xs
xsm
sm
md
lg

“ชาญวิทูร สุขสว่างไกร” คนเปลี่ยน-ชุมชนเปลี่ยน พัฒนาคน สร้างชุมชนยั่งยืน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เรื่อง : ขวัญฤทัย ปานนุ้ย / รูป : โตมร อภิวันทนากร



“ถ้าคนมีความรู้ ชุมชนมีความรู้ เมืองก็พัฒนา” คือความจริงอย่างที่ “อ่ำ-ชาญวิทูร สุขสว่างไกร” ได้กล่าวไว้ เพราะการเป็น “ชุมชน” ขึ้นมาได้นั้นจะต้องมี “คน” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนา ประเทศจะพัฒนาได้ก็ต้องเริ่มจากการพัฒนาที่ชุมชนด้วยการ “พัฒนาคน” เป็นหลัก

“อ่ำ-ชาญวิทูร” จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตนเองและคนในชุมชน ด้วยการศึกษาเรียนรู้และการจัดการข้อมูลความรู้อยู่เสมอ ทั้งองค์ความรู้ใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ เมื่อตนเองเข้มแข็ง จึงจะสามารถจัดการพัฒนาชุมชนของตนเองให้มีความเข้มแข็งขึ้นมาได้ ด้วยการเชื่อมร้อยเครือข่ายการทำงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม สู่การบูรณาการการแก้ปัญหาอย่างรอบด้านและสร้างสรรค์ ใช้กระบวนการทำงานที่เน้นการปฏิบัติลงมือทำอย่างมีส่วนร่วม เสริมสร้างให้เกิดพลังชุมชนเพื่อการจัดการชุมชนด้วยชุมชนเอง

สำหรับ “อ่ำ-ชาญวิทูร” นั้น ชีวิตและชุมชนได้ขับเคลื่อนพัฒนาไปด้วยกันจนแยกไม่ออก ตามแนวทางที่ยึดถือมาตลอดว่า “ถ้าเรามัวเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง สังคมก็จะแย่” การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ด้วยพลังจากคนทุกคน เมื่อคนพัฒนา ชุมชนพัฒนา สังคมและประเทศก็จะเจริญเติบโตพัฒนาไปด้วยกัน



ขับเคลื่อนเรื่องสมุนไพรในชุมชน

ทำงานในภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนงานชุมชนใน ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ซึ่งมีการทำงานเรื่องสมุนไพรในชุมชน โดยเริ่มขึ้นจากการขับเคลื่อนร่วมกับ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพื่อสร้างการเรียนรู้เรื่องการใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวันให้แก่คนในชุมชน

เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพและอาหารการกิน ทำให้มีปัญหาสุขภาพในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งส่วนใหญ่ยึดการใช้ยาแผนปัจจุบันในการรักษาเป็นหลัก ยังขาดความรู้ในการดูแลรักษาตัวเองด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน ไม่กินพืชผักที่ปลูกเองหรือมีอยู่ในชุมชน แต่เลือกที่จะซื้อจากตลาด ซึ่งมักปนเปื้อนสารเคมี คิดว่าต้องทำให้ชาวบ้านมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ได้ ถึงจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำอยู่ 2 ปีจนจบโครงการชาวบ้านก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสมุนไพรตามที่คาดหวังไว้

ต่อมามีการตั้งปณิธานหมู่บ้านร่วมกันว่า จะปลูกสมุนไพรครัวเรือนละ 5 ชนิด โดยเน้นที่กินที่ใช้อยู่ประจำในแต่ละครัวเรือน เช่น ขมิ้น ตะไคร้ มะกรูด ผ่านไปอีก 1 ปี มีกิจกรรมเรียนรู้เรื่องสมุนไพรโดย อ.สมพร ขุมทอง จากสถาบันทักษิณคดีศึกษา ชาวบ้าน 50 คนได้เข้าร่วม แล้วมีจำนวน 24 คนสนใจที่จะเรียนเพิ่มเติมในหลักสูตรแพทย์แผนไทยขั้นพื้นฐานเป็นเวลา 6 เดือน หลังจากนั้นได้มารวมกลุ่มกันเป็น “วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรคุณธรรมวัดคูเต่า” ทำการแปรรูปสมุนไพร ทั้งยาหม่อง น้ำมันนวด ลูกประคบ น้ำสมุนไพร ซึ่งได้ลงทะเบียนสินค้า OTOP แล้วจำนวน 6 ผลิตภัณฑ์



พัฒนาการสื่อสาร สร้างการรับรู้ให้มากขึ้น

ปัจจุบันได้ขับเคลื่อนต่อใน “โครงการการใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวัน คนลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาตอนล่าง” จากการดำเนินงานมาพบว่า การอบรมให้ความรู้อย่างเดียวนั้นไม่ได้ผลเท่าที่ควร ต้องสร้างการรับรู้ให้มากขึ้นกว่าเดิม จึงได้มีการแจกยาหม่องให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเครือข่ายการทำงานเพื่อสร้างการสื่อสารอีกทางหนึ่ง และคิดร่วมกันว่าตัวบุคคลน่าจะสามารถสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจได้ดีกว่า ควรจะมี คนต้นแบบสุขภาพดีด้วยสมุนไพร มาถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาสมุนไพรพื้นบ้านให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ ตอนนี้สำรวจเก็บข้อมูลได้มาแล้ว 23 คน

นอกจากเรื่องสมุนไพรยังทำให้ได้เรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิต วิถีความเป็นอยู่ วิธีการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพร โดยหลังจากนี้จะมีการจัดงาน มหกรรมสมุนไพรเพื่อการเรียนรู้ ให้คนต้นแบบมาถ่ายทอดตำรับยาโบราณ ภูมิปัญญาการรักษา การนวด การขยายพันธุ์สมุนไพร และนอกจากนี้ยังมีการผลิตสื่อในรูปแบบ “เพลงเรือ” ซึ่งแต่งโดยครูภูมิปัญญาชุมชน เพื่อบอกเล่าเรื่องสมุนไพร มีความยาว 4-5 นาที สื่อสารทางออนไลน์ให้เยาวชนและคนทั่วไปได้รับรู้และสนใจมาลงพื้นที่ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนไปด้วย



‘สมุนไพร’ กลไกขับเคลื่อนชุมชน สร้างเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม

เนื่องจากพบว่า สาเหตุหลักของปัญหาทางสุขภาพของคนในชุมชนคือเรื่อง “ความเครียด” จึงได้ออกแบบกิจกรรมให้เกิดการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เช่น กิจกรรมทำเสื่อปาหนัน ให้เกิดการพบปะพูดคุยกันในกลุ่มผู้สูงอายุ เชื่อมกับกิจกรรมท่องเที่ยววิถีชุมชน ทำให้มีคนเข้ามาในชุมชน พูดคุยทักทาย ให้กำลังใจผู้สูงอายุ เพื่อลดความเครียด และกิจกรรมที่ให้ผู้สนใจเรียนรู้เรื่องสมุนไพร เข้าไปพูดคุยสอบถามที่บ้านคนต้นแบบ เพื่อการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน และยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนในครอบครัวของคนต้นแบบไปด้วย โดยมีการจัดการตนเองและสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้ดีขึ้น คาดว่าการมาของคนภายนอกจะเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตให้คนในชุมชนได้

จากการนำทรัพยากรและภูมิปัญญาชุมชนมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ผ่านการทำกิจกรรม สร้างรายได้ให้ชุมชน ทำให้เกิดการจัดการสิ่งแวดล้อมชุมชน และยังตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาเรื่องความเครียดของคนในชุมชนไปด้วย ชาวบ้านมีความสุขใจที่ได้ทำกิจกรรม ได้ขาย ได้พูดคุยบอกเล่าผ่านสิ่งต่างๆ ในชุมชน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ให้คนในชุมชน ได้ตระหนักเห็นคุณค่าของสมุนไพรพื้นบ้าน เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถนำสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ในการดูแลป้องกันสุขภาพตนเองได้เป็นการเบื้องต้น เพื่อการมีสุขภาพที่ดี ส่วนเป้าหมายที่ใหญ่กว่าคือ การมีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้ผู้คนมาร่วมกันดูแลตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม สร้างกระแสให้คนได้กลับมามองชุมชนมองบ้านตนเองว่า มีอะไรอยู่บ้าง โดยมี “สมุนไพร” เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนชุมชน

หลักการคือ ใช้สมุนไพรในชีวิตประจำวัน บวกกับกิจกรรมหนุนเสริม ให้คนมีความสุขกายสบายใจ สร้างสุขภาพด้วยสมุนไพร สร้างความสุขใจด้วยการท่องเที่ยว สร้างค่านิยมใหม่ ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีภูมิปัญญาที่สูญหายไป สร้างเศรษฐกิจจากการจำหน่ายสมุนไพร ทั้งการปลูกและการแปรรูป พยายามทำให้ครบวงจรทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



เปลี่ยนแปลงชุมชน เริ่มต้นจากตัวเรา

เริ่มขับเคลื่อนงานชุมชนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 ตอนนั้นชุมชนมีความแตกแยก ต่างคนต่างอยู่ ไม่สนใจบ้าน วัด โรงเรียน โดยได้ใช้วัดเป็นสถานที่จัดกระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์ชุมชนขึ้นมาใหม่ ใช้เวลาทำกระบวนการอยู่ 2 ปีกว่าที่ทุกคนจะเห็นด้วย ตอนนั้นลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลชุมชนโดยที่ไม่มีงบประมาณใดๆ แต่ต้องทำเพราะข้อมูลสำคัญที่สุดในการทำงานชุมชน หากไม่มีข้อมูล ไม่รู้จักคน ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้

ทำเรื่องนี้จะไปหาใคร หรือจะสร้างใครเป็นแกนนำที่ทุกคนให้การยอมรับ คือหลักในการสร้างการมีส่วนร่วมของกระบวนการชุมชน ซึ่งกว่าจะได้ก็มีท้อ เพราะการสร้างคนที่มีความเข้าใจในทิศทางเดียวกันมาทำงานเพื่อสังคม ต้องใช้เวลา ใช้ความพยายาม โดยตัวเราเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำพาชุมชน ต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง เปลี่ยนความคิดใหม่ เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอบายมุข

เรียนจบปริญญาตรีมา 2 ใบ ปริญญาโทอีก 1 ใบ แม่เคยถามว่า “เรียนมาแล้ว ทำไมไม่ทำงานเป็นหลักแหล่ง” เขาตอบว่า “ถ้าเรามัวเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง สังคมก็จะแย่” สุดท้ายชีวิตไม่มีอะไรเป็นของเรา ตายไปมีแต่ความดีที่ทำไว้ให้คนได้กล่าวถึง ให้ลูกหลานได้ภาคภูมิใจ ถ้าไม่ทำอะไรเลยตายไปก็จบ ได้พยายามพิสูจน์ตนเองกับพ่อแม่ จนวันนี้สิ่งที่เราทำได้สร้างความสบายใจให้พ่อแม่ สามารถเปลี่ยนตัวเองเปลี่ยนแปลงสังคม พัฒนาจัดการชุมชนมา จนได้เป็น “ชุมชนต้นแบบ” คิดว่าวันนี้พ่อแม่ภูมิใจ



เรียนรู้ ลงมือทำ พัฒนาตัวเอง สร้างพลังชุมชนจัดการชุมชนเอง

หลายคนมักพูดกันว่า งานอาสาหรืองานชุมชนนั้น ทำเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน หากจะพูดก็พูดได้ แต่ทุกอย่างอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ ลงมือทำเลย โดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะสำเร็จหรือไม่ ตลอดหลายปีที่ทำงานชุมชนมามักมีคนบอกว่า “ไม่สำเร็จหรอก” “ทำไปก็ไม่ได้อะไร” “ไม่มีใครช่วยหรอก” พูดอย่างเดียวไม่เคยลงมือทำอะไร คนไทยเห็นคนอื่นเด่นไม่ได้ ชอบตำหนิขัดขวาง ใครเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมกลับมองว่าบ้า คิดนอกกรอบ ไม่เหมือนเขา แต่เราสุขใจที่จะทำ ได้เห็นคนอื่นสำเร็จ มีงานทำ มีรายได้ มีชีวิตที่ดี มีความสุขไม่เจ็บป่วย ไม่ได้คาดหวังไปถึงวันข้างหน้า แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุด

นั่นคือ การเชื่อมร้อยชุมชนให้มีพลัง สามารถจัดการชุมชนได้เอง ทบทวนเรื่องราววางแผนชีวิตตัวเองทุกวัน เวลาทำงานจะเขียนผังความคิด เพื่อการทบทวนวิเคราะห์จัดการข้อมูล เรื่องนี้จะเชื่อมกับเรื่องไหน เชื่อมร้อยเครือข่ายไหน ใครจะมาทำงานร่วมด้วยได้ ข้อมูลเป็นคลังปัญญาที่จะสร้างทุกสิ่งอย่าง จากการอบรมเรียนรู้ หรือไปรับรู้ไปเห็น ไปเจอ มีการปฏิสัมพันธ์แล้วได้รับข้อมูลกลับมา นำมาปรับใช้ให้สอดคล้องต่อบริบทชุมชนเราเอง อย่าคิดว่าตนเก่ง แล้วไม่รับฟังใคร ยังมีเรื่องให้ต้องศึกษาจากโลกนี้อีกมากมาย



พัฒนาด้วยความรู้ เมื่อไม่รู้จึงทำลาย

ปัญหาของคนที่ทำงานแบบนี้คือ การไม่มีเวลาให้ตัวเอง ถึงใจอยากจะช่วย แต่ก็ทำไม่ได้หมดทุกเรื่อง ตอนนี้ต้องมาวิเคราะห์ เลือกทำงานที่ตอบโจทย์ชุมชน เป็นประโยชน์กับชุมชนเป็นหลัก ไม่ใช่มาลงพื้นที่มาเรียนรู้ชุมชน พอเสร็จงานแล้วหายไป แบบนี้ชุมชนก็จะแย่ มีแต่ความบอบช้ำ ต้องเคารพกฎเกณฑ์กติกาชุมชน บางงานไม่เคยถามความต้องการชุมชน ชุมชนเองก็ไม่เคยสะท้อนเหมือนกัน ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเสนอ หรือคิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ให้คนอื่นเขาจัดการไป

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้อยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่ที่ใคร ต้องบอกความต้องการให้เขารับรู้ เพื่อให้เขามาสนับสนุนได้ตรงจุด ซึ่งการจัดการในลักษณะแบบนี้ ความรู้เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าคนมีความรู้ ชุมชนมีความรู้ เมืองก็พัฒนา ชุมชนและประเทศจะเข้มแข็งได้อยู่ที่ “คน” คนส่วนใหญ่ไม่รู้รากเหง้า บริบทความเป็นมาของตนเอง แล้วจะพัฒนาจะจัดการชุมชนให้ดีได้อย่างไร เมื่อเราไม่รู้ภูมิหลังชุมชน จึงทำลายสิ่งแวดล้อม สังคมก็เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ยึดถือทุนนิยม ต่างคนต่างอยู่ เศรษฐกิจพอเพียงเราไม่ได้ยึดถือ แค่ท่องไป ไม่เคยปฏิบัติ ก็ไม่สามารถสร้างชุมชนที่เข้มแข็งได้

ประเทศไทยมีการพัฒนาขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ด้วย “ยุทธศาสตร์ชาติ” ในกรอบการพัฒนาระยะยาว 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ สร้างเศรษฐกิจฐานรากและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ซึ่งมีคำจำกัดความจากวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้ว่า “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยใช้นโยบายการพัฒนาที่เป็น “สูตรสำเร็จ” เข้าไปจัดการกับทุกชุมชนในประเทศ ด้วยกระบวนการที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ไม่ได้ผ่าน “การมีส่วนร่วม” หรือพิจารณาตามโจทย์ความต้องการของชุมชนในแต่ละพื้นที่

ซึ่งไม่ใช่ทุกชุมชนจะมีต้นทุน ศักยภาพและความพร้อมในแบบเดียวกัน บางโครงการก็ไม่ได้มีความชัดเจนเป็นรูปธรรมที่ชุมชนจะสามารถปฏิบัติได้จริง สุดท้ายเมื่อหมดโครงการ หมดกระแสความนิยม ชุมชนก็ไม่ได้เข้มแข็งมั่นคง ไม่สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาซ้ำเติมชุมชนเข้าไปอีก

ในปี พ.ศ.2580 เราจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ตามวิสัยทัศน์การพัฒนาที่วางไว้ได้จริงหรือไม่ เมื่อยังใช้กระบวนการทำงานและวิธีคิดในรูปแบบเดิมอยู่ อย่าให้คำว่า “ยั่งยืน” เป็นเพียงแค่วาทกรรมที่กล่าวตามๆ กันไป ไม่ว่าจะ “ชุมชนท่องเที่ยวนวัตวิถี” “ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง” ไปจนถึง “ไทยแลนด์ 4.0” จะกลายเป็น “พ.ศ.2504” อย่างใน “เพลงผู้ใหญ่ลี” ไปเสีย นี่จะไม่ใช่แค่ความไม่รู้ของคนในชุมชนหรือผู้นำชุมชน แต่เป็น “ความไม่รู้” หรือ “รู้ไม่จริง” ของผู้มีอำนาจในการจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาเสียเองก็เป็นได้

จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504 ถึงฉบับที่ 12 ในปัจจุบัน พ่วงด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “เพลงผู้ใหญ่ลี” แม้จะผ่านมาแล้วเกือบ 60 ปี แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้เก่าและล้าสมัยเท่าไหร่ เพราะผู้ที่โตมากับเพลงนี้หลายคนก็ยังได้มาเป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในปัจจุบันนี้กันอยู่เลย

ยั่งยืน ยั่งยืนธรรมดา... ยั่งยืน ยั่งยืนธรรมดา...


หมายเหตุ : ติดตาม 10 พลเมืองสงขลา จากยุทธศาสตร์สู่ปฏิบัติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สังคมเป็นสุข สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ได้ที่ https://www.facebook.com/SongkhlaFlagshipNode/



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...