xs
xsm
sm
md
lg

“สิระ เจนจาคะ” จี้เพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3-รื้อถอน สอบเอาผิดข้าราชการมีเอี่ยว “เดอะ พีค”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์





ศูนย์ข่าวภูเก็ต - “สิระ เจนจาคะ” กัดไม่ปล่อย จี้ผู้ว่าฯ ภูเก็ต สอบเอาผิดข้าราชการมีเอี่ยว “เดอะ พีค เรสซิเดนท์” เร่งให้ที่ดินเพิกถอน น.ส.3 เทศบาลกะรนต้องยกเลิกใบอนุญาตก่อสร้างและรื้อถอนอาคารชุดโดยเร็วที่สุด หลังศาลปกครองสูงสุดพิพากษา น.ส.3 ออกมิชอบด้วยกฎหมาย


เมื่อเวลา 13.00 น.วันนี้ (20 ธ.ค.) นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายชัยยันต์ ผลสุวรรณ ส.ส.เพื่อไทย เขต 4 ปทุมธานี ในฐานะคณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการออกเอกสารสิทธิที่ดิน โครงการเดอะ พีค เรสซิเดนท์ การออกใบอนุญาตก่อสร้าง และการจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีนายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นผู้รับมอบหนังสือ ในขณะเดียวกัน ได้ยื่นหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ขอให้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด โดยมีนายสุคนธ์ หนูภัคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต และยื่นหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลกะรน โดยได้ส่งตัวแทนมารับหนังสือ พร้อมกันนี้ ได้แนบสำเนาคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด หมายเลขคดีดำที่ อ.632/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อ.1217/2563 ลงวันที่ 11 พ.ย.2536 มาด้วย ณ ห้องรับรอง ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต


นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า วันนี้มาภูเก็ตเพื่อยื่นหนังสือถึง 3 หน่วยงานในภูเก็ต ที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.เลขที่ 1863 หมู่ที่ 2 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต และการก่อสร้างโครงการ เดอะ พีค เรสซิเดนท์ ภายหลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2563 ให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.เลขที่ 1863 เนื่องจากออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย 


โดยได้ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้ทำการสอบสวนและสอบวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งในส่วนของเทศบาลตำบลกะรน เจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดภูเก็ต รวมไปถึงนายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดโครงการ เดอะพีค เรสซิเดนท์ ของบริษัท กะตะ บีช จำกัด ที่ได้แถลงผลการตรวจสอบว่า การออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดโครงการ เดอะ พีคฯ ชอบด้วยกฎหมายในทุกเรื่อง ทั้งการออกใบอนุญาตก่อสร้าง การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งในส่วนนี้ทางรองผู้ว่าฯ จะต้องรับผิดชอบกับผลการตรวจสอบที่ออกมา หรือมีส่วนรู้เห็น มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับผลประโยชน์กับโครงการหรือไม่อย่างไร จะต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ ถึงไม่พบการกระทำความผิดใดๆ เลยในส่วนนี้รองสุพจน์ ในฐานะประธานฯ จะต้องมีส่วนรับผิดชอบ

“ผมอยู่กรุงเทพฯ ยังเห็นความผิดปกติของการออกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการนี้เลย การออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก.ต้องมาจาก ส.ค.1 และเอกสารอะไรบ้าง การขอนุญาตก่อสร้างเอกสารสิทธิต้องเป็นโฉนดเท่านั้น แต่หลักฐานที่ไม่ยื่นขอเป็น น.ส.3 ยังไม่ผิดอีกหรือ ส่วนเจ้าของโครงการวางเงินจำนวน 3 ล้านบาทเพื่อใช้ในการรื้อถอนหากออกโฉนดไม่ได้ ซึ่งเจ้าของโครงการรู้ว่าการสร้างคอนโดฯ ต้องใช้โฉนดที่ดินเท่านั้น ซึ่งเจ้าของโครงการและเจ้าหน้าที่รัฐรู้ได้อย่างไรว่าจะออกโฉนดที่ดินแปลงนี้ได้ ทำให้เห็นความไม่ปกติของการออกเอกสารสิทธิและการออกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการนี้” นายสิระ กล่าวและว่า

นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร
นอกจากนี้ ยังได้ยื่นหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 1863 หมู่ที่ 2 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอน รวมไปถึงยื่นหนังสือถึงนายกเทศมนตรีตำบลกะรน ในการยกเลิกใบอนุญาตก่อสร้างโครงการเดอะพีคฯ และมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารชุดดังกล่าว ซึ่งทางบริษัท กะตะ บีช เจ้าของโครงการได้วางเงินประกันความเสียหายในกรณีหากมีการเพิกถอน น.ส.3 ก.ไว้แล้ว จำนวน 3 ล้านบาท โดยเร็วที่สุด และหลังจากที่ทางเทศบาลตำบลกะรนทำการรื้อถอนแล้ว ตนจะเชิญภาคเอกชนและประชาชนมาฟื้นฟูที่ดินแปลงดังกล่าวด้วยการร่วมกันปลูกป่าคืนพื้นที่ป่าให้เป็นสมบัติของชาติต่อไป

และจะเดินหน้าตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิที่ดินแปลงที่มีการออกเอกสารสิทธิในลักษณะนี้ต่อไปทุกๆ แปลงในภูเก็ต ซึ่งขณะนี้ที่มีการร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการฯ แล้ว 2-3 แปลงในภูเก็ต ที่เป็นการลงทุนโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ในพื้นที่หาดลายันและหาดบางเทาต่อไป รวมไปถึงเกาะสมุย เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานีด้วย

นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
ด้าน นายปิยพงศ์ ชูวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังรับหนังสือ ว่า ในส่วนของจังหวัดภูเก็ตนั้น จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งหลังจากรับหนังสือก็จะนำเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้พิจารณาสั่งการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงถึงกรณีที่เกิดขึ้นซึ่งจะเป็นไปตามระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ ทั้ง พ.ร.บ.เทศบาล เรื่องของกฎกระทรวง 43 รวมถึงการออกใบอนุญาตก่อสร้างให้แก่ทางเจ้าของโครงการทั้งๆ ที่ทราบว่าที่ดินแปลงนี้เป็นแค่ น.ส.3 ซึ่งจะต้องมีการสอบสวนให้ครอบคลุมทุกประเด็น

ส่วนการดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้นขึ้นอยู่กับว่าจะดำเนินการเมื่อไหร่อย่างไร แต่ในส่วนของการออกเอกสารโดยมิชอบนั้น เป็นเรื่องของสำนักงานที่ดินที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ถือว่าเป็นการพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขณะที่เรื่องของการออกใบอนุญาตก่อสร้างเป็นเรื่องของทางเทศบาล ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะต้องมีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง


ขณะที่ นายสุคนธ์ หนูภัคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า หลังจากที่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่าที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินที่ออกโดมิชอบด้วยกฎหมาย ทางสำนักงานที่ดินจะทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของที่ดินให้นำเอกสารสิทธิ น.ส.3 มาคืนให้แก่สำนักงานที่ดินเพื่อเก็บไว้ในสารบบภายใน 15 วัน แต่หากเจ้าของเอกสารสิทธิไม่นำมาคืน ทางที่ดินก็จะออกเป็นใบแทนพร้อมประกาศให้ทราบเป็นเวลา 30 วัน หลังจากนั้นที่ดินแปลงนี้ก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม


เปิดที่มาเอกสารสิทธิ เดอะพีค เรสซิเดนท์

สำหรับความเป็นมาของการออก น.ส.3 ก.1863 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งโครงการ เดอะ พีค เรสซิเดนท์ เริ่มจากเจ้าของที่ดินจำนวน 5 คน ซึ่งประกอบด้วย นายเกษม นางสายใจ ลักษณะมั่น นายประเสริฐ ชูภักดิ์ นายสุชาติ รักสงบ และนายยงยุทธ บุญทองคง ได้ยื่นคำขอรังวัดออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ น.ส.3 ก.เมื่อปี 2536 โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ (ส.ค.1) โดยไม่มีการแจ้งครอบครองที่ดิน (ไม่มี ส.ค.1) ต่อมา นายเกษม ได้มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน เมื่อ พ.ค.2537 ขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินจากเดิม 5 คน เหลือแค่ 2 คน คือ นายเกษม แสงสว่าง และนายกสิกรณ์ ภูมิกำจร เนื่องจากซื้อที่ดินระหว่างผู้มีสิทธิครอบครองจากรายอื่นๆ โดยนายเกษม ถือครองที่ดิน 18 ไร่ นายกสิกรณ์ 6 ไร่เศษ ต่อทางสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต หลังจากนั้นทางที่ดินภูเก็ตได้แจ้งว่าไม่สามารถออกเอกสารสิทธิที่ดิน น.ส.3 ก.ให้ได้ เนื่องจากเป็นที่เขา อันเป็นเขตหวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 27 มี.ค.2499 และวันที่ 21 พ.ค.2523 และจังหวัดภูเก็ตเป็นเกาะต้องห้ามไม่ให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537)

นายเกษม จึงได้อุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และไม่เห็นด้วยที่ทางที่ดินจังหวัดภูเก็ตไม่ออก น.ส.3 ก.ให้ตามคำขอ จึงฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนคำสั่งของที่ดินจังหวัดภูเก็ต ศาลปกครองจึงได้สั่งให้ที่ดินภูเก็ตออก น.ส.3 ก.ให้ตามคำยื่นขอ ต่อมา นายเกษม และนายกสิกรณ์ ได้ยื่นคำขอรวมสิทธิการรังวัดออก น.ส.3 ก.โดยไม่แจ้งการครอบครอง ปรากฏว่า นายสุชาติ นางสายใจ นางรัตนา ชูภักดิ์ คัดค้านคำขอรวมสิทธิดังกล่าว ที่ดินจังหวัดภูเก็ตจึงได้ให้กรมที่ดินแปลภาพถ่ายทางอากาศเพื่อหาร่องรอยการทำประโยชน์ในที่ดิน ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินจะมีผลบังคับใช้หรือไม่ พบเป็นพื้นที่ป่าไม่ผลัดใบ หมายความว่า ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์ ทางสำนักงานที่ดินจึงได้ยกเลิกคำขอดังกล่าว

ต่อมา นายสุชาติ รักสงบ 1 ใน 5 ของผู้ที่ยื่นคำขอรังวัดออก น.ส.3 ก.มาตั้งแต่ต้นเมื่อปี 2536 ได้ยื่นคำตรวจสอบการออก น.ส.3 ก.ที่ได้ยื่นขอเมื่อปี 2536 ทางที่ดินจังหวัดภูเก็ตได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินพิพาท และเห็นว่าที่ดินดังกล่าวออกเอกสารสิทธิได้ จึงได้เรียกบุคคลต่างๆ มาให้ถ้อยคำ และทางสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตได้ทำการรังวัดและพบว่าที่ดินบางส่วนอยู่ในที่ป่า จึงได้กันออกไป เหลือที่ดิน 17 ไร่ 1 งาน 44 ตร.ว.ไม่เป็นที่สาธารณะ และได้ครอบครองต่อเนื่องมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินบังคับใช้ ทางสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจึงได้ออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. เลขที่ 1863 ให้แก่ นายสุชาติ รักสงบ แต่เพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2555

หลังจากนั้นเพียงวันเดียว นายสุชาติ ได้ขายที่ดินให้แก่ นายบุญชู ดำรงกิจการวงศ์ และ วันที่ 19 เม.ย.นายบุญชู ได้ขายต่อให้แก่ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ และนายทรงชัย อัจฉริยะหิรัญชัย


ต่อมา นายกสิกรณ์ ภูมิกำจร ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองที่ดินแปลง น.ส.3 ก.เลขที่ 1863 ด้วย จำนวน 6 ไร่ 2 งาน โดยซื้อต่อมาจากนายเกษม แสงสว่าง เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2537 ได้ยื่นขออายัดที่ดินในเวลาต่อมา และได้ร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าการที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ออก น.ส.3 ก.ที่ดินแปลงดังกล่าวให้นายสุชาติ แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีชื่อของตนเองด้วยนั้นเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้มีคำสั่งเพิกถอนที่ดิน น.ส.3 ก.เลขที่ 1863 ซึ่งออกให้นายสุชาติ รักสงบ แต่เพียงผู้เดียว ต่อมา เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2560 ศาลปกครองจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พิพากษาเพิกถอน น.ส.3 ก.เลขที่ 1863 โดยให้มีผลย้อนหลังนับจากวันที่ออก น.ส.3 ก.และล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้ตัดสินว่าที่ดิน น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกมาโดยมิชอบ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันที่ดินดังกล่าวเป็นที่ตั้งโครงการคอนโดมิเนียมหรู “เดอะ พีค เรสซิเดนท์” ของบริษัท กะตะ บีช จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 2 ต.กะรน อ.เมือง จ.ภูเก็ต จำนวน 444 ห้อง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท โดยมีคนไทย 3 คน เป็นผู้ถือหุ้น ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และมีนายมนัสนันท์ นรารัตนวี เป็นกรรมการผู้จัดการ 


กำลังโหลดความคิดเห็น