สุราษฎร์ธานี - โควิด-19 กระทบหนัก คนแห่รับข้าวสารแจกกว่า 500 คน แต่ไร้คนแจกต้องกลับบ้านมือเปล่า แม่ค้าขายกล้วยปิ้งวัย 59 ปี โอดชีวิตสุดอนาถขายของไม่ได้ ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ

เช้าวันนี้ (26เม.ย.) ที่บริเวณถนนริมเขื่อนแม่น้ำตาปี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้มีประชาชน จำนวนกว่า 500 คน นำสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า หมวกนิรภัย ขวดน้ำ ใบไม้ กิ่งไม้ ก้อนอิฐ รองเท้า ถุงผ้า เชือก ไม้ หรือสิ่งของที่หาได้มาวางจับจองพื้นที่บนฟุตปาธ เพื่อรอคิวขอรับบริจาคที่จะมีผู้ที่มีใจบุญใจกุศลนำข้าวสารอาหารแห้งมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อสถานการณ์การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิว
ซึ่งชาวบ้านบางรายบอกว่าเมื่อวานมารอของแจกทั้งวัน แต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจากของหมด วันนี้จึงมาเข้าคิวตั้งแต่ 05.00 น. เพื่อจะได้คิวรับข้าวสารอาหารแห้งในช่วงแรกๆ แต่ในช่วงเช้าก็ยังไม่มีผู้ใดนำสิ่งของมามอบให้แต่ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้อคงนั่งจับกลุ่มรอคอยความหวังกันต่อไป
ในขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พบกับ น.ส.จินดา ภิรมย์นก อายุ 59 ปี หรือป้าอ้อย แม่ค้าขายกล้วยปิ้ง ได้หิ้วตะกร้ามาขายกล้วยปิ้ง พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนทราบข่าวว่ามีการแจกข้าวสารจึงหิ้วตะกร้ามาขายกล้วยปิ้ง และรอคิวหวังว่าจะได้ข้าวสารไปหุงกิน เนื่องจากที่บ้านข้าวสารหมดแล้วและไม่มีเงินที่จะซื้อข้าวกิน แต่ก็ต้องผิดหวังทางผู้ใจบุญไม่แจก โดยให้คนมาแจ้งว่ามีคนจำนวนมากเกินไปไม่กล้าแจกข้าวสาร
โดยป้าอ้อย บอกว่า ตนมีอาชีพขายกล้วยปิ้ง และรับจ้างทั่วไป ได้มาเช่าบ้านเลขที่ 102/47 อยู่ด้วยกัน 5 ชีวิต มีลูกสาว ลูกชาย และหลานสาววัย 8 ขวบ ในราคา 2,000 บาทต่อเดือน โดยประกอบอาชีพขายกล้วยปิ้งอยู่ริมถนนศรีวิชัย 26 (ซอยโรงอิฐ) ปากทางซอย 6 ทางเข้าหมู่บ้านรินทอง ซึ่งก่อนจะมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนมีเงินเก็บอยู่ 2,000 บาท จึงได้มาสำรองในการใช้จ่ายแต่ระยะเวลายาวนานถึง 2 เดือน ประกอบกับการขายกล้วยปิ้งขายไม่ดี บางวันขาดทุน บางวันก็ขายได้กำไร 100 บาท ก็ต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน

ส่วนลูก 2 คนทำงานเป็นลูกจ้างรายได้ลดลงกว่าครึ่ง จึงได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งเช้าวันนี้ข้าวสารที่ใช้หุงกินหมดถุงจริงๆ ตนมีเงินติดตัวอยู่ 200 บาท ก็ต้องนำไปลงทุนซื้อกล้วยมาขายหวังจะได้กำไร 100 บาท มาซื้อข้าวกิน เมื่อมีเพื่อนบอกว่าบริเวณนี้เขาจะแจกข้าวสารจึงเดินทางมา
ป้าอ้อย ยังบอกอีกว่า ในแต่ละวันที่ผ่านมาต้องกินกันอย่างประหยัดและกินกันเพียง 1 มื้อ และเช้าวันนี้นำข้าวสารที่มีอยู่หุงกินกันพร้อมซื้อผักบุ้งมา 2 กำๆ ละ 10 บาท ผัดกับน้ำมันให้ลูกสาวคดห่อใส่ถุงไปกินที่ทำงาน ซึ่งในบางวันที่ผ่านมา หลานสาววัย 8 ขวบก็กินข้าวสวยคลุกน้ำปลา ในส่วนการช่วยเหลือของภาครัฐไม่เคยได้รับแม้แต่เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เหตุผิดเงื่อนไข ส่วนของแจกเคยได้รับครั้งเดียวที่หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นไข่ไก่จำนวน 3 ฟอง และหน้ากากผ้า 1 ผืน เพียงเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวเมื่อไปถึงบ้านและตรวจสอบพบสภาพความเป็นอยู่ถึงสะอึก จึงได้โทร.ประสานไปยัง น.ส.นิรมล พร้อมมะลิ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวสุราษฎร์ธานี เพื่อขอความช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างเร่งด่วน โดยนำข้าวสาร 1 ถุง พร้อมมาม่า 2 แพก มามอบให้ สร้างความประทับใจแก่ป้าอ้อยแม่ค้ากล้วยปิ้งเป็นอย่างมาก
เช้าวันนี้ (26เม.ย.) ที่บริเวณถนนริมเขื่อนแม่น้ำตาปี เขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ได้มีประชาชน จำนวนกว่า 500 คน นำสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า หมวกนิรภัย ขวดน้ำ ใบไม้ กิ่งไม้ ก้อนอิฐ รองเท้า ถุงผ้า เชือก ไม้ หรือสิ่งของที่หาได้มาวางจับจองพื้นที่บนฟุตปาธ เพื่อรอคิวขอรับบริจาคที่จะมีผู้ที่มีใจบุญใจกุศลนำข้าวสารอาหารแห้งมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อสถานการณ์การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเคอร์ฟิว
ซึ่งชาวบ้านบางรายบอกว่าเมื่อวานมารอของแจกทั้งวัน แต่ก็ต้องผิดหวังเนื่องจากของหมด วันนี้จึงมาเข้าคิวตั้งแต่ 05.00 น. เพื่อจะได้คิวรับข้าวสารอาหารแห้งในช่วงแรกๆ แต่ในช่วงเช้าก็ยังไม่มีผู้ใดนำสิ่งของมามอบให้แต่ชาวบ้านก็ไม่ย่อท้อคงนั่งจับกลุ่มรอคอยความหวังกันต่อไป
ในขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้พบกับ น.ส.จินดา ภิรมย์นก อายุ 59 ปี หรือป้าอ้อย แม่ค้าขายกล้วยปิ้ง ได้หิ้วตะกร้ามาขายกล้วยปิ้ง พร้อมบอกกับผู้สื่อข่าวว่าตนทราบข่าวว่ามีการแจกข้าวสารจึงหิ้วตะกร้ามาขายกล้วยปิ้ง และรอคิวหวังว่าจะได้ข้าวสารไปหุงกิน เนื่องจากที่บ้านข้าวสารหมดแล้วและไม่มีเงินที่จะซื้อข้าวกิน แต่ก็ต้องผิดหวังทางผู้ใจบุญไม่แจก โดยให้คนมาแจ้งว่ามีคนจำนวนมากเกินไปไม่กล้าแจกข้าวสาร
โดยป้าอ้อย บอกว่า ตนมีอาชีพขายกล้วยปิ้ง และรับจ้างทั่วไป ได้มาเช่าบ้านเลขที่ 102/47 อยู่ด้วยกัน 5 ชีวิต มีลูกสาว ลูกชาย และหลานสาววัย 8 ขวบ ในราคา 2,000 บาทต่อเดือน โดยประกอบอาชีพขายกล้วยปิ้งอยู่ริมถนนศรีวิชัย 26 (ซอยโรงอิฐ) ปากทางซอย 6 ทางเข้าหมู่บ้านรินทอง ซึ่งก่อนจะมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ตนมีเงินเก็บอยู่ 2,000 บาท จึงได้มาสำรองในการใช้จ่ายแต่ระยะเวลายาวนานถึง 2 เดือน ประกอบกับการขายกล้วยปิ้งขายไม่ดี บางวันขาดทุน บางวันก็ขายได้กำไร 100 บาท ก็ต้องนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือน
ส่วนลูก 2 คนทำงานเป็นลูกจ้างรายได้ลดลงกว่าครึ่ง จึงได้รับผลกระทบหนัก ซึ่งเช้าวันนี้ข้าวสารที่ใช้หุงกินหมดถุงจริงๆ ตนมีเงินติดตัวอยู่ 200 บาท ก็ต้องนำไปลงทุนซื้อกล้วยมาขายหวังจะได้กำไร 100 บาท มาซื้อข้าวกิน เมื่อมีเพื่อนบอกว่าบริเวณนี้เขาจะแจกข้าวสารจึงเดินทางมา
ป้าอ้อย ยังบอกอีกว่า ในแต่ละวันที่ผ่านมาต้องกินกันอย่างประหยัดและกินกันเพียง 1 มื้อ และเช้าวันนี้นำข้าวสารที่มีอยู่หุงกินกันพร้อมซื้อผักบุ้งมา 2 กำๆ ละ 10 บาท ผัดกับน้ำมันให้ลูกสาวคดห่อใส่ถุงไปกินที่ทำงาน ซึ่งในบางวันที่ผ่านมา หลานสาววัย 8 ขวบก็กินข้าวสวยคลุกน้ำปลา ในส่วนการช่วยเหลือของภาครัฐไม่เคยได้รับแม้แต่เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เหตุผิดเงื่อนไข ส่วนของแจกเคยได้รับครั้งเดียวที่หน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นไข่ไก่จำนวน 3 ฟอง และหน้ากากผ้า 1 ผืน เพียงเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวเมื่อไปถึงบ้านและตรวจสอบพบสภาพความเป็นอยู่ถึงสะอึก จึงได้โทร.ประสานไปยัง น.ส.นิรมล พร้อมมะลิ ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าวสุราษฎร์ธานี เพื่อขอความช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างเร่งด่วน โดยนำข้าวสาร 1 ถุง พร้อมมาม่า 2 แพก มามอบให้ สร้างความประทับใจแก่ป้าอ้อยแม่ค้ากล้วยปิ้งเป็นอย่างมาก


