xs
xsm
sm
md
lg

แม่เด็กสาวเหยื่อรถชนร้องขอความเป็นธรรมหลังแพ้คดี ล่าสุดเตรียมจำนำรถหาเงินรักษาลูก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ยะลา - ความคืบหน้ากรณีแม่ของเด็กสาวเหยื่อรถชน ร้องขอความเป็นธรรมหลังแพ้คดีในชั้นฎีกา ล่าสุด เตรียมจำนำรถยนต์ส่วนตัว เพื่อนำเงินมารักษาลูกสาวที่นอนป่วยติดเตียง โอดคู่กรณีไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือ

จากกรณีที่ นางสุพัตรา มนต์แก้ว อายุ 47 ปี เจ้าของร้านตัดเย็บเสื้อผ้าใน อ.เมือง จ.ยะลา ได้ร้องขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน หลังจากที่ลูกสาวคนเล็กของครอบครัวประสบอุบัติเหตุเมื่อ 3 ปีก่อน จนทุกวันนี้กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ผ่านการผ่าตัดสมองมามากกว่า 10 ครั้ง แต่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องจ้างพยาบาลวิชาชีพมาคอยดูแลเดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท ขณะที่คู่กรณีที่ประสบเหตุก็ไม่เคยติดต่อมาดูแล หรือสอบถามสารทุกข์สุขดิบนานกว่า 3 ปี ตั้งแต่เกิดเหตุ

โดยล่าสุดนั้น นางสุพัตรา มนต์แก้ว ผู้เป็นแม่ของ “น้องน้ำขิง” หรือ น.ส.รับพร ธรรมฤกษ์ฤทธิ์ อายุปัจจุบัน 16 ปี ที่ตกเป็นเหยื่ออุบัติเหตุในครั้งนั้น เตรียมนำรถยนต์ส่วนตัวไปจำนำ เพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่พยาบาลพิเศษที่ดูแลน้องน้ำขิง ซึ่งจากการสอบถามทราบว่า การจ่ายค่าจ้างพยาบาลพิเศษนั้น ได้ทำสัญญาจ่ายค่าจ้างเป็นรายปี รวมแล้วก็เป็นเงินเกือบ 3 แสนบาท แต่ด้วยตนเองต้องทำงานหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว จึงมีภาระหลายอย่างที่ต้องดูแลใช้จ่าย จึงมีความจำเป็น และใกล้ครบสัญญาว่าจ้างพยาบาลพิเศษดูแลน้องน้ำขิง จึงเตรียมนำรถยนต์ส่วนตัวที่มีอยู่ไปจำนำ เพื่อเอาเงินมาจ่ายเป็นค่าจ้างในปีถัดไป

ในส่วนของเรื่องคดีความนั้น นางสุพัตรา มนต์แก้ว บอกว่า ตนเองก็ไม่ได้มีความรู้ด้านกฎหมาย และหลังจากที่เกิดเหตุก็ต้องอยู่ดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิด จึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องของคดีความ ด้วยความที่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ และรักษากฎหมายบ้านเมือง ก็เชื่อว่าลูกสาวตนเองนั้นไม่ผิด เพราะเป็นฝ่ายถูกชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุนั้นก็ไม่ได้มีการพูดคุยกับฝ่ายผู้ที่เป็นคู่กรณีไม่ว่าเรื่องใดทั้งนั้น คู่กรณีไม่มีการยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือ หรือเสนอค่าชดเชยความเสียหายแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นตลอด 3 ปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งตอนที่ลูกสาวนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คู่กรณีก็ไม่ได้แสดงถึงความห่วงใย หรือความรับผิดชอบ แม้แต่จะไปเยี่ยมสักครั้งก็ไม่เคยมี จนถึงปัจจุบัน 3 ปีแล้ว ตนเองยังไม่เคยเห็นหน้าตาของคู่กรณีที่ประสบเหตุเลยว่าเป็นอย่างไร

นอกจากนั้น ประจักษ์พยานซึ่งเป็นพยานบุคคลที่มาพบภายหลังเกิดเหตุ 1 ปี ที่ได้เล่าให้ฟังว่า ได้ขับรถตามหลังรถจักรยานยนต์ที่ลูกสาวตนเองซ้อนท้าย ก่อนไปประสบอุบัติเหตุ และได้ลงไปให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาล ก่อนที่จะส่งตัวไปโรงพยาบาล ก็เล่าว่าเห็นช่วงที่รถจักรยานยนต์ถูกชน เพราะรถคู่กรณีนั้นขับแซงรถกระบะอีกคันที่อยู่ในเลนเดียวกัน จนมาชนเข้ากับรถจักรยานยนต์ที่ลูกสาวตนเองซ้อนท้าย จนทำให้มีผู้บาดเจ็บในครั้งนั้น

แต่เมื่อขอความร่วมมือไปยังบุคคลดังกล่าวให้เป็นพยาน เล่าเหตุการณ์ให้กับผู้สื่อข่าวได้ฟัง บุคคลดังกล่าวกลับอ้างว่าเกรงจะไม่ปลอดภัย เนื่องจากที่ผ่านมานั้น หลังเกิดเหตุตนเองได้สังเกตว่ามีบุคคลลึกลับเป็นผู้ชาย 2 คน มาวนเวียนที่บ้านพักอยู่หลายครั้ง แม้แต่ที่ทำงานก็ยังเคยถูกคู่กรณี พร้อมกับผู้ชายอีกคนขับรถมาวนเวียนอีกด้วย จึงทำให้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย

ขณะที่ผู้ปกครองของเด็กอีก 2 ราย ที่ประสบเหตุในครั้งนั้นก็บอกกับ นางสุพัตรา มนต์แก้ว เช่นเดียวกันว่า ได้มีบุคคลต้องสงสัยที่มาขับรถวนเวียนอยู่ในละแวกบ้านอยู่หลายครั้ง ซึ่งตนเองก็ไม่คิดว่าแค่เรื่องอุบัติเหตุจะมีการคุกคามเอาเรื่องกันถึงเพียงนี้

อย่างไรก็ตาม นางสุพัตรา มนต์แก้ว บอกด้วยว่า ตนเองต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ลูกสาว และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความเป็นธรรมในกรณีดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมาในการตัดสินของศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์นั้น ฝ่ายตนเองเป็นผู้ชนะ แต่เมื่อศาลพิจารณาในชั้นศาลฎีกาแล้ว กลับกลายเป็นว่าศาลยกฟ้องให้จำเลย คู่กรณีไม่มีความผิดแต่อย่างใด ทั้งที่ตนเองก็ไม่ได้เห็นพยานหลักฐานที่อีกฝ่ายนำมาชี้แจง เพราะในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำสำนวนคดีบอกว่าไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด เนื่องจากกล้องวงจรปิดใช้การไม่ได้ จึงทำให้ไร้พยานหลักฐาน

อีกทั้งเอกสารที่จะยืนยันการตรวจสภาพร่างกาย หรือตรวจวัดแอลกอฮอล์ของฝ่ายคู่กรณีมีหรือไม่ ตนเองก็ไม่รู้ถึงกระบวนการขั้นตอนของพนักงานสอบสวนผู้ทำสำนวนคดี ซึ่งอย่างไรก็ตาม ตนเองก็มองว่าลูกสาวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการทางกฎหมายในครั้งนี้ ซึ่งตนเองจะเดินหน้าเอาเอกสารหลักฐานที่มีอยู่ไปร้องขอความเป็นธรรมกับศูนย์ดำรงธรรม เพื่อให้มีการตรวจสอบพยานหลักฐานในคดีอย่างละเอียดอีกครั้ง