xs
xsm
sm
md
lg

“ยาง 4 โลฯ 100” ไม่ดราม่า ลืมซะ! สัญญา 65 บ./กก. ‘ทำได้จริง ทำทันที’

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

.
โดย... ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ 
.


 
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเข้ายึดที่นั่ง ส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ของ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งทำได้ถึง 13 เขตจากทั้งหมด 50 เขต อันส่งผลให้เจ้าถิ่นเดิมอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ ถึงกับเสียศูนย์ได้นั้น ส่วนสำคัญมาจากนโยบาย “ทำได้จริง ทำทันที” โดยเฉพาะสัญญาไว้กับคนใต้ที่ว่าจะทำให้ “ราคายางพารา” ไต่ขึ้นไปอยู่ที่ “65 บาทต่อกิโลกรัม” หลังได้เป็นสปริงส่ง บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธิ์ จันทร์โอชา กลับมากุมบังเหียนอำนาจรัฐต่อจากรัฐบาล คสช.
 
หลังวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ผ่านพ้น กลับปรากฏผลคะแนนออกมาว่า พรรคพลังประชารัฐมีแววว่าจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นั่นก็ยิ่งทำให้ชาวสวนยางหลายคนต่างมีความหวังในราคายาง 65 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นมามากยิ่งขึ้น!!
 
และหลังจากที่คนใต้รอคอยมานาน เมื่อสภาได้ร่วมกันยกมือเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2562 ผลออกมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.และ ส.ว.รวมกันถึง 500 เสียง โดยเอาชนะ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตจากพรรคอนาคตใหม่ไปอย่างขาดลอยกว่า 200 คะแนน
 .
แสงสว่างแห่งความหวังที่ราคายางจะทยานขึ้นไปแตะที่ 65 บาทต่อกิโลกรัมของคนใต้ก็ยิ่งเฉิดฉายมากขึ้น!!
 .
 


 
แต่วันนี้เกิดอะไรขึ้น วันเวลาครองอำนาจของรัฐบาลชุดใหม่ผ่านมาแล้วราวครึ่งปี แถมยังขึ้นศักราชใหม่ปี 2563 ไปแล้วด้วย แต่ราคายางกิโลกรัมละ 65 บาทตามที่พรรคพลังประชารัฐสัญญาไว้กับประชาชน โดยเฉพาะกับพี่น้องชาวใต้ก็ยังไม่เห็นแววว่าจะเกิดขึ้นได้จริง!!
 
ทว่ากลับมีแต่เสียงโอดครวญจากเกษตรกรสวนยางมาเป็นระยะๆ หลัง “รัฐบาลบิ๊กตู่ 2” ก้าวขึ้นบริหารประเทศว่า ทำไมปล่อยให้ราคายางปักหัวดิ่งเหวลงเรื่อยๆ จนชาวสวนเดือดร้อนไปตามๆ กัน หลายรายต้องจำกลั้นใจโค่นต้นยางขายแบบไปตายเอาดาบหน้ากับพืชชนิดอื่นๆ บ้างก็ไปได้ดี บ้างก็ยังลุ้นกันอยู่ แต่หลายคนก็ไม่มีโชคดีอย่างนั้น
 
ส่วนชาวสวนยางที่ยังใจแข็งคงไว้ซึ่งต้นยางเต็มสวนกันต่อไป พวกเขาก็ยังคงต้องฝากความหวังลมๆ แล้งๆ ไว้กับรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำอยู่ ทั้งๆ ที่หาความศรัทธาและเชื่อมั่นอะไรไม่ได้เลย อย่างล่าสุด นายจเร แซ่ตั้ง อายุ 59 ปี เจ้าของสวนยางแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ท่าโพธิ์ อ.สะเดา จ.สงขลา ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแทรกแซงราคาให้อยู่ที่ 50 บาทต่อกิโลกรัมก็ยังดี โดยระบุว่าเป็นราคาที่ยังรับได้ เพราะยังพออยู่พอกินกันต่อไปได้
 .
แต่ในความเป็นจริง ณ เวลานี้ราคายางกลับตกฮวบฮาบเหมือนลมหายใจชาวสวนยางลงไปกองอยู่ที่ “4 โลฯ 100” แล้วอย่างเป็นทางการ!!
 .
“อยากให้รัฐบาลช่วยแทรกแซงราคาขึ้นมาให้พอให้อยู่กันได้ คือให้อยู่ในราคากิโลกรัมละ 50 บาทก็ยังพออยู่กันได้ เพราะตอนนี้เดือดร้อนมาก ขายยางน้ำยางข้นได้แค่ 4 กิโล 100 นี่เงินที่ได้ยังซื้อปลาทูกินได้ไม่ถึง 1 กิโลเลย เพราะตอนนี้ปลาทูขึ้นไปกิโลกรัมละกว่า 100 บาทแล้ว แต่น้ำยางกลับตกลงไปอยู่ที่ 4 กิโลขายได้แค่ 100 บาทเท่านั้นเอง”
 
 


.
เช่นนี้แล้วอะไรคือปัจจัยที่ทำให้ราคายางที่เคยทยานขึ้นไปแตะ 122 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อช่วงปี 2554 กลับหัวดิ่งเหวลดลงมาเรื่อยๆ เช่นนี้?!
.
ก่อนอื่นคงต้องมองไปที่ราคายางที่ขึ้นสูงในช่วงปี 2552-2554 นั่นเป็นเพราะความโชคดีจากผลของราคายางที่อิงกับราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังบูมด้วย ซึ่งรัฐบาลในช่วงนั้นก็มีมาตรการเร่งส่งเสริมไห้ขยายพื้นที่ปลูกยางกันอย่างคึกคักใหญ่โตทั้งในภาคใต้และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วประเทศ ประกอบกับในต่างประเทศโดยเฉพาะเพื่อนบ้านเราก็เข้าสู่ยุคตื่นตูมราคายางทยานขึ้นเช่นกัน จึงมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศเร่งเร้าอันส่งผลทางความรู้สึกของชาวสวนยางให้ฝันหวานกันว่า ราคายางจะทยานได้สูงกว่านั้นขึ้นไปอีก
 
แต่แล้วฝันของชาวสวนยางก็กลับกลายเป็นฝันค้าง เมื่อปัจจัยทั้งภายในและภายนอกต่างๆ กลับกลายเป็นไม่เอื้ออำนวยที่จะทำให้ยางทยานสูงขึ้นต่อไปได้อีก ในทางตรงกันข้ามราคายางกลับมีแต่ลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปี 2557 ที่ “พี่น้อง 3 ป.แห่งบูรพาพยัคฆ์” ทำการยึดอำนาจแล้วดันน้องเล็กขึ้นนั่งแท่นนายกรัฐมนตรีในนาม “รัฐบาลบิ๊กตู่ 1” ซึ่งราคายางลดลงไปเหลือเพียง 55 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนที่จะดิ่งลงต่อในปี 2558 เหลือเพียง 45 บาทต่อกิโลกรัม แม้ว่าจะกระเตื้องขึ้นมาบ้างในปี 2560 แต่ก็ไม่อาจจะสูงขึ้นได้อีกแล้ว
 
แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ราคาดิ่งหัวลงตั้งแต่ปี 2557 มาจากมาตรการแทรกแซงตลาดยางของ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ในปี 2556 ทำให้ทยานขึ้นไปอยู่ที่ 100-120 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งส่งผลให้ช่วงนั้นประเทศไทยมีสต๊อกยางตกค้างอยู่ที่กว่า 200,000 ตัน และรัฐบาลต้องละลายเม็ดเงินงบประมาณไปกับโครงการครั้งนั้นถึงกว่า 15,000-20,000 ล้านบาท แต่ก็ช่วยได้เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น ก่อนจะกลายเป็นสาเหตุสำคัญของฝันร้ายที่ตามมาตราบจนวันนี้
 
เหตุการณ์ในครั้งนั้นจึงมีหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า “มาตรการแทรกแซงราคา” จึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำที่ดี แต่รัฐบาลต่อมาในภายหลังก็ยังไม่ค่อยจะเข็ดหลาบ ยังคงมีโครงการในทำนองนี้อยู่บ้าง เพียงแต่มีการกำหนดคุณสมบัติและลดปริมาณการรับซื้อเข้าไปเก็บไว้ในสต๊อกของรัฐลดลงเท่านั้น
 
  


 
ยิ่งเมื่อมองสถานการณ์ล่าสุดจะพบว่า เวลานี้ปริมาณความต้องการใช้ยางของทั้งโลกลดลงมาก จึงไม่แปลกอะไรที่ผลผลิตยางที่เพิ่มขึ้นของไทยจะขายได้ในราคาที่ต่ำลงเรื่อยๆ โดยดูได้จากรายงานการวิเคราะห์ราคายางพาราของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพบว่า ราคายางดิบปรับลดลงจากผลของสงครามการค้าจีน-สหรัฐอเมริกา ซึ่งสงครามการค้าดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจจีนและโลกชะลอตัว รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะขยายผลต่อไปยังอุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่นที่ส่งไปสหรัฐฯ รวมทั้งผลผลิตยางส่วนเกินที่เพิ่มขึ้นและสต๊อกที่ยังอยู่ในระดับสูง
 
นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประมาณการผลผลิตยางของไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีทั้งสิ้น 1,437,113 ตัน ขยายตัวจากระยะเดียวกันในปีก่อน 6.1% ซึ่งเป็นผลมาจากเนื้อที่ให้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับ International Rubber Study Group (IRSG) ที่ประมาณการผลิตยางโลกในปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.2% ตามผลผลิตยางที่เพิ่มขึ้นจากไทยเป็นสำคัญ ส่วนในอินโดนีเซียคาดว่าลดลงเล็กน้อยหลังจากได้รับผลกระทบจากโรคใบร่วง
 
ไออาร์เอสจียังประมาณการความต้องการใช้ยางของโลกทั้งปี 2562 อยู่ที่ 14.09 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.2% โดยเป็นการขยายตัวที่ชะลอลงตามความต้องการใช้ของจีนและประเทศผู้ใช้หลักที่ลดลง คาดว่าในปี 2562 ผลผลิตยางโลกยังอยู่ในระดับที่มากกว่าความต้องการใช้ยางโลก ทำให้สต๊อกยางโลกปี 2562 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2561 จำนวน 3.78 ล้านตัน ส่วนสต๊อกยางตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ตลาดเซี่ยงไฮ้ของจีนพบว่า ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือน ก.ย.2562 มี 455,270 ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. 9.2%
 
อย่างไรก็ตามแม้ ณ วันนี้ราคายางยังไม่สามารถดันขึ้นไปได้ถึงฝั่งฝันที่ 65 บาทต่อกิโลกริม รัฐบาลก็พยายามหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเท่าที่จะทำได้ โดยมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางปี 2562/63 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติวงเงินไปแล้ว 24,278 ล้านบาท มีเกษตรกรเข้าร่วมราว 1.4 ล้านคน ซึ่งต้องมีคุณสมบัติเป็นเจ้าของสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปและเปิดกรีดแล้วรายละไม่เกิน 25 ไร่ ปริมาณยางแห้ง 240 กิโลกรัมต่อปี หรือ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน
 
 


สำหรับมาตรการนี้กำหนดราคาประกันยางแผ่นดิบคุณภาพดีไว้ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด (DRC 100%) 57 บาทต่อกิโลกรัม และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยแบ่งสัดส่วนการจ่ายเงินให้เจ้าของสวนยาง 60% และคนกรีดยาง 40% ซึ่งเมื่อดูจากราคากลางแล้วรัฐบาลต้องจ่ายส่วนต่างให้กับยางแผ่นดิบ 21.03 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 19.28 บาทต่อกิโลกรัม และยางถ้วยก้อน 6.81 บาทต่อกิโลกรัม
 
นอกจากโครงการดังกล่าวแล้วรัฐบาลยังวางเป้าหมายให้มีการใช้ผลผลิตยางในประเทศไว้สูงถึงประมาณ 90,000 ตัน โดยมุ่งเน้นให้ใช้ในการทำโครงการต่างๆ กล่าวคือ ให้กระทรวงคมนาคมนำไปใช้ 52,000 ตัน, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ทำถนน ฝายและงานปูพื้นคอกสัตว์ปศุสัตว์ 6,170 ตัน, กระทรวงกลาโหมใช้ทำยางนอก ปืนจำลอง รองเท้า ถุงมือ หมอนและที่นอนอีก 982 ตัน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ใช้ทำหมอน รองเท้าและยางรถยนต์ 1,116 ตัน, กระทรวงยุติธรรมใช้ทำที่นอนและพื้นสนาม 1,113 ตัน และกระทรวงสาธารณสุขใช้ทำหมอน ถุงมือ สายยางและถุงยางอนามัยคิดเป็นมูลค่า 29,715.58 ล้านบาท
 
ล่าสุดมีแนวคิดจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ที่เสนอ “โครงการผลิตหมอนยางพาราประชารัฐ” จำนวน 30 ล้านใบ มูลค่า 18,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยาง แต่โครงการนี้ก็เป็นไปท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าราคาหมอน 600 บาทต่อ 1 ใบนั้น “แพงเกินจริง” โดยยกราคาหมอนยางพาราที่ขายกันอยู่ในตลาดทั่วไปตกเพียงใบละ 250 บาทเท่านั้น 
 
ขณะที่ในมุมของผู้ประกอบการกลับมองว่า หมอนยางพาราเกรดมาตรฐาน 1 ใบใช้น้ำยางประมาณ 2 กิโลกรัม โดยมีต้นทุนเพียงใบละ 500 บาท แบ่งเป็นค่าน้ำยาง ค่าขนส่งน้ำยางข้น ซึ่งอุปกรณ์เครื่องฉีดหมอนเครื่องนึ่งหากสั่งทำ 30 ล้านใบ ราคาต้นทุนจะลดลงจาก 500 บาทต่อใบแน่นอน ซึ่งก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับราคาหมอนยางประชารัฐอีกนั่นเอง
 
“ช่วยราคายางได้แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าในระยะยาวราคายางจะยืนยาวได้แค่ไหน และอีกปัญหาหนึ่งคือ ขณะนี้มีการผลิตหมอนยางพารากันมาก มีนายทุนจีนเข้ามาทำด้วยและขายในราคาถูกมาก เนื่องจากมีการผสมยางเทียมเข้าไป” หนึ่งในความเห็นของนักลงทุนผลิตหมอนยางพารา
 
แต่สำหรับมุมมองของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อธิบายถึงโครงการนี้ว่า หมอน 1 ใบใช้น้ำยางราว 3-4 กิโลกรัม ซึ่งจะประสานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กำหนดวิธีการรวบรวมวัตถุดิบจากสหกรณ์ชาวสวนยาง กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรับซื้อในราคาที่สูงกว่าตลาด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
 
“อีกทั้งในระยะยาวจะช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้นได้ตามที่พรรคพลังประชารัฐได้หาเสียงไว้ว่า เราจะทำให้ราคายางที่ตกต่ำอยู่มายาวนาน ได้ปรับสูงขึ้นถึงไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 65 บาทให้ได้” รมช.เกษตรและสหกรณ์กล่าวยืนยันอย่างเชื่อมั่น พร้อมกับคาดการณ์ว่า
 
ตนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการดำเนินโครงการ และจะให้ อ.ต.ก.ร่วมกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลออกสลากพิเศษจำหน่ายแก่ประชาชน เพื่อนำเงินมาผลิตหมอนยางพารา เพื่อให้โครงการนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณของรัฐ แต่ก็พบปัญหาว่า ​อ.ต.ก.กู้เงินจาก ธ.ก.ส.ไม่ได้ เนื่องจากผลประกอบการขาดทุนต่อเนื่องมาแล้ว 5 ปี ซึ่งขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการร่วมกันหาทางออก
 
เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วก็ใช่ว่าเกษตรกรจะยังต้องฝันค้างตลอดไป เนื่องเพราะประตูแห่งความหวังที่จะได้เห็นราคายางที่ 65 บาทต่อกิโลกรัมก็ใช่ว่าจะปิดลงแบบถูกล็อกกลอนตายตัวเสียทีเดียว?!
 
แม้ว่าตลาดและปัจจัยภายนอกเวลานี้เมื่อมองไปแล้วยังพบว่า ในระยะสั้นไม่น่าจะเอื้ออำนวยให้ราคายางเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หรือพูดให้ดูใจร้ายกว่านี้ก็คือ ในระยะยาวก็ไม่น่าจะมีปัจจัยอะไรทำให้ราคายางสูงขึ้นไปถึง 65 บาทต่อกิโลกรัมได้ก็ตาม แต่หากรัฐบาลมีความสามารถที่จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในประเทศสร้าง “นวัตกรรม” ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น โดยใช้วัตถุดิบหลักจากยางในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นไปอีก นอกเหนือจากกระบวนการผลิตที่มีอยู่แล้ว ซึ่งก็น่าจะมีปริมาณการผลิตแทบล้นตลาดอยู่เช่นกัน นั่นก็คงจะช่วยสร้างปริมาณความต้องการให้มีมากขึ้นได้อีกหลายเท่าตัว อันจะส่งผลให้ราคายางกระเตื้องขึ้นไปได้แน่นอน
 
เพียงแต่จะดันราคายางไต่ทยานไปให้ถึง 65 บาทต่อกิโลกรัมได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อมองจากปัจจัยภายใน “รัฐบาลบิ๊กตู่ 2” ในเวลานี้ยังไม่เห็นวี่แววเลยเท่านั้น!!
 
อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ต้องระมัดระวังไว้ด้วย และเป็นเรื่องราวที่เห็นกันมามากมายในอดีตแล้วคือ ท่ามกลางความทุกข์ยากของพี่น้องร่วมชาติ เรามักจะเห็นใครบางคนฉวยโอกาสหาประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง จนทำให้ประโยชน์ที่จะตกแก่ประชาชนไปไม่ถึงมืออย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยที่ควรจะเป็น?!?!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...