xs
xsm
sm
md
lg

ทุกข์ร้อนซ้ำซากจาก ‘คราบน้ำมันปริศนา’ คำถามจากชาวบ้านที่ไม่ตรงคำตอบ!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

..
โดย..ศูนย์ข่าวหาดใหญ่
..


.
วนเวียนซ้ำซากเป็นประจำทุกต้นปีสำหรับคราบน้ำมันที่ลอยเป็นแพอยู่ในอ่าวไทย ก่อนจะพากันขึ้นมาเป็นก้อนน้ำมันเกยอยู่เต็มหาด โดยที่เป็นปัญหามากในขณะนี้คือ ในพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ลามมาถึง อ.ระโนด และ อ.สทิงพระ จ.สงขลา มีระยะทางกว่า 60 กิโลเมตร
 .
แม้ว่าจะเกิดซ้ำเช่นนี้ แต่หน่วยงานของรัฐกลับจัดการป้องกันอะไรไม่ได้เลย มิหนำซ้ำ เมื่อเกิดเรื่อง แม้จะเป็นข่าวออกไปหรือมีชาวบ้านไปแจ้งแล้วก็ตาม แต่กว่าที่เจ้าหน้าที่รัฐจะหันมาเหลียวแล ก็เหมือนจะเชื่องช้าเสียเหลือเกิน
 .
ล่าสุด ปีนี้กว่าที่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่เพื่อเก็บตัวอย่างก้อนน้ำมันที่มาเกยหาดหัวไทร ก็ล่วงเลยไปกว่าสัปดาห์ และเมื่อเก็บไปแล้วก็เหมือนจะเงียบหายไป
 .
อะไรคือสาเหตุของปัญหาน้ำมันรั่วไหลในทะเลไทย?
 .
โครงการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รวบรวมข้อมูลเผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์ฐานความรู้ทางทะเล www.mkh.in.th ระบุว่า สาเหตุของการที่น้ำมันรั่วไหลลงทะเลนั้นมีทั้งเกิดได้ตามธรรมชาติ เช่น รั่วจากแหล่งน้ำมันใต้ดิน และเกิดได้จากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งจากการกระทำของมนุษย์นี้ถือเป็นสาเหตุหลักของการรั่วไหล เช่น การขุดเจาะน้ำมัน การลักลอบปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ กิจกรรมขนส่งทางทะเล
 .


.
โครงการดังกล่าวยังได้ระบุถึงผลกระทบจากน้ำมันที่รั่วไหลลงสู่ทะเลไว้ว่า น้ำมันที่รั่วไหลลงไปนั้นจะเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพทั้งทางกายภาพ เคมี และชีวภาพ เริ่มจากน้ำมันบางส่วนจะระเหยไป ส่วนที่เหลือจะเปลี่ยนสภาพไปตามคุณสมบัติเฉพาะของน้ำมันชนิดนั้นๆ และปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด กระแสน้ำ และอุณหภูมิ โดยคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง และปิดกั้นการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช สาหร่าย และพืชในน้ำ อีกทั้งยังจะไปส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงภาวการณ์ย่อยสลายของแบคทีเรียในน้ำ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตในน้ำ รวมไปถึงนกด้วย
 .
ข้อมูลอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน พ.ย.2557 จนถึง ก.ย.2559 โดยสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ระบุว่า ในพื้นที่อ่าวไทยมีการรั่วไหลของน้ำมันทั้งสิ้น 13 ครั้ง แบ่งเป็น 4 เขต คือ (1) อ่าวไทยฝั่งตะวันออก 7 ครั้ง (2) อ่าวไทยตอนบน 2 ครั้ง (3) อ่าวไทยตอนกลาง 2 ครั้ง และ (4) อ่าวไทยตอนล่าง 2 ครั้ง แต่ไม่พบการรั่วไหลจากบริเวณแท่นผลิตหรือแท่นขุดสำรวจปิโตรเลียม
 .
สอดคล้องต่อข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงพลังงานโดย ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ยืนยันว่า จากกรณีที่มีก้อนน้ำมันเกิดขึ้นบริเวณชายหาดหัวไทร จ.นครศรีธรรมราชนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ได้ตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทผู้รับสัมปทานทุกรายที่มีการดำเนินงานในอ่าวไทยทันที โดยตรวจสอบย้อนหลังไป 90 วัน พบว่าไม่มีการรั่วไหลของน้ำมันดิบจากกระบวนการผลิตและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องแต่อย่างใด
 .
อย่างไรก็ตาม โครงการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลได้มองย้อนไปในระหว่างปี 2547-2556 อ้างอิงข้อมูลจากกรมเจ้าท่า พบว่า เคยมีการรั่วไหลจากบริเวณแท่นผลิตหรือแท่นขุดสำรวจปิโตรเลียมทั้งสิ้น 15 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 24 ของทั้งหมดของการรั่วไหล ทั้งนี้ เมื่อสำรวจข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมเจ้าท่าโดยตรงพบว่า หลังจากปี 2556 มีการรายงานสถิติการรั่วไหลของน้ำมันไว้ที่ปี 2560 เท่านั้น โดยในปีนั้นมีการรั่วไหลของน้ำมันในเขตอ่าวไทยเพียง 2 ครั้งคือ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2560 เกิดการรั่วไหลจากเรือบรรทุกสินค้าในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง C1 และที่ชายหาดใน ต.เพชรพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2560
 .


.
โครงการจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลยังอ้างอิงข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษเมื่อปี 2554 ที่ได้จำแนกเขตความเสี่ยงต่อน้ำมันรั่วไหลในน่านน้ำไทยออกเป็น 4 เขต คือ (1) มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ บริเวณชายฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม มีกิจกรรมการขนถ่ายน้ำมันบริเวณท่าเทียบเรือและกลางทะเล มีการจราจรทางน้ำหนาแน่น (2) มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงท่าเรือคลองเตย เป็นเส้นทางหลักของเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และเรือโดยสาร อีกทั้งเป็นที่ตั้งคลังน้ำมันหลายแห่งริมฝั่งแม่น้ำ
 .
(3) มีความเสี่ยงสูงปานกลาง บริเวณฝั่งทะเลอ่าวไทย ได้แก่ อ่าวไทยด้านตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง และสงขลา และฝั่งทะเลอันดามัน ครอบคลุมพื้นที่ จ.ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล โดยพื้นที่นี้มี จ.สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ที่มีน้ำมันรั่วไหลทุกปี นับตั้งแต่ปี 2516 โดยน้ำมันรั่วไหลอาจเกิดจากเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางเข้าออกช่องแคบมะละกา การขนถ่ายน้ำมัน ท่าเรือน้ำลึก และท่าเรือโดยสาร และ (4) มีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ พื้นที่บริเวณฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันนอกเหนือจากที่ระบุไว้ใน 3 เขตข้างต้น
 .
หนึ่งในการจัดการปัญหาน้ำมันรั่วไหลนั้น เมื่อวันที่ 21 พ.ย.2561 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือเอ็มโอยูระหว่าง 10 องค์กร เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลลายนิ้วมือน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย (Development of Crude Oil and Relevant Oil Product Fingerprint Library in Thailand) เพื่อสนับสนุนการบ่งชี้แหล่งที่มาของก้อนน้ำมันดิบและคราบน้ำมันในประเทศไทยบนพื้นฐานทางวิชาการภายใต้กรอบมาตรฐานสากล
 .
10 องค์กรที่ร่วมลงนามในครั้งนั้น ประกอบด้วย (1) กรมควบคุมมลพิษ (2) กรมเจ้าท่า (3) กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (4) กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (5) กรมศุลกากร (6) ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ในส่วนของกองทัพเรือ (7) วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (8) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC (9) สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และ (10) สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน
 .


.
นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในขณะนั้น ระบุถึงการลงนามดังกล่าวว่า นับเป็นความร่วมมือร่วมกันครั้งแรกในประเทศไทย ที่มีถึง 10 หน่วยงานซึ่งมีความเข้มแข็งในด้านต่างๆ มาร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพในการแก้ไขปัญหาการลักลอบทิ้งน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 .
“ในเวลาที่เกิดปัญหาน้ำมันรั่วจะได้มีการพิสูจน์เชื่อมโยงเพื่อหาผู้รับผิดชอบ ทั้งในเรื่องของการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาระในการฟื้นฟู ซึ่งที่ผ่านมา คราบน้ำมันนับเป็นปัญหามลพิษข้ามแดน เมื่อเกิดที่หนึ่งแล้วกระจายไปทั่ว และส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามาจากไหน มีประมาณ 20% เท่านั้นที่จะทราบหากมาจากแหล่งใหญ่ๆ”
 .
ด้าน นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ในขณะนั้น กล่าวว่า ลักษณะเฉพาะนี้เรียกว่าเป็นข้อมูลลายนิ้วมือน้ำมัน (Oil fingerprint) และนำมาเปรียบเทียบฐานข้อมูลลายนิ้วมือของน้ำมันที่มีการขนส่งบริเวณใกล้เคียง ซึ่งหลังจากนี้ คพ.จะบูรณาการกับทุกหน่วยงานในการขับเคลื่อน โดยจะร่วมกันกำหนดกรอบแผนการดำเนินงาน และจะเสนอจัดตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ MOU ต่อไป
 .
หลังการลงนามในครั้งนี้ ผู้แทนบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ระบุว่า คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการจัดทำข้อมูลฐาน 3 ปี โดยในระยะแรกเป็นการจัดทำฐานข้อมูลน้ำมันดิบที่มีการนำเข้ามาในประเทศไทย หลังจากนั้นจึงจะขยายผลไปสู่การทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบต่อไป
 .
ทั้งนี้ มีข้อมูลในขณะนั้นว่า ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันจาก 99 แหล่งทั่วโลก โดยมีบริษัทน้ำมันที่เกี่ยวข้อง 23 บริษัท ซึ่งหน่วยงานรัฐและเอกชนจะร่วมกันจัดเก็บน้ำมันตัวอย่างของทุกบริษัทมาวิเคราะห์ และทำเป็นฐานข้อมูลเพื่อใช้เทียบเคียงในกรณีที่เกิดเหตุการณ์พบคราบน้ำมันและก้อนน้ำมัน
 .


.
แม้จะมีการจัดทำฐานข้อมูล แต่เมื่อมีการรั่วไหลของน้ำมัน โดยเฉพาะในพื้นที่หาดหัวไทร ที่เกิดขึ้นทุกปี กลับยังระบุถึงที่มาไม่ได้ ซึ่งในปีนี้ ดร.สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวถึงการตรวจสอบคราบน้ำมันที่หาดหัวไทรว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ประสานไปยังสำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราชให้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างก้อนน้ำมันเพื่อส่งไปวิเคราะห์ยังห้องปฏิบัติการตรวจพิสูจน์คุณสมบัติเปรียบเทียบกับน้ำมันดิบในอ่าวไทยควบคู่กันไปด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการวิเคราะห์ผล คาดว่าจะทราบผลในอีกประมาณ 1-2 เดือน
 .
ก็หวังว่าอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เราจะได้รับทราบผลที่ออกมาว่า น้ำมันที่ลอยกันเต็มทะเลและมาเกยกันเต็มหาดทรายมีที่มาที่ไปกันอย่างไร ไม่อยากให้ระยะเวลานานนับ 2 เดือนกลายเป็นการซื้อเวลาเพื่อให้เรื่องเงียบหายไป แล้วปีหน้าฟ้าใหม่ คนหัวไทร ระโนด และสทิงพระก็ต้องมาเจอกับคราบน้ำมันแบบเดิมอย่างนี้ซ้ำซากเหมือนอย่างที่่เคยเจอทุกปี แล้วก็ไม่มีใครมาช่วยอะไรได้ นอกจากบอกว่า รอผลตรวจแล้วก็เงียบหายไป!
.