xs
xsm
sm
md
lg

กป.อพช.วิพากษ์หนักนายทุนเหมืองหินอุ้ม “เอกชัย อิสระทะ” จี้รัฐคุ้มครองพยานไปศาลพัทลุงเริ่ม 18 ก.พ.นี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - กป.อพช.ตั้งโต๊ะวิพากษ์กรณี “เอกชัย อิสระทะ” ถูกคนของ “บ.สิงห์ศิลาทอง” อุ้มจากเวทีสัมปทานเหมืองหินที่ จ.พัทลุง พร้อมร่อนแถลงการณ์จี้รัฐให้คุ้มครองความปลอดภัย อย่าให้เกิดการข่มขู่คุกคามประชาชนขึ้นอีก พร้อมให้ยกเลิกแผนแม่บทแร่ที่เอาแต่เอื้อนายทุน ด้านคดีศาลนัดสืบพยาม 18, 18-25 ก.พ.นี้
 
วันนี้ (12 ก.พ.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จัดเวทีเสวนาและแถลงข่าวกรณี นายเอกชัย อิสระทะ นักกิจกรรมและเลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ทั้งระดับภาคใต้และระดับชาติ ถูกอุ้มขังระหว่างการสังเกตการณ์เวทีรับฟังความคิดเห็นเหมืองหินใน จ.พัทลุง จนกลายเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา ณ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กรุงเทพมหานคร
 
นายสมบูรณ์ กำแหง ที่ปรึกษา กป.อพช.ภาคใต้ กล่าวถึงความเป็นมากรณีการอุ้มขังนายเอกชัย ว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค.2562 ในพื้นที่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง โดยมีบริษัทเอกชนยื่นขอประทานบัตรเพื่อประกอบกิจการเหมืองแร่ แล้วมีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการ นายเอกชัย ในฐานะผู้ติดตามเรื่องเหมืองแร่มาต่อเนื่องจึงได้เข้าไปร่วมเวทีเพื่อรับฟังข้อมูลเหมืองหิน ปรากฏว่า เมื่อเข้าถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นได้ถูกชายฉกรรจ์หลายคนเข้ามาล้อม ก่อนจะถามเอกชัย ว่าเขาเป็นใคร ด้วยเห็นว่าเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวเป็นเวทีเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมได้ และไม่ได้คิดว่าจะมีการคุกคามเกิดขึ้น นายเอกชัย จึงตอบไปตามตรงว่า เป็นประชาชนทั่วไป มีสิทธิในการเข้าร่วมเวทีดังกล่าวได้
 
“เมื่อตอบไปเช่นนั้นชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าวจึงทำการยึดข้าวของและทรัพย์สิน ทั้งโทรศัพท์มือถือ บัตรประชาชนและรถยนต์ แล้วอุ้มนายเอกชัย ไปไว้ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งประมาณ 4-5 ชั่วโมง จนกระทั่งเวทีรับฟังความคิดเห็นเสร็จจึงปล่อยตัวนายเอกชัย ก่อนปล่อยยังได้ข่มขู่ทำนองว่าหากนายเอกชัย ไปบอกต่อสื่อมวลชน พวกเขาจะไม่รับรองความปลอดภัยในชีวิต กรณีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นรุนแรง” นายสมบูรณ์ กล่าว
 
นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตื (กสม.) กล่าวว่า ในประเด็นเรื่องมาตรการการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เมื่อปลายปี 2562 กระทรวงยุติธรรมได้เปิดแผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ถือเป็นหน้าเป็นตาอย่างมากของรัฐบาลไทย แต่ถึงปัจจุบันยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือหลักประกันอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะไม่ถูกฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดปาก ไม่ถูกคุกคามหรืออุ้มหาย ไม่ว่าจะไม่กี่ชั่วโมงหรือหายไปเลยก็ตาม
 
“ในพื้นที่ที่นายเอกชัย ถูกอุ้ม ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ที่ชาวบ้านคัดค้านการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่ง ต่อมา แกนนำถูกคุกคามด้วยการใช้อาวุธสงครามยิงถล่มบ้าน ตำรวจดำเนินการสอบสวน แต่ท้ายที่สุดกลับมีคำสั่งงดการสอบสวน เนื่องจากไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด ไม่สามารถนำตัวคนมาลงโทษได้ ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก และเราไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะมาเกิดกับคนอย่างนายเอกชัย ที่ทำงานเคลื่อนไหวมาอย่างยาวนาน” นางอังคณา กล่าวและว่า
 
สิ่งที่เกิดขึ้นยังได้สร้างความหวาดกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ทำงานสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ภาคใต้ อาจมองได้ว่าแม้แต่นายเอกชัย คนที่เป็นที่รู้จักยังถูกกระทำเช่นนี้ ก็อาจไม่มีหลักประกันใดเลยกับชาวบ้านที่ไม่เป็นที่รู้จัก ที่จะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน ในแง่นี้รัฐบาลจะต้องกำกับดูแลและให้คำมั่นว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิชุมชน เขาจะไม่ถูกทำร้าย ไม่ถูกทำให้หวาดกลัวและถูกอุ้มหาย จึงหวังว่าในช่วงของการพิจารณาคดีพยานในคดี โดยเฉพาะนายเอกชัย จะต้องไม่ถูกคุกคาม
 
นายรัษฎา มนูรัษฎา ทนายความสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า วันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายเอกชัย ในฐานะที่ทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนที่เข้าสังเกตการณ์ประชาพิจารณ์ว่า เป็นการกระทำที่โปร่งใสมากน้อยแค่ไหน แต่ต้องมาประสบเหตุชายฉกรรจ์อุ้ม พฤติการณ์แบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำประชาพิจารณ์เพื่อไปบอกว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบแล้ว โครงการนี้สมควรเดินหน้าต่อ แต่มันทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและวิธีการ
 
“การเอาตัวนายเอกชัย ไปควบคุมกักขังตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเวทีรับฟังความเห็นเสร็จสิ้น ถ้าเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการนั้นๆ แสดงว่าโครงการนั้นเป็นโครงการที่ไม่ชอบ และประชาชนสามารถดำเนินการฟ้องต่อศาลปกครองได้”
 
นายรัษฎา กว่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังปรากฏว่านักข่าวในพื้นที่ที่เข้าไปทำข่าวในวันนั้นก็ถูกชายฉกรรจ์เรียกไปพูดคุยหลังเวทีและข่มขู่ไม่ให้นำเสนอข่าว เมื่อนักข่าวถามเหตุผลชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าวตอบว่า อย่าเสนอข่าวก็แล้วกัน เขาได้เคลียร์กับนักข่าวอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว สิ่งเหล่านี้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องพิจารณาว่า โครงการนี้มีปัญหาแล้ว คาดหวังว่าในการพิจารณาคดีในศาลเจ้าหน้าที่ในระดับบังคับบัญชาจะต้องสั่งการให้ปกป้องคุ้มครองพยานที่จะมาให้การในศาล เพราะถ้าหากพยานหวาดกลัวจะส่งผลต่อกระบวนการยุติธรรม คนผิดอาจลอยนวลได้หากขาดพยานปากที่สำคัญ
 
สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินคดีกรณีนายเอกชัย ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อุ้มจากเวทีประชาพิจารณ์นั้น ศาลจังหวัดพัทลุงได้นัดสืบพยานครั้งแรกในวันที่ 18 ก.พ.2563 แล้วจากนั้นนัดสืบพยานต่อระหว่างวันที่ 25-28 ก.พ.2563
 


 
ภายหลังเวทีเสวนาได้มีการอ่านแถลงการณ์ในนาม กป.อพช.เรื่อง “รัฐต้องคุ้มครองนายเอกชัย อิสระทะ และต้องเร่งแก้ไขปัญหาการข่มขู่คุกคามนักปกป้องสิทธิชุมชนกรณีเหมืองแร่ทั่วประเทศ” ความว่า
 .
ตามที่ นายเอกชัย อิสระทะ ซึ่งเป็นนักพัฒนาเอกชนและยังดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ทั้งระดับภาค และระดับชาติ และยังเป็นนักปกป้องสิทธิชุมชนที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน ถูกคนกลุ่มหนึ่งควบคุมตัวและนำไปกักขังหน่วงเหนี่ยวไว้ในที่แห่งหนึ่ง จนต้องสูญเสียอิสรภาพ และมีความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน อันถือเป็นการกระทำที่อุกอาจ และไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองแต่อย่างใด
 
ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2562 ณ มัสยิดแห่งหนึ่งของ ต.คลองใหญ่ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ซึ่งเป็นสถานที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นการขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ของ บริษัท สิงห์ศิลาทอง จำกัด ที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานรัฐตามกระบวนการภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2560 มาตรา 56 จึงถือได้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะของชุมชน และการเข้ารับฟังความคิดเห็นในเวทีดังกล่าวนั้นได้เปิดกว้างให้แก่ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้
 
โดยนายเอกชัย มีความประสงค์ที่จะเข้าไปสังเกตการณ์ในเวทีดังกล่าว แต่กลับถูกชายฉกรรจ์กว่า 10 คนเข้าประกบและควบคุมตัว แล้วนำไปกักขังไว้ในที่แห่งหนึ่งของ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เกือบ 1 วันเต็ม พร้อมกันนี้ ได้ข่มขู่ว่าจะไม่รับรองความปลอดภัยหากนำเรื่องนี้ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
 
กป.อพช.มีความเห็นว่า กรณีการข่มขู่คุกคามในลักษณะเช่นนี้ได้เกิดขึ้นกับหลายกรณีทั่วทุกภูมิภาค อันเป็นปัญหามาจากกระบวนการและข้อกฎหมายที่ไร้มาตรฐาน อันรวมถึงผลประโยชน์มหาศาลของกลุ่มธุรกิจเหมืองแร่ ที่พร้อมจะใช้ทุกวิธีเพื่อให้ตนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่สัมปทานอย่างเต็มที่ จึงเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรปล่อยให้กรณีของนายเอกชัย เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ อีกต่อไป จึงมีข้อเสนอดังนี้ 
 
1.ต้องจัดให้มีการคุ้มครอง นายเอกชัย อิสระทะ ในฐานะพยานคดีอุ้มขังจากกรณีการเข้าร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการสัมปทานเหมืองหินเขาน้อย อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ให้ได้รับความปลอดภัยอย่างเต็มที่ทั้งในระหว่าง และหลังกระบวนการพิจารณาคดี
 
2.รัฐบาลจะต้องติดตาม ตรวจสอบโครงการสัมปทานเหมืองแร่ในทุกภูมิภาคว่า มีการกระทำการในลักษณะข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความทุกข์ร้อนให้แก่ประชาชนในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่อย่างไร พร้อมกับสร้างมาตรการป้องกันหรือป้องปรามการกระทำการดังกล่าวอย่างเข้มข้น
 
3.ต้องยกเลิกแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับปัจจุบัน และให้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการแร่ฉบับใหม่ โดยต้องยึดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแหล่งแร่ใหม่ตามเจตนาของ พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะมาตรา 17 วรรค 4 และต้องคำนึงถึงการคุ้มครองความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พื้นที่แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม วิถีวัฒนธรรมและความสำคัญทางโบราณคดี