xs
xsm
sm
md
lg

บทวิเคราะห์ต่อกรณีข้อเรียกร้องและผลเจรจาระหว่างสมาคมการประมงฯ-รัฐบาล

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 .
โดย... วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี นายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย
  .


จากการที่สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด 22 จังหวัด และได้ระดมสมาชิกมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระหว่างวันที่ 17-18 ธ.ค. โดยมีข้อเรียกร้อง 11 ข้อ ซึ่งได้เจรจาและมีข้อยุติกันแล้วนั้น

เครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ซึ่งมีสมาชิกเป็นองค์กรชาวประมงพื้นบ้าน 45 องค์กร ได้ปฏิเสธการเข้าร่วมการผลักดันข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะมีความเห็นว่าหลายกรณีขัดแย้งอย่างรุนแรงต่อแนวทางการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน และมีบทวิเคราะห์ทำความเข้าใจรวมทั้งตั้งข้อคิดเห็นต่อข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อ ดังนี้

(1) ต่อกรณี...ขอให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประมงทั้งหมดหยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบประกาศ คำสั่งต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงมาเพิ่มเติมขึ้นอีก ยกเว้นการออกกฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ที่คลี่คลายปัญหาให้แก่ชาวประมงนั้น
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
ประกาศ กฎ คำสั่ง ของรัฐ ตามกฎหมายการประมง ซึ่งจากเนื้อหาการเจรจา เช่น การแก้ไขรายการเครื่องมือประมงให้ตรงกับที่ตนได้อนุญาตและทำประมงจริง ซึ่งจะช่วยควบคุมการใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง, รายการพื้นที่ทำประมง, ห้วงเวลาทำประมง, การติดตั้งระบบติดตามเรือ เป็นต้น ทั้งสิ้นนั้นเป็นสาระสำคัญ สำหรับการควบคุมและบริหารจัดการทรัพยากรประมง ที่เป็นปัญหาหลักของไทยมาโดยตลอด จนทรัพยากรประมงของไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติ ชาวประมงพื้นบ้านเดือดร้อนยากจน และมีเพียงคนบางกลุ่ม ร่ำรวยขึ้นเท่านั้น

ถือเป็นกติกาที่ใช้สำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรประมง การกำหนดกฎ ประกาศ ระเบียบ หรืออื่นๆ ของรัฐ ควรยึดหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ยึดหลักการประมงยั่งยืน เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ใช่กำหนดเพื่อให้เอื้อแก่การประมงพาณิชย์ได้ทำการประมงแบบปู้ยี่ปู้ยำทะเลไทยได้อีกต่อไป

 
(2) ต่อกรณี...ขอให้มีการเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเร่งด่วนในช่วงที่มีการประชุมสภานิติบัญญัติ นี้
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
ในหลักการขอให้เสนอแก้ไขพระราชกำหนดการประมงฯ ทางประมงพื้นบ้านไม่มีข้อคิดเห็นโต้แย้ง และเห็นสอดคล้องกันว่าพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มีข้อดีจำนวนมาก แต่ยังมีข้อพิจารณาควรแก้ไขบางมาตราเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม โดยกฎหมายยังมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมกับชาวประมงทุกฝ่าย รวมทั้งต้องมีหลักประกันความยั่งยืนของทรัพยากร ซึ่งถือเป็นสาธารณะสมบัติร่วมของประชาชนทั้งประเทศ
.
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่า สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย จะแก้ไขประเด็นใด?
.
(3) ต่อกรณี...ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ การซื้อเรือประมงออกนอกระบบคืนโดยเร็ว โดยขอให้รัฐบาลมีการตั้งงบประมาณจำนวน 1 หมื่นล้านบาทในปีงบประมาณ 2563
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
ในกรณีที่ภาครัฐจะมีการรับซื้อเรือคืน สมาคมสมาพันธ์ฯ เสนอให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับเรือประมงที่มีรายชื่อดังกล่าวทั้งหมด ต่อรัฐสภา และสื่อมวลชน เพื่อให้สังคมร่วมตรวจสอบ เพื่อความเป็นธรรม ในฐานะที่ประชาชนเป็นเจ้าของเงินงบประมาณของแผ่นดิน

โดยหลักการ หากจำเป็นต้องมีนโยบายการรับซื้อคืนบางส่วน รัฐควรพิจารณาเฉพาะเรือประมงที่มีสภาพพร้อมใช้ มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายมาแต่ดั้งเดิม แต่สมัครใจออกนอกระบบเอง เท่านั้น และต้องห้ามซื้อเรือที่เคยสวมทะเบียน, เรือ IUU, หรือเรือที่ถูกบังคับให้หยุดทำการประมง เพราะนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย
 


.
(4) ต่อกรณี...ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการช่วยเหลือชาวประมงในโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ชาวประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือน ธ.ค. 2562 นี้
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
การเข้าถึงแหล่งทุนเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ประกอบการประมงทุกระดับ แต่ต้องมีกติกาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามทราบว่ากรณีนี้เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลปัจจุบันอยู่เดิมแล้ว

(5) ต่อกรณี...ขอให้กรมประมง กรมจัดหางาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการอนุญาตให้ใช้กฎหมาย มาตรา 83 แห่ง พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงโดยเร่งด่วน ภายในเดือน ธ.ค. 2562 นี้
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
กรณีนี้ มีสาระสำคัญเกี่ยวกับหนังสือคนประจําเรือไม่มีสัญชาติไทย ต้องได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและต้องได้รับใบอนุญาตให้ทํางานตามกฎหมายว่าด้วยการทํางานของคนต่างด้าว... ควรขอความเห็นประกอบเพิ่มจากผู้ใช้แรงงานประมง และองค์กรที่ทำงานด้านคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ เพื่อเป็นหลักประกันความเป็นธรรมที่แท้จริง
.
(6) กรณี...ขอให้ยกเลิก แก้ไข กฎ ระเบียบต่างๆ ที่เป็นปัญหาในการปฏิบัติของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ส่งผลกระทบกับชาวประมงที่เป็นอยู่โดยเร็ว
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
กรณีนี้เป็นประเด็นที่กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างแรงงานประมงทะเลผ่านธนาคารของลูกจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานภาคประมง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน คือเป็นหน่วยงานกำหนดแบบสัญญาจ้างลูกจ้างในงานประมงทะเล ให้นายจ้างโอนเงินเข้าบัญชีลูกจ้างตามที่ตกลงในสัญญา
.
โดยความเห็นจากผู้ใช้แรงงานประมง และองค์กรที่ทำงานด้านคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ มีดังนี้
.
ปัญหาเดิมและที่มาของกฎหมาย
.
ในปี 2560 โครงการสิทธิจากเรือสู่ฝั่งขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับสภาพการทำงานในอุตสาหกรรมประมงของไทย และพบว่าแรงงานจำนวนมากประสบปัญหาการถูกหน่วงเหนี่ยวค่าจ้างและการหักค่าจ้างที่ผิดกฎหมาย การหน่วงเหนี่ยวค่าจ้างเป็นตัวชี้วัดชนิดหนึ่งในการบังคับใช้แรงงาน การคุ้มครองแรงงานประมงมีมาตรฐานต่ำกว่ามาตรฐานการคุ้มครองแรงงานทั่วไป เช่น ค่าตอบแทนของแรงงานประมง ยังคงใช้มาตรฐานค่าแรงขั้นต่ำในขณะที่มีชั่วโมงการทำงานและความเสี่ยงภัยที่มากกว่าแรงงานทั่วไป ข้อกำหนดในกฎกระทรวงส่วนใหญ่เป็นการกำหนดให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องจากเอกสารที่จัดทำขึ้นจากฝั่งนายจ้าง
.
ดังนั้น ไอแอลโอ จึงเสนอให้มีการนำการจ่ายค่าจ้างผ่านระบบธนาคารหรืออิเล็กทรอนิกส์เข้าระบบบัญชีธนาคารของแรงงานเป็นประจำทุกเดือน โดยที่นายจ้างได้ยึดบัตรเอทีเอ็มของแรงงานไว้ การโอนเงินมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเอกสารใบเสร็จการโอนเงินมาเป็นหลักฐานให้แก่เจ้าหน้าที่ประกอบการพิจารณาอนุญาตให้ออกทำประมง

.


.
ข้อกฎหมาย
.
โดยประกาศกรมสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน เรื่องกำหนดแบบสัญญาจ้างลูกจ้างประมงทะเล ซึ่งได้กำหนด วิธีการจ่ายค่าจ้างว่านายจ้างต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างผ่านระบบบัญชีธนาคารของลูกจ้าง โดยจ่ายให้อย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง เงินส่วนแบ่งจากการจับสัตว์น้ำให้จ่ายต้องไม่เกินสามเดือนต่อครั้งซึ่งนายจ้างต้องทำเอกสารการจ่ายค่าจ้างและค่าทำงานในวันหยุด โดยระบุชื่อ ตำแหน่งและอัตราค่าจ้าง ลูกจ้างต้องลงลายมือชื่อ เมื่อได้รับค่าจ้าง นายจ้างจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงาน ให้แก่ลูกจ้าง ลูกจ้างต้องลงลายมือชื่อว่าได้รับค่าจ้าง
.
ข้อเรียกร้องของนายจ้างประมง เพื่อการเปลี่ยนแปลงระบบจ่ายค่าจ้าง อาจเป็นปัญหา
.
รายงานวิจัย เรื่อง การประเมินผลการจ่ายค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในอุตสาหกรรมประมงไทยซึ่งจัดทำโดยทีมวิจัยอิสระ Rapid Asia และสนับสนุนจาก Humanity United และ The Freedom Fund โดยได้สำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 703 คนเป็นแรงงาน 598 คนในภาคประมง พบว่า โดยรวมแล้วเป็นที่ชัดเจนว่าระบบการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ช่วยให้เกิดการจ่ายค่าจ้างของแรงงานสมํ่าเสมอและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นแม้ว่าอาจจะยังมีประเด็นปัญหาอื่นๆ ในภาคประมงจะยังคงอยู่

จากการวิเคราะห์แบบสอบถามพบว่า ร้อยละ 97 ของแรงงานประมงได้รับค่าแรงขั้นต่ำหรือมากกว่าและการจ่ายค่าจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อาจมีส่วนทำให้เกิดการปฏิบัติตามกฎหมายที่มีการจ่ายค่าจ้างเป็นไปตามกฎหมายและค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงขึ้น และการหักเงินอย่างผิดกฎหมายทำได้ยากขึ้นแรงงานประมงเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่รายงานว่าพวกเขาถูกหักเงินค่าจ้าง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากแรงงานประมงกว่าครึ่งไม่สามารถครอบครองบัตรเอทีเอ็มได้ด้วยตนเอง นอกจากนั้นแรงงานประมงร้อยละ 99 มีความถี่ในการจ่ายค่าจ้างที่ดีขึ้น

นอกจากนี้งานวิจัยก็พบว่า การที่นายจ้างอ้างว่าต้องยึดบัตรเอทีเอ็มของแรงงานเพราะแรงงานใช้ตู้เอทีเอ็มไม่เป็น แต่งานวิจัยยืนยันว่า สองในสามของแรงงานข้ามชาติไม่เคยประสบปัญหาในการใช้ตู้เอทีเอ็ม ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ก็สอดคล้องกับข้อค้นพบงานวิจัย Endline survey พ.ศ. 2562 โครงการสิทธิจากเรือสู่ฝั่งขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับสภาพการทำงานในอุตสาหกรรมประมงของไทย พบว่า ปัจจุปันแรงงานได้รับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับ พ.ศ. 2560 ประเทศไทยจะตกอยู่ในความเสี่ยงจากการไปปรับใช้ระบบเงินสด คือ กลไกภาครัฐจะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าการจ่ายค่าจ้างภายในภาคประมงเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เมื่อความโปร่งใสไม่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อนโยบายการการคุ้มครองแรงงานจากการละเมิดการจ่ายค่าจ้าง

นโยบายของกระทรวงแรงงาน ต้องเรียกร้องให้เจ้าของเรือหรือนายจ้างประมงปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดบังคับใช้และการคุ้มครองแรงงานทางสังคมในกิจการประมงทะเล โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติ การใช้แรงงานประมงที่ถูกกฎหมาย ดูแลสวัสดิการลูกจ้าง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วน และเพื่อเป็นการป้องกันการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน รวมทั้งสอดคล้องกับอนุสัญญาไอแอลโอ ฉบับ 188 และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี
.
(7) กรณี...เรือประมงขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติด VMS เช่น การชักชวนให้เรือประมงขนาดต่ำกว่า 30 ตันกรอส ทดลองติด VMS ฟรี
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
ปัจจุบันเรือประมงกลุ่ม 10-30 ตันกรอส ยังไม่มีกำหนดให้ติดระบบ VMS จนเกิดปัญหาว่า เรือในกลุ่มขนาดดังกล่าว ง่ายต่อการละเมิดกฎหมายการห้ามบุกรุกเขตหวงห้ามชายฝั่งและอื่นๆ โดยที่ภาครัฐไม่สามารถตรวจสอบการทำประมงของเรือดังกล่าว จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีการลักลอบทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และการทำประมงโดยกระทบต่อเครื่องมือของเรือประมงขนาดเล็ก รวมถึงไม่สามารถตรวจสอบการเอาเปรียบและกดขี่แรงงานในเรือประมง
.
ควรมีมาตรการบังคับติดระบบติดตามเรือ ในเรือกลุ่ม 10-30 ตันกรอส เฉพาะที่ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงบางประเภท และบางประเภทควรใช้มาตรการสมัครใจ โดยทำในลักษณะส่งเสริมเพื่อการตลาดที่ต้องการผลผลิตรับผิดชอบ
 




.
(8) กรณี...ขอให้หยุดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศโดยทันที ด้วยเหตุผล ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามพระราชกำหนดประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 92 ซึ่งการนำเข้าสัตว์น้ำจะต้องมีการตรวจสอบว่าสัตว์น้ำเหล่านั้นได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามมาตรา 92 วรรคสอง และวรรคสาม สินค้าประมงจากต่างประเทศ จึงเข้ามาถล่มตลาดสินค้าสัตว์น้ำของชาวประมงไทยที่ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนสูงกว่า ราคาจึงตกต่ำ เพราะมีการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแบบเสรี ไร้การควบคุม มาสต๊อกไว้เต็มห้องเย็น ดังนั้น จึงต้องแก้ไขระเบียบกระประมงเดิมที่อนุญาตให้บุคคลธรรมดานำเข้าสัตว์น้ำได้เสรี , มีมาตรการปกป้องสัตว์น้ำภายในประเทศ
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
การนำเข้าสัตว์น้ำที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ย่อมเป็นการนำเข้าผิดกฎหมายอยู่แล้ว ประเด็นจึงไม่ใช่ปัญหาทางนโยบาย และการค้าขายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะซื้อขายแลกเปลี่ยนกันประเทศเพื่อนบ้าน เป็นมาตรการปกติของโลกที่ย่อมกระทำการค้ากันตามกฎหมายกำหนด

แต่ช่วงท้าย ข้อเสนอของสมาคมการประมงฯ กลับเสนอให้กรมประมงกำหนดระเบียบใหม่ ทำนองให้ “ห้ามบุคคลธรรมดา” นำเข้าสินค้าสัตว์น้ำ แปลความคือ ต้องการให้บริษัท-นิติบุคคลฯ ของกลุ่มตน เท่านั้นที่นำเข้าได้ เป็นการเรียกร้องเพื่อ นายทุนบริษัท ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาสัตว์น้ำ อย่างที่อ้าง อีกทั้งเป็นการตัดขาคนจน หรือรายย่อย ที่ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาที่อ้าง

เมื่อเจรจาโดยแกนนำของสมาคม กับ รมว.เกษตรฯ จริงๆ ในวันที่ 18 ธ.ค. 2562 ประเด็นเจรจาแท้จริงกลับมีการหยิบยกกรณีเรือประมงพาณิชย์ของตนไปทำประมงต่างประเทศ (เพื่อนบ้าน) แล้วต้องการนำสัตว์น้ำเข้าประเทศโดยไม่ต้องมีเอกสารรับรองหรือไม่ต้องผ่านการควบคุม หรือให้ลดการตรวจเข้มข้นลง

อย่างไรก็ตามใบบันทึกการเจรจา ได้มอบหมายให้กรมประมงควบคุมการนำเข้าให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประสานกระทรวงพาณิชย์ในการหามาตการควบคุมการนำเข้าสัตว์น้ำ เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนรายย่อย สมาคมสมาพันธ์ฯ ไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องให้ห้ามบุคคลธรรมดานำเข้าสัตว์น้ำ
.
(9) กรณี...ขอให้พิจารณาเพิ่มวันทำการประมงให้แก่พี่น้องชาวประมงทั้งประเทศโดยเร่งด่วน เพราะทำให้เกิดปัญหาการประกอบอาชีพขาดทุนมา 4-5 ปีแล้ว เนื่องจากมีการกำหนดให้ทำการประมงได้ไม่ทั้งปีแต่ต้องมีรายจ่ายค่าจ้างแรงงานตลอดทั้งปี
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
กรณีนี้ไม่หมายรวมประมงพื้นบ้านซึ่งมีอยู่เกินกว่าร้อยละ 80 ของชาวประมงทั้งประเทศ คำว่า “ชาวประมงทั้งประเทศ” จึงน่าจะหมายถึงเฉพาะกับเรือประมงพาณิชย์เท่านั้น และ “การใช้แรงงานโดยแทบไม่มีวันหยุดพักบนฝั่ง นับเป็นการใช้แรงงานทาส” พิจารณาจากการให้เหตุผลตอนท้ายข้อเรียกร้อง โดยการอ้างวันทำประมง 240 วันต่อปี แต่ต้องจ่ายค่าแรงตลอดทั้งปี

โดยปกติ การออกทะเลทำประมง จำเป็นต้องกลับเข้าฝั่งหลังหมดรอบการประมง, กลับมาส่งสัตว์น้ำขึ้นเทียบท่า กลับมาหยุดพัก ในแต่ละเดือนหรือแต่ละรอบการประมงอยู่แล้ว ดังนั้นในทางปฏิบัติตามข้อกำหนดข้างต้น ก็เป็นไปสอดคล้องกับการประมงแบบนี้ สลับกันไปจนครบ 240 วันต่อปี ไม่ใช่เป็นการหยุดยาว 4 เดือน แล้วบังคับให้เจ้าของเรือประมงพาณิชย์ผู้เป็นนายจ้างต้องจ่าย
.
หากเทียบเคียงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ วันนักขัตฤกษ์ วันหยุดอื่นๆ ของผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ลูกจ้างบริษัท/ห้างร้าน/ข้าราชการ เหลือวันทำงานจริงๆ ประมาณ 240 วันเช่นกัน ซึ่งบริษัท/นายจ้าง/รัฐ ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนเต็มเดือนหรือทั้งปี เช่นเดียวกัน
.
การกำหนดให้ออกทำการประมง 240 วันต่อปีนั้น ที่สมาคมสมาพันธ์ฯ ทราบว่า เป็นการกำหนด โดยเหตุผล 2 ประการ ใหญ่ๆ คือ
.
ประการแรก เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้ยั่งยืน โดยการจับต้องมีเหลือสำรองปริมาณสัตว์น้ำสต๊อกในแหล่งธรรมชาติเพียงพอเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของสัตว์น้ำทะเล โดยในขั้นตอนการกำหนดค่าปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำ (ที่จับได้) สูงสุดที่ยั่งยืน หรือ Maximum Sustainable Yield (MSY) ซึ่งโดยปกติต้องกำหนดค่าเป็น ปริมาณน้ำหนักของสัตว์น้ำต่อปี (มีรายละเอียดที่กรมประมง)

แต่เมื่อจะมีการกำหนดโควต้าหรือปริมาณสัตว์น้ำเฉลี่ยให้แต่ละลำเรือประมง กลับเปลี่ยนจากปริมาณน้ำหนักสัตว์น้ำที่จับได้จริง (สันนิษฐานว่าปกติการประมงเหล่านั้นกวาดจับได้มากกว่าปริมาณที่ควรจับได้ทั้งปี) มาเป็น “จำนวนวัน” แทน โดยคิดฐานบางชนิดเครื่องมือทำประมงไม่เกิน 240 วันก็ไม่เกินค่า MSY สามารถกำหนดวันได้

ซึ่งขณะนั้นก็นับเป็นความล้มเหลวในระบบการบริหารจัดการไปแล้ว เพราะในข้อเท็จจริง รัฐไม่มีทางควบคุมหรือบริหารจัดการ ค่า MSY ที่เป็นจริงได้ เพราะไม่สามารถควบคุมปริมาณที่จับโดยรวมทั้งประเทศได้ ถือเป็น ยกประโยชน์ให้ การประมงพาณิชย์เช่นนี้ ไปแล้วอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม รัฐกำหนดให้โควต้าการจับสัตว์น้ำเป็น “จำนวนวัน” โดยบังคับเฉพาะในเรือประมงพาณิชย์ จำนวน 5,302 ลำ จากเรือประมงพาณิชย์ทั้งหมด 10,645 ลำ เท่านั้น ซึ่งก็มีปัญหาอยู่ระดับหนึ่งแล้วนั้น ถึงปัจจุบัน เมื่อมีการเสนอขอวันเพิ่มโดยไม่พูดถึงประเด็นความยั่งยืนของสัตว์น้ำ ประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้ติดตามโดยตรง อาจไม่ทราบข้อเท็จจริงเบื้องหลังเหล่านี้ คำถามสำคัญ คือ “ทะเลไทยจะมีความยั่งยืนจากการขยายวันทำการประมง” ได้อย่างไร
.
ประการที่สอง การกำหนดวันให้เรือประมงออกทะเล สอดคล้องกับการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ใช้แรงงาน การอยู่ในทะเล มีการอ้างว่ามีเวลานอนพักในเรือแล้วแตกต่างกับการพักอยู่กับบ้าน กับครอบครัวเพราะยังอยู่ในสถานที่ทำงานที่อันตรายถึงชีวิตตลอดเวลา เช่น หากเรือเกิดจมอับปาง ทุกคนบนเรือก็ได้รับอันตรายต่อชีวิตเท่ากัน
.
การนับจำนวนเวลาหยุด ของลูกจ้างแรงงานบนเรือประมงทะเล ไม่ใช่แค่การพักผ่อนบนเรือ ผู้ใช้แรงงานควรมีอิสรภาพที่จะได้อยู่กับครอบครัว ควรมีวันพักบนฝั่ง
.
ข้อเรียกร้อง เรือประมงพาณิชย์ที่จะขอวันทำประมงมากกว่า 240 วัน หากเป็นเพราะเหตุผลตามที่อ้างว่า จ้างแรงงานทำงาน 8 เดือนแต่ต้องจ่ายค่าแรงงานตลอดทั้ง 12 เดือนนั้น แม้ผู้ใช้แรงงาน จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม แต่เข้าข่ายการใช้ "แรงงานทาส"
.
.



(10) กรณี...ขอให้คณะกรรมการกำกับดูแลโครงการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับชาวประมงในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรทบทวนแนวทางที่จะให้บริษัทจำหน่ายน้ำมัน บังคับให้ชาวประมง ต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด (Fleet Card) ซึ่งจะทำให้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวประมงเพิ่มขึ้นทันที
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
โครงการการจำหน่ายน้ำมันดีเซลฯ หรือที่เรียกว่าโครงการน้ำมันเขียว เป็นการขายน้ำมันราคาถูกเพราะปลอดภาษีรัฐ โดยมีคณะกรรมการควบคุมฯ มีอธิบดีกรมสรรพสามิตเป็นประธาน ถือเป็นผลประโยชน์โดยตรงเฉพาะกลุ่มเรือประมงพาณิชย์มาตลอด ส่วนเรือชาวประมงพื้นบ้านไม่มีโอกาสเข้าถึงโครงการดังกล่าว ตลอดทั้งประมงพื้นบ้านจำนวนมากใช้น้ำมันเบนซิน
.
โดยเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียว ต้องไปเติมจากเรือ Taker จอดบริการในบริเวณเขตทะเลเขตต่อเนื่อง (24 ไมล์ทะเล) และต้องได้รับโควต้าจากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยระบบออกรหัส (Code) ให้เข้าไปเติมได้แต่ต้องไม่เกินปริมาณที่ต้องใช้ในแต่ละเที่ยว
.
แต่มีปัญหาการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อนในทะเลให้แก่ชาวประมง และการรั่วไหลของน้ำมันเขียวไปเป็นน้ำมันเถื่อนจนสูญเสียรายได้และเป็นภาระภาครัฐ จึงมีการพยายามคิดค้นการควบคุมปริมาณน้ำมัน มีการเสนอระบบควบคุมระบบใหม่ที่เรียกว่า ฟรีทการ์ด เพื่อให้สามารถคุม “ปริมาณน้ำมัน” ทั้งระบบ แทนระบบ “รหัส” ที่ไม่สามารถควบคุมได้
.
กรณีนี้ จึงมีสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม จากการเจรจาข้อตกลงเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2562 สรุปว่าให้ยกเลิกระบบฟรีทการ์ดไปก่อน
.
สมาคมสมาพันธ์ฯ เห็นว่ารัฐไทยควรดำเนินการการแก้ไขกรณีน้ำเถื่อนกลางทะเลโดยเฉพาะการเติมน้ำมันเขียวโดยไม่ต้องควบคุมปริมาณจนหลุดไปเป็นน้ำมันเถื่อน ต่อไปในแนวทางที่เหมาะสม
.
(11) กรณี... ขอให้มีการทบทวนผลกระทบที่เกิดกับชาวประมงกรณีที่ถูกบังคับใช้จากกฎหมายประมงที่ไม่เป็นธรรม โดยการตั้งคณะกรรมการพิจารณาผู้ได้รับผลกระทบ
.
ความเห็นสมาคมสมาพันธ์ฯ
.
กรณีนี้เกิดจากกรณีที่ชาวประมงพาณิชย์ได้กระทำผิดกฎหมายประมง ในหลายวาระหลายโอกาสไม่ใช่แค่การกรอกเอกสารผิดหรือเพราะปัญหาระบบติดสัญญาณ VMS อย่างเดียว แต่มีลักษณะความผิดหลากหลาย ที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการละเมิดทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำ เช่น ลักลอบทำการประมงโดยบุกรุกเขตหวงห้าม, ลักลอบจับสัตว์สงวน จับฉลามวาฬในทะเล, การออกทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาต, หรือกรณีที่เกี่ยวพันกับการใช้แรงงานบนเรือ

และในกฎหมายประมงฉบับปัจจุบัน เปิดช่องให้ใช้มาตรการในทางปกครองในการเปรียบเทียบปรับได้ แล้วให้ถือว่าคดีเป็นอันเลิกกัน โดยไม่ต้องนำส่งให้ศาลพิจารณา ซึ่งคดีที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดผู้ประกอบการเรือที่กระทำผิด เลือกแนวทางมาตรการทางปกครองขอให้เปรียบเทียบปรับ แต่ในทางปฏิบัติหลังมีการเปรียบเทียบปรับแล้ว ก็ยังไม่มีการจ่ายค่าปรับจริง ยกเว้นรายย่อยบางรายเท่านั้น
.
หลังจากนั้นมีการเรียกร้องจากฝั่งประมงพาณิชย์ ว่าแพงเกินไปจนมีการออกกฎหมาย แก้ไขแนวทางการเปรียบเทียบปรับใหม่ จากปรับรายคนเป็นเหลือปรับเฉพาะ ผู้ประกอบการหรือผู้ควบคุมเรือ โดยยกเว้นลูกจ้างเรือ ก็ยังไม่มีการจ่ายค่าปรับจริง
.
รอบการเรียกร้องนี้ มีการเจรจาถึงขั้นให้รัฐชดเชยเยียวยา ถึงขั้นยกเว้นค่าปรับตามกฎหมาย จนมีข้อสรุปจากการเจรจา ให้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ แก้ไขปัญหาผลกระทบจากการใช้มาตรการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย ให้มีหน้าที่กำกับหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการได้ทันที โดยความหมาย สะท้อนชัดว่าผู้ได้เปรียบในสังคม และได้กระทำผิดกฎหมาย สุดท้ายจะได้รับการยกเว้นการลงโทษเสมอไป หรือ???
.
สมาคมสมาพันธ์ฯ เห็นว่า การดำเนินการในแนวทางนี้ก็เป็นที่ชัดเจนว่า การกระทำความผิดของการประมงที่ทำลายล้าง ที่ผิดกฎหมายละเมิดต่อผู้อื่น และละเมิดต่อรัฐ เป็นอันไม่ต้องใช้บังคับกลายเป็นที่ผ่านมาล้วน “ทำผิดกันอย่างเสรี”
.
ถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย สำหรับความร่วมมือกันอุ้มนายทุนประมง
.