xs
xsm
sm
md
lg

“พ.ต.อ.ทวี” ยกกรณีเงินบาทลอยตัวปี 2540 เป็นบทเรียนเทียบสถานการณ์เงินบาทแข็ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 
ศูนย์ข่าวภาคใต้ - พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์เพจชี้กรณี “เงินบาทแข็ง-เงินบาทลอยตัว” เป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าของไทย ยกประสบการณ์เคยเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดี ปรส. ชี้คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่จะฉลาดกว่าถ้าเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น

วันนี้ (18 ม.ค.) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ในเพจ Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง เรื่อง “เงินบาทแข็ง-เงินบาทลอยตัว” บทเรียนที่ทรงคุณค่าของไทย!! โดยระบุว่า ค่าเงินบาทไทยแข็งหรือค่าเงินบาทมีอัตราสูงกว่าค่าเงินบาทที่แท้จริงที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นสาเหตุของปัญหาเศรษฐกิจ ประเทศไทยเคยประสบและบทเรียนมาแล้ว ที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” เมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมา หรือ 20 กว่าปีมาแล้ว ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ที่มีอยู่ จากการเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดีการขายสินทรัพย์ของ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ คดี ปรส. เป็นประสบการณ์ที่ได้จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่มีประเด็นเกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทแข็งด้วย มาเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า กล่าวคือ ในช่วงที่รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงวันที่ 25 พ.ย.2539-8 พ.ย.2540 ส่วนตัวได้เคยขออนุญาตพบเพื่อสัมภาษณ์และซักถาม พล.อ.ชวลิต เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2549 พล.อ.ชวลิตได้ให้บันทึกถ้อยคำไว้ด้วย พร้อมทั้งได้สรุปถึงบริบทของปัญหาในขณะนั้นว่า สภาพของประเทศไทยในขณะนั้นพบว่ามีปัญหาด้านเศรษฐกิจจากการก่อหนี้ต่างประเทศอย่างต่อเนื่องจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง และปัญหาคุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงิน จนเป็นเหตุให้เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศชะลอลง ในขณะที่การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจากการเรียกหนี้คืน โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่องในประเทศ และมีผลกระทบต่อฐานะเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างรุนแรง จึงได้ตราพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 เพื่อจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” เรียกโดยย่อว่า ปรส.ขึ้น

 

นายทักษิณ ชินวัตร (แฟ้มภาพ)
 
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า กรณี ปรส.เป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่า คือ ต่อมาในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 3/2545 ลงวันที่ 8 ม.ค.2545 ลงนามโดยนายสมคิด แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตกรณีทางเศรษฐกิจ ขึ้นมี นายยุวรัตน์ กมลเวชช์ เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศเพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ (หรือ ศสปป.) และมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถจำนวนหนึ่งเป็นคณะกรรมการ และมีทีมงานศึกษาวิจัยจากนักวิชาการสนับสนุนด้วย

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ผลการศึกษาของคณะกรรมการทั้งหมดได้นำมาพิจารณาและรวบรวมเป็นหลักฐานในสำนวนการสอบสวนด้วย ซึ่งจำได้ว่ามีประมาณเกือบ 40 เล่ม กรณีสาเหตุการเกิดวิกฤตกรณีทางเศรษฐกิจมีหลายประการ แต่ที่เกี่ยวเนื่องกับ “เงินบาทแข็ง” ด้วย พอสรุปได้ว่าเกิดจาก “...รัฐบาลในช่วงปี พ.ศ.2535-2536 ได้การกำหนดนโยบายการผ่อนคลายระเบียบกฎเกณฑ์และข้อจำกัดต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจ และเมื่อเดือน ก.ย.2536 ได้จัดตั้งวิเทศธนกิจ (International Banking Ficilities, IBF) ได้อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างชาติดำเนินธุรกิจวิเทศธนกิจ มีการระดมเงินจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ภายในประเทศ (Out-In Transaction for Foreign Currencies)

และเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ แต่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ภายในประเทศอยู่ในระดับสูง การมีส่วนต่างมาก ทำให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ แข่งขันการทำกำไร เร่งนำเข้าเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศมาปล่อยกู้ และเมื่ออัตราดอกเบี้ยภายในประเทศถูกกำหนดให้อยู่ในระดับค่อนข้างสูง การลงทุนผลิตสินค้าจึงขยายตัวน้อย ทำให้การขยายสินเชื่อสู่ภาคการผลิตสินค้ามีขอบเขตจำกัด เหลือแต่ภาคการผลิตที่มีการเก็งกำไร เช่น ธุรกิจเก็งกำไรที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

อีกส่วนหนึ่งเป็นสินเชื่อเพื่อซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยใช้หุ้นค้ำประกัน (Margin Loan) การซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ และธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคฟุ่มเฟือยจากต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งมีผลทำให้หนี้สินต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น มีการใช้สินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย ราคาที่ดินสูงขึ้น มีการใช้เงินตราต่างประเทศไปในทางไม่ส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น

ต้องยอมรับว่าช่วงเริ่มนโยบายอัตราการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับสูง ทำให้หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของไทยจะเจริญรุ่งเรืองต่อไปอย่างต่อเนื่อง แต่แล้วโดยไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ตั้งแต่ปี 2539 การขยายตัวการส่งออกหยุดชะงักอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ค่าเงินบาทไทยที่ใช้ค่อนข้างคงที่มีอัตราสูงกับค่าเงินบาทที่แท้จริง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของเจ้าหนี้และนักลงทุนต่างประเทศ เริ่มเข้มงวดการปล่อยกู้และต่ออายุสัญญาเงินกู้ เงินตราต่างประเทศได้ไหลออก นักค้าเงินต่างประเทศ สถาบันการเงินไทย และนักธุรกิจไทย หันมาเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนมีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งในปี 2539-2540 ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศร่อยหรอเกือบหมด”

 

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (แฟ้มภาพ)
 
พ.ต.อ.ทวี ยังเขียนไว้ว่า พล.อ.ชวลิต ตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 ก.ค.2540 นั้น ซึ่งหลังลอยค่าเงินบาทให้เป็นราคาตามจริง ได้เกิดทั้งวิกฤตและโอกาส กล่าวคือ ภายใน 1 ปี ค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก 25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ไปสูงมากที่สุดเป็น 56 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (ม.ค.2541) ได้เกิดปัญหาใหญ่กับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่พุ่งขึ้นไป 47 เปอร์เซ็นต์ พวกนายแบงก์ นักลงทุนที่กู้เงินต่างชาติได้รับผลกระทบมาก เศรษฐกิจที่ทรุดตัวลงอย่างหนักหลังประกาศลอยตัวค่าเงินบาทส่งผลทางการเมืองจน พล.อ.ชวลิต ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในอีก 4 เดือนต่อมา

แต่ที่เป็นผลดีที่เป็นโอกาส คือหลังจากประเทศไทย จากการประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในเวลาต่อมา คือ เศรษฐกิจประเทศไทยโดยรวมพัฒนาดีขึ้น มีรายได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัด ประชาชนมีรายได้มากขึ้นจากการท่องเที่ยว สินค้าเกษตรและการส่งออกของประเทศเพิ่มมากขึ้น เศรษฐกิจฟื้นตัวทำให้มีศักยภาพคืนหนี้ต่างประเทศต่อมา

“อดีตเป็นสมบัติของมวลมนุษย์ทั้งโลกเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ แต่เราเรียนรู้ชีวิตผู้อื่นจากอดีตโดยไม่จำกัด ชาติและวัฒนธรรม ซึ่งบทเรียนในอดีตถ้าเป็นเรื่องอันเจ็บปวดเราจะต้องไม่ให้เกิดซ้ำรุ่นต่อๆ ไป เพราะคนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต แต่จะฉลาดกว่าถ้าเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น ดังนั้น บทเรียนกรณีเงินบาทแข็ง-เงินบาทลอยตัวจึงถือว่าเป็นบทเรียนที่ทรงคุณค่าของไทย” พ.ต.อ.ทวี กล่าว
 



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...