xs
xsm
sm
md
lg

“เราไม่อยากเป็นคนจนที่มีแต่เงิน” เสียงก้องจาก “ชาวนามหานคร” ที่เดินตามรอยเท้าพ่อ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


คอลัมน์ : จากนาบอนถึงริมฝั่งเจ้าพระยา / โดย... ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ผู้ดำเนินรายการสภากาแฟช่อง NEWS 1



ในโลกโซเซียลมีเดียที่มากมายข่าวสารวันนี้ ทำให้ผู้คนได้รับรู้ ได้เห็นเหตุการณ์อะไรต่างๆ มากมายตามไปด้วย มีหนึ่งปรากฏการณ์เล็กๆ ที่ทำให้ผู้คนกล่าวถึงจนต้องขอหยิบยกนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้

มีนักนักธุรกิจท่านหนึ่งใช้ที่ดินในเขตหนองจอก ของกรุงเทพมหานคร หรือในเมืองหลวงของประเทศไทยนี่แหละคับ รวมพื้นที่ราว 140 ไร่ ได้ถูกแปรเป็นทุ่งนา แล้วมีการทำสระน้ำขนาดใหญ่ในลักษณะหลุมขนมครก หากรวมกันแล้วน้องๆ ทะเลสาบเลยก็ว่าได้ เพื่อใช้เก็บน้ำสำหรับทำการเกษตร

คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม นักธุรกิจเจ้าของชาวนามหานคร ณ หนองจอก กรุงเทพมหานคร เจ้าของวลี ผมไม่อยากเป็นคนจนที่มีแต่เงิน
โดยเอาดินที่ขุดมาได้ถมขึ้นมาเป็นโคก เพื่อใช้ “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง” ตามหลัก “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งพระองค์ท่านเคยมีพระราชดำริไว้ว่า...

“การปลูกป่า 3 อย่าง แต่ให้ประโยชน์ 4 อย่าง ซึ่งได้ไม้ผล ไม้สร้างบ้านและไม้ฟืนนั้น สามารถให้ประโยชน์ได้ถึง 4 อย่างคือ นอกจากประโยชน์ในตัวเองตามชื่อแล้ว ยังสามารถให้ประโยชน์อันที่ 4 เป็นข้อสำคัญช่วยอนุรักษ์ดินและต้นน้ำลำธาร”


อ.ยักษ์ บรรยายหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ศาสตร์ของพระราชาในหลวง ร.9 ให้กับผู้เข้าร่วมการอบรมฟังที่พื้นที่นาชาวนามหานคร หนองจอก
นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังเคยมีพระราชดำรัสเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า...

“การปลูกป่า ถ้าจะให้ราษฎรมีประโยชน์ ให้เขาอยู่ได้ ให้ใช้วิธีปลูกไม้ 3 อย่าง แต่มีประโยชน์ 4 อย่างคือ ไม้ใช้สอย ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ โดยรองรับการชลประทาน ปลูกรับซับน้ำ และปลูกอุดช่วงไหล่ตามร่องห้วย โดยรับน้ำฝนอย่างเดียว ประโยชน์อย่างที่ 4 ได้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ”


อ.ยักษ์ บรรยายหลักกสิกรรมธรรมชาติเพื่อแก้ปัญหาความยากจนทางปัญญาให้ผู้สนใจฟัง
การรับรู้ ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องนี้ ในศรัทธานี้ เกิดจากพลังการเรียนรู้ซึมซับกันมาจาก “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ” ซึ่งมีผู้ก่อตั้งคือ “อ.ยักษ์” หรือ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปในพื้นที่เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เพื่อบันทึกเทปรายการสภากาแฟนำมาเผยแพร่ทางช่อง NEWS 1 จึงได้เห็นโครงการขนาดใหญ่ที่ว่านี้



โครงนี้ใช้ชื่อว่า “ชาวนามหานครหนองจอก” ซึ่งเกิดจากกลุ่มคนที่มารวมตัวกัน มีทั้งเศรษฐี นักธุรกิจ ปัญญาชน หรือบรรดาคนมีกะตังค์ที่เชื่อมั่นและศรัทธาในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

โดยเฉพาะหลังยุคโรคระบาดจากเชื้อโควิด-19 พวกเขาเหล่านี้ยังได้ไปเรียนรู้ซึมซับ เรียนรู้หลักการทำกสิกรรมธรรมชาติกันมาจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง

เวลานี้กลุ่มชาวนามหานครเวลานี้มีแปลงทุ่งนาที่กระจายอยู่ในเขตเมืองหลวงถึง 14 แปลง เพียงแต่ที่ “ชาวนามหานครหนองจอก” ของ “คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม” อาจจะเป็นแปลงที่ใหญ่มาก




“เราไม่อยากเป็นคนจนที่มีแต่เงิน”

นี่คือประโยคที่นักธุรกิจใหญ่ คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม บอกเล่ากับสื่อมวลชน

อย่าได้ถามว่าที่ดินซื้อมามูลค่าเท่าไหร่ ใช้เงินไปเท่าไหร่เพื่อการลงทุนทำตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โคก หนอง นา ณ หนองจอก เมืองหลวงของประเทศไทย


คำปฏิญาณตน..จะสร้างความมั่งคั่งใหม่ จากเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่แผ่นดินไทยให้จงได้
คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งได้ปรึกษาลูกเมียเพื่อหาแก่นแท้ของชีวิตและการเป็นผู้ให้ เมื่อเป็นที่ตกลงเขาจึงทำความตั้งใจให้เป็นจริง

ความจริงแล้วผืนนาของเขาเป็นส่วนหนึ่งของทุ่งนาแปลงใหญ่ที่มีเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ โดยก่อนหน้านี้ชาวนาหนองจอกดั้งเดิมเขาทำกันไว้ แต่เป็นการทำนาแบบใช้สารเคมีกัน

ชาวนาเจ้าของที่ดินเดิมทำนากันจนเฒ่าจนแก่ บางคนขาด้วนเพราะต้องตัดขา รวมๆ แล้วว่ากันว่ามีชาวนาดั้งเดิมถูกตัดขาไปถึง 9 คน เพราะการเดินย่ำไปบนดินในแปลงนาที่ใช้สารเคมีเป็นประจำ เกิดแผลเปื่อยบริเวณขาจากการทำนา แล้วก็มีอยู่คนหนึ่งแขนด้วน เพราะใช้มือเปล่าๆ ลงไปคนสารเคมีเพื่อราดรดและพ่นฉีด

เรื่องราวเหล่านี้ คุณวรเกียรติ สุจิวโรดม บอกเล่าให้ผู้คนที่นั่งเรียนวิชาการทำเศรษฐกิจพอเพียงฟังถึงเรื่องราวของชาวนาหนองจอก



หลังยุคโควิด-19 ในเส้นทางของการปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อมั่นของมนุษยชาติ และรวมถึงคนไทยเราด้วย

เจ้าของชาวนามหานคร ณ หนองจอก เขาเลือกที่จะนำเอาหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โคก หนอง นา มาเป็นหลักชัยให้แก่ชีวิตพวกเขาและครอบครัว

อีกไม่นานพื้นที่ตรงนี้จะกลายเป็นพื้นที่ของความจริง ซึ่งเยาวชนคนรุ่นใหม่ในเมืองหลวงจะได้เห็นป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เป็นผืนป่าเพื่อเติมออกซิเจนให้คนในเมืองหลวง มีป่ากินได้ มีป่าไม้ใช้สอย ที่สำคัญมีป่าเพื่อช่วยดับความรุ่มร้อนของโลก

อีกไม่นานที่นี่เป็นแหล่งเก็บน้ำยามน้ำท่วมเมืองหลวง สามารถรองรับน้ำถึง 250,000 ลูกบาศเมตร เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตร

อีกไม่นานที่นี่จะกลายเป็นโรงเรียนชาวนา เพื่อสอนเศรษฐีตามคอนโดหรูในเมืองหลวง โดยจะมีการชักชวนผู้คนตามคอนโดหรูๆ ให้มาเรียนรู้การพลิกฟื้นแผ่นดิน ให้รู้จักการสร้างอาหาร ให้รู้จักสังคมหลังวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก


ค่ายฝึกคนเพื่อทำกสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี
ประโยคเด็ดที่ทำให้ผู้คนอึ้งไปตามๆ กัน และเชื่อว่าสร้างความฉงนสนเท่ห์ให้บางคนพอสมควรคือ “เราไม่อยากเป็นคนจนที่มีแต่เงิน” ยังดังก้องอยู่ในความรู้สึก

“ชาวนามหานคร” เหล่านี้ได้เลือกที่จะก้าวตาม “รอยเท้าพ่อ” จึงต้องนับเป็น “ขบวนบุญ” หรือขบวนของผู้คนที่พยายามช่วยกันคืนชีวิตให้แผ่นดิน!


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...