎหมายอิสลามที่ใช้อยู่ในพื้นที่ขาดความชัดเจน ในแง่การตีความซึ่งไม่แน่นอน เพราะขึ้นกับผู้นำศาสนาแต่ละคน โดยไม่มีประมวลหลักเกณฑ์การตัดสินตามกฎหมายอิสลามอย่างเป็นทางการ อีกทั้งผู้นำศาสนาในระดับชุมชนและระดับจังหวัดล้วนเป็นผู้ชาย ซึ่งอาจไม่เข้าใจในปัญหาต่างๆ ที่ผู้หญิงเผชิญอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงต่อผู้หญิงอันเนื่องมาจากฐานคิดเรื่องเพศสภาพ รวมถึงกฎชุมชนที่ปฏิบัติโดยอ้างความยุติธรรม วัฒนธรรมและศาสนาซึ่งขาดการตรวจสอบ อีกทั้งผู้หญิงยังไม่สามารถอุทธรณ์ต่อรัฐได้กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กฎชุมชนที่ปฏิบัติกันมาในหลายกรณีไม่สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลามที่ให้ความสำคัญในเรื่องความรัก ความเมตตา ความยุติธรรม และความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย และมาตรฐานสากลในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้หญิง

“กรณีความรุนแรงในครอบครัวและการเข้าถึงความยุติธรรมของหญิงมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า มีจำนวนน้อยมากที่คดีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาล โดยที่ส่วนมากพนักงานสอบสวนมักให้ผู้นำศาสนาทำการไกล่เกลี่ย จึงเห็นได้ว่าสัมพันธภาพระหว่างหญิงชายที่ไม่เสมอภาคกันมีความสำคัญมากต่อการสร้างครอบครัว เช่น การมีภรรยาหลายคน ความไม่เท่าเทียมด้านการสมรสและการหย่า การบังคับแต่งงานในวัยเด็ก การจำยอมสามีเรื่องการเว้นระยะการมีบุตรทั้งที่ผู้หญิงมีปัญหาสุขภาพ การสั่งสอนเมียด้วยการทุบตี เป็นการขัดกับปรัชญาพื้นฐานของอิสลามที่ให้ความสำคัญกับความยุติธรรม ความรัก ความเมตตา ความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”

นอกจากนี้ ผู้ใช้งานสื่อโซเชียลบางรายได้แสดวความคิดเห็นว่า มาตรการดังกล่าวอาจจะส่งเสริมให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปเป็นช่องทางทำมาหากิน โดยแอบอ้าง ข่มขู่ เรียกทรัพย์สินคู่หนุ่มสาว ที่อาจจะตกเป็นเหยื่อ

ด้าน นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ อดีต ส.ส.นราธิวาส ได้โพสต์เฟซบุ๊กสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า “สถานีตำรวจภูธรยะหา เริ่มนำร่องแล้วครับ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กำกับ และผู้ปฏิบัติงานทุกท่านด้วยครับ”

ทั้งนี้ พ.ต.อ.สายูตี กาเตะ ผู้กำกับการ สภ.ยะหา จ.ยะลา ได้โพสต์ภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ยะหา ลงเฟซบุ๊ก หลังมีมาตราการดังกล่าวว่า “วัยรุ่น หนุ่มสาว มุสลีมีน มุสลีมะห์ หายหมดแล้วครับ...กับมาตราการทางสังคม สภ.ยะหาและชมรมอีหม่ามประจำอำเภอยะหา (อยู่บ้านกันนะครับปลอดภัยที่สุด)”