xs
xsm
sm
md
lg

ภูเก็ตได้อะไร? ครม.สัญจร เมื่อนายกฯ รับทุกข้อเสนอฟื้นฟูท่องเที่ยว แต่ไม่เคาะในทันที

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เกิดคำถามตามมาว่า...ภูเก็ตและอันดามันได้อะไรจากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 3/2563 ที่จังหวัดภูเก็ต หรือ ครม.สัญจร ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยกทีมคณะรัฐมนตรีลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่เกาะสมุย และจังหวัดอันดามัน (ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต สตูล และตรัง) และประชุม ครม.ที่จังหวัดภูเก็ต

ภาคเอกชน ประชาชน และภาครัฐหมายมั่นปั่นมือว่า ครม.สัญจรครั้งนี้ คือ ความหวัง คือ แสงสว่าง ที่จะมาช่วยต่อลมหายใจให้ภาคธุรกิจด้านการท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวในระยะอันใกล้นี้ การมาของ ครม.ครั้งนี้ที่จะมาช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจของภูเก็ตให้สามารถเดินต่อไปได้ เพราะตอนนี้ภูเก็ตไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังจะจมน้ำ จะต้องมีคนมาช่วยพยุงให้พ้นน้ำขึ้นมาให้ได้

การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูเก็ตได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปีนี้เป็นต้นมา รายได้จากการท่องเที่ยวหายไปเกือบทั้งหมด จากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาได้ ประมาณการกันว่าปีนี้ภูเก็ตจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่น่าจะเกิน 150,000 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในช่วงต้นปี ก่อให้เกิดรายได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท และรายได้ที่คาดว่าจะเกิดจากนักท่องเที่ยวคนไทยตลอดทั้งปีถ้าเข้ามาถึง 4 ล้านคน สร้างรายได้ 50,000 ล้านบาทเหมือนปีที่แล้ว จึงทำให้เศรษฐกิจของภูเก็ตซบเซาอย่างหนัก เนื่องจากเศรษฐกิจของภูเก็ตถูกขับเคลื่อนด้วยภาคการท่องเที่ยวถึงร้อยละ 90


การยกทีมมาของ ครม.ระหว่างวันที่ 2-3 พ.ย.ที่ผ่านมา จึงเป็นความหวังว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีมาตรการหรือโครงการอะไรเด็ดๆ ที่เคาะลงมาแล้วจะช่วยต่อลมหายใจให้แก่เศรษฐกิจของภูเก็ตได้ในช่วงใกล้ๆ นี้ ทำให้ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ภาครัฐ ภาคเอกชนได้ช่วยกันระดมความคิด เพื่อนำเสนอมาตรการและโครงการที่คิดว่าจะช่วยฟื้นฟูท่องเที่ยวภูเก็ตได้ เพื่อให้เศรษฐกิจภูเก็ตเดินต่อไปได้

มีการนำเสนอมาตรการระยะสั้นในการฟื้นฟูและกระตุ้นให้คนไทยเดินทางมาท่องเที่ยวภูเก็ตมากขึ้น ในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าจะให้เข้ามาได้เมื่อไหร่ ทั้งในการประชุมหารือแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต และการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาคใต้กลุ่มจังหวัดอันดามัน 13 ข้อ เช่น นำเสนอให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ของโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เช่น ลดหย่อน 50% ในช่วงวันธรรมดา ขยายประเภทธุรกิจในสิทธิประโยชน์คูปองให้ครอบคลุมกิจการสปา บริษัทนำเที่ยว และรถเช่า การขยายสิทธิประโยชน์เงินคืนค่าเครื่องบินให้แก่นักท่องเที่ยวที่ขับรถยนต์ โดยได้รับเงินคืนค่าน้ำมัน 40% สูงสุด 2,000 บาท ลดระยะจำนวนวันในการสำรองที่พักล่วงหน้าจาก 3 วัน เหลือ 1 วัน และเปิดให้ทำการจองได้ 24 ชั่วโมง การขยายระยะเวลาในโครงการให้สิ้นสุด 31 ธ.ค.2564 ลดหย่อนค่าตั๋วเครื่องบินในช่วงวันหยุดยาว

การจัดประชุมสัมมนาของหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจในพื้นที่ภูเก็ต ขอพักชำระหนี้และดอกเบี้ยไปจนถึงเดือนธันวาคม 2564 และ ดอกเบี้ยร้อยละ 2 ให้ครอบคลุมถึงธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของผู้ประกอบการรถตู้ เพื่อลดรายจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่กลับมา รวมถึงมาตรการภาษี มาตรการแรงงานที่จะให้รัฐมีการจ้างแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในระยะเร่งด่วน การจัดกิจกรรมมหกรรมอาหารทะเลและกีฬาเพื่อดึงคนมาเที่ยวภูเก็ตและอันดามัน 

ส่วนในระยะปานกลางและระยะยาวนั้น ทางภาครัฐและเอกชนภูเก็ตได้นำเสนอ โครงการยกระดับโครงการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจังหวัดภูเก็ตสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก หรือศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขนานาชาติ (International Medical and Wellness) เพื่อเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวภูเก็ตด้านสุขภาพ ด้วยงบประมาณก่อสร้าง 3,200 ล้านบาท โครงการพัฒนามาตรฐานและคุณภาพการคัดกรองด่านตรวจท่าฉัตรไชย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน งบประมาณ 340 ล้านบาท เร่งรัดการก่อสร้างถนนสายใหม่ เมืองใหม่-เกาะแก้ว ระยะทาง 22 กิโลเมตร งบประมาณ 30,000 ล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดและรองรับรถไฟฟ้ารางเบาที่จะเกิดขึ้นบนเกาะกลางถนนเทพกระษัตรี เป็นต้น


นายกรัฐมนตรี ไม่ปฏิเสธแม้แต่ข้อเสนอเดียว รับทุกข้อเสนอ โดยรับไปมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่รับผิดชอบ และสภาพัฒน์นำไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและนำเสนอตามขั้นตอนต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม.สัญจร ว่า การมาประชุมครม.สัญจร ที่ภูเก็ต เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจกิจและการดูแลสุขภาพของประชาชน และเพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรการต่างๆ รวมทั้งกรณีที่จะนำนักท่องเที่ยวจะทยอยเข้ามาในประเทศ

“สำหรับข้อเสนอต่างๆ ที่ได้รับฟังมา 2 วัน ทั้งจากภาคเอกชน รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งข้อเสนอการเยียวยา การฟื้นฟูท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และด้านสังคม รัฐบาลรับไว้ทั้งหมด อะไรที่สามารถทำได้ก็จะดำเนินการในทันที ส่วนอะไรที่ยังไม่สามารถทำได้ก็จะมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบหารือเพิ่มเติม และให้สภาพัฒน์ศึกษาความเหมาะสมของโครงการนั้นๆ เช่น โครงการก่อสร้างถนนเส้นทางใหม่ของภูเก็ต งบประมาณ 30,000 ล้าน อุโมงค์ป่าตอง ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้งบประมาณสูง ต้องเข้าสู่กระบวนการการศึกษาความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความคุ้มค่า”

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอของภาคเอกชนทั้งในเรื่องของมาตรการทางการเงิน ภาษีนั้น จะทยอยพิจารณาให้ความช่วยเหลือ เพราะบางครั้งจะไปกระทบกับรายได้ของรัฐบาล และการพัฒนาต่างๆ เพราะถ้าเก็บภาษีไม่ได้รัฐบาลก็ไม่มีงบที่จะพัฒนาเช่นกัน

นอกจากนี้ ครม. ยังอนุมัติวงเงิน 2,298 ล้านบาท ดำเนินการโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน เพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานสากล ให้เกิดการจ้างงานในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ตามข้อเสนอโครงการภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน 12 โครงการ เช่น โครงการก่อสร้างพิพิธภัณฑ์สิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยเฉลิมพระเกียรติ พื้นที่ดำเนินการจังหวัดภูเก็ต โครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ป่าชายเลนระนองสู่มรดกโลกเพื่อการท่องเที่ยว พื้นที่ดำเนินการจังหวัดระนอง โครงการป้องกันและเฝ้าระวังภัยจากแมงกะพรุนพิษในพื้นที่ชายหาดท่องเที่ยว พื้นที่ดำเนินการจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ระนอง ตรัง และสตูล โครงการจัดทำระบบเฝ้าระวังมลพิษและติดตามมลพิษทางทะเลเพื่อการท่องเที่ยวปลอดภัย พื้นที่ดำเนินการจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ โครงการติดตั้งทุ่นผูกเรื่อเพื่อการอนุรักษ์ปะการังในพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล พื้นที่ดำเนินการจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล เป็นต้น


กระทรวงคมนาคมเร่งโครงข่ายการคมนาคมทางบก ทั้งรถไฟฟ้ารางเบา อุโมงค์ป่าตอง ถนนแนวใหม่ เมืองใหม่-เกาะแก้ว

ในขณะที่ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการด้านคมนาคมทางบกในภูเก็ต พร้อมทั้งมีการรายงานความคืบหน้าให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ ประกอบด้วย โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง ระยะทางรวม 41.7 กม. กรอบวงเงินลงทุนเบื้องต้น 35,201 ล้านบาท รฟม.อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลนำเสนอกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบหลักการ และรายงานผลการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ.2562 ซึ่งจะใช้รูปแบบ PPP Net Cost โดยรัฐลงทุนค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และเอกชนลงทุนค่าก่อสร้างงานโยธา งานระบบ และขบวนรถไฟฟ้า และให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษาเป็นระยะเวลา 30 ปี รวมทั้งเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสาร และรับความเสี่ยงด้านรายได้ค่าโดยสาร โดยรัฐจะสนับสนุนเอกชนในส่วนของค่าก่อสร้างงานโยธา คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2566 และเปิดให้บริการในปี 2569


โครงการทางพิเศษ สายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มูลค่าลงทุนโครงการ 14,177.22 ล้านบาท คาดว่าจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และเสนอ ครม. อนุมัติในหลักการ และอนุมัติร่าง พ.ร.ฎ.เวนคืนในช่วงต้นปี 2564 เริ่มก่อสร้างปี 2566 แล้วเสร็จในปี 2570

โครงการก่อสร้างทางหลวงแนวใหม่ เพื่อแก้ปัญหาจราจรไปยังสนามบินภูเก็ต โดยได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อสำรวจและออกแบบรายละเอียดทางหลวง 4 ช่องจราจรแนวใหม่ สายบ้านสาคู-บ้านเกาะแก้ว ระยะทาง 22.4 กม. วงเงินค่าก่อสร้าง 11,568 ล้านบาท ค่าเวนคืน 11,150 ล้านบาท ซึ่งเป็นแนววงแหวนด้านเหนือของภูเก็ต โดยรายงาน EIA อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะสามารถขอรับการจัดสรรงบประมาณก่อสร้างได้ในปี 2567 เปิดให้บริการในปี 2569

นอกจากนี้ ยังมีโครงการพัฒนาโครงข่ายทางหลวง 4027 เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทาง 20.8 กม. ค่าก่อสร้าง 1,200 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 1,150 ล้านบาท โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับที่จุดตัด ทล.402 กับ ทล.4027 (แยกท่าเรือ) เพื่อแก้ปัญหาการจราจรวงเวียนที่ตั้งของอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร โดยปี 2564 ได้รับงบ 18 ล้านบาท เพื่อออกแบบรายละเอียดและศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

รัฐมนตรีทุกกระทรวงลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการต่างๆ ในการพัฒนาภูเก็ต เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้ำ การแก้ปัญหาคนตกงานจากผลกระทบโควิด-19 การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการท่องเที่ยวทางทะเล การพัฒนาท่าเรือ ร่องน้ำ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเล และอีกมากมายหลายโครงการที่เจ้ากระทรวงได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้า


การประชุม ครม.สัญจรที่ผ่านมา แม้นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้เคาะลงไปในทันที และระบุชัดเจนว่า จะให้อะไรแก่ภูเก็ตบ้างหลังสิ้นสุดการประชุมตามที่ภาคเอกชนเสนอ หรือ จัดสรรงบประมาณให้ภูเก็ตในฐานะก่อนหน้านี้เคยทำรายได้เข้าประเทศปีละมหาศาล จึงเกิดคำถามจากคนภูเก็ตตามมาว่า แล้วภูเก็ตได้อะไรจาก ครม.สัญจร ครั้งนี้ แม้แต่ภาคเอกชนเองก็ออกมาระบายผ่านเฟซบุ๊กว่า งงๆ กับ ครม.สัญจรครั้งนี้ รัฐบาลยังไม่เข้าใจความเป็นภูเก็ตและสิ่งที่ภูเก็ตต้องการ และไม่เห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันในการฟื้นฟูท่องเที่ยวครั้งนี้

แต่อย่างน้อยที่สุด นายกรัฐมนตรีก็รับทุกข้อเสนอไปพิจารณาและมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดำเนินการต่อ เพราะบางเรื่องต้องลงลึกในรายละเอียด บางเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ บางโครงการต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก หลังจากนี้คงต้องรอและติดตามกันต่อไป ว่า รัฐบาลจริงใจในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือฟื้นฟูท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูเก็ตมากน้อยแค่ไหน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภูเก็ตทำเงินเข้าประเทศจากการท่องเที่ยวได้ปีละมหาศาลเป็นที่ 2 รองจากกรุงเทพฯ