ศูนย์ข่าวภูเก็ต - "เรวัต อารีรอบ" ร่อนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี จี้เร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากโควิด-19 สั่งทุกหน่วยงานเลือกภูเก็ตเป็นสถานที่จัดสัมมนา เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว-เศรษฐกิจ
วันนี้ (28 ก.ย.) นายเรวัต อารีรอบ ผช.รมว.สาธารณสุข และ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ภูเก็ต ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า “รัฐบาลต้องรีบแก้ไขและเชิญชวนให้ทุกกระทรวง รัฐวิสาหกิจมาสัมมนาและทัศนศึกษาที่ภูเก็ต พร้อมจัดประชุม ครม.สัญจร ที่ภูเก็ตเพื่อรับรู้รับทราบในการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจสู่จังหวัดภูเก็ต และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คนในประเทศและต่างประเทศ” และได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
นายเรวัต อารีรอบ ผช.รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ตนได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้พิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสู่จังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นานาประเทศได้ทราบถึงการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขปราศจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยหลังจากที่รัฐบาลใช้นโยบายปิดประเทศนำสู่การหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศรวมถึงองค์การอนามัยโลก
นายเรวัต กล่าวต่อว่า แต่การแพร่ระบาดดังกล่าวได้ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่เศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวทั้งระบบที่ต้องหยุดชะงักมาเกือบปี ทำให้อาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่เป็นห่วงโซ่อุปทานต้องประสบปัญหาเดือดร้อนทั้งเครือข่าย เช่น ธุรกิจโรงแรมและที่พักอาศัยต้องปิดกิจการ ธุรกิจเพื่อความบันเทิงบรรดากลุ่มธุรกิจคมนาคมขนส่งต่างๆ
ตนจึงเห็นว่ารัฐบาลควรเข้ามาช่วยแก้ไข ฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัดภูเก็ต และยังเป็นรายได้หลักของประเทศอีกด้วยเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนของประชาชนก่อนที่ความเดือดร้อนจะทวีความรุนแรงและยากต่อการช่วยเหลือ
“จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ราชการและรัฐวิสาหกิจ ทุกกระทรวงทบวงกรม ได้จัดสัมมนาเชิงวิชาการหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และกิจกรรมอื่นๆ ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อนำร่องให้นักท่องเที่ยวนานาประเทศเห็นว่าประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศปราศจากการแพร่เชื้อระบาดของเชื้อโควิค-19 โดยประชาชนสามารถเดินทางในประเทศได้อย่างปกติสุข สร้างความเชื่อมั่นต่อสายตานักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการเรียกกระแสท่องเที่ยวสู่จังหวัดภูเก็ตได้อย่างดี และจังหวัดภูเก็ตจะเป็นจังหวัดนำร่องที่ให้การสาธารณสุขและระบบกระตุ้นเศรษฐกิจเดินเป็นคู่ขนานอย่างมีประสิทธิภาพ”


