xs
xsm
sm
md
lg

ทำไม! “ท่านผู้นำ” ยังอำพราง 15 ศพประชาชนที่ยะลาไม่ใช่ “ก่อการร้าย” ไม่มี “บีอาร์เอ็น”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


 
จบไปแล้วอีกหนึ่ง “โศกนาฏกรรม” ที่เกิดขึ้นกับ ชรบ.บ้านทางลุ่ม ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา บัดนี้ผู้วายชนม์ทั้ง 15 ศพส่วนใหญ่ถูกสลายสังขารเป็นเถ้าถ่าน บางส่วนกลับคืนสู่ออ้อมกอดแผ่นดิน เหลือไว้เพียงเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงความโหดเหี้ยมของ “สงครามประชาชน” ที่กองกำลังพลเรือนติดอาวุธทำหน้าที่คุ้มครองหมู่บ้านตนเองต้องตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนกับเจ้าหน้าที่รัฐ
 
ซึ่งก็เชื่อได้อีกเหมือนกันว่า เรื่องราว 15 กองกำลังประชาชนพลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดจะค่อยๆ ถูกลืมเลือนหายไปเหมือนกับ “โศกนาฏกรรม” อื่นๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินไฟใต้มาอย่างต่อเนื่อง 
 
สิ่งที่ยังคั่งค้างอยู่คือ เจ้าหน้าที่ต้องติดตามจับกุมกลุ่มคนร้าย ซึ่งจะเรียกว่า “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ชื่อว่า “บีอาร์เอ็น” ก็ไม่ผิดนัก แม้ว่าขณะนี้ตำรวจและทหารจะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้หลายคนแล้ว อันจะใช่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนร้ายที่ปฏิบัติการโจมตีกองกำลัง ชรบ.ครั้งล่าสุดจริงหรือไม่ แต่มีการประเมินแล้วว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างแน่นอน เช่น เป็นผู้นำทาง หรือเป็นผู้สนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีในการสาวไปยังกลุ่มมือสังหารตัวจริงที่เชื่อว่ามีไม่ต่ำว่า 20 คน
 
และก็มีสิ่งที่น่าจะเชื่อได้อีกเหมือนกันว่า สุดท้ายแล้วหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ก็คงได้แค่ “ออกหมายจับ” แบบเดิมๆ
 
เนื่องเพราะกลุ่มผู้ลงมือสังหารหลังจากที่ปฏิบัติการโหดเหี้ยมเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็มักจะหลบซ่อนในที่ปลอดภัย เพื่อรอคำสั่งปฏิบัติการครั้งใหม่ เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีว่าเจ้าหน้าที่ยังไม่มีขีดความสามารถเพียงพอในการที่จะเข้าถึงแหล่งหลบซ่อนของคนพวกนี้ เพราะมวลชนของขบวนการบีอาร์เอ็นยังให้การช่วยเหลือเป็นอย่างดี ทั้งให้ที่หลบซ่อนและถึงขั้นพาหลบหนี
 
เรื่องนี้อยากให้ตั้งข้อสังเกตจากข่าวคราวที่ผ่านๆ มากันดูว่า ในการปะทะกันหลายๆ ครั้งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกองกำลังบีอาร์เอ็น หลายครั้งฝ่ายโจรใต้ก็ได้รับ “บาดเจ็บหนัก” หรือ “เสียชีวิต” แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่กลับไม่เคยสืบทราบว่าโจรใต้ที่บาดเจ็บถูกนำไปรักษาตัวที่ไหน และโจรใต้ที่ตายถูกนำศพไปทำพิธีฝังที่ไหน
 
ความจริงแล้วทั้ง “คนบาดเจ็บ” กับ “คนตาย” ย่อมมีเบาะแสให้สืบค้นได้ง่ายกว่า “คนเป็น” ตั้งเยอะแยะ แต่เวลาผ่านมากว่า 15 ปีไฟใต้ระลอกใหม่ ทั้งทหารและตำรวจกลับยังหาเบาะแสอะไรไม่เจอ ดังนี้แล้วการไล่จับคนเป็นที่ถืออาวุธ แถมมีแนวร่วมค่อยให้การปกป้อง นั่นย่อมเป็นไปยากกว่าใช่หรือไม่
 
เรื่องนี้ยืนยันได้จากคดีที่เป็นข่าวครึกโครมจากเหตุ “โจรใต้ปล้นทอง” ที่ร้านทองใน อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งดูมีเบาะแสอะไรต่างๆ มากมายให้ได้ติดตาม แต่ผ่านไปแล้ว 3 เดือนก็ยังจับมือใครดมไม่ได้แม้แต่คนเดียว
 
ดังนั้น สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังถือเป็น “โจทย์ยาก” สำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายทหารและตำรวจในการติดตามจับกุมกองกำลังโจรใต้ ซึ่งจะเห็นว่าในการก่อเหตุใหญ่ทุกครั้ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็จะนำเอา “แผ่นชาร์ตเดิมๆ” ที่มีบรรดา “คนร้ายหน้าเดิม” ที่เคยถูกระบุว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุมาอย่างโชกโชนมาโชว์ให้สาธารณะรับทราบอย่างคึกคัก
 
จนดูเหมือนกับว่าเกือบ 16 ปีที่ไฟใต้คุโชนระลอกใหม่ บรรดาโจรใต้ไม่เคยเพิ่มขึ้นเลย หรือมีอยู่ไม่ถึง 30 คนที่วนเวียนปฏิบัติการโหดเหี้ยมอยู่ในพื้นที่
 
จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่ “หน่วยงานความมั่นคง” ที่รับผิดชอบโดยตรงจะหลบลี้หนีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ไปได้ การพยายามทำให้สังคมเห็นว่าจำนวนโจรใต้ไม่ได้เพิ่มขึ้น แถมยังมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวที่วนเวียนเปิดปฏิบัติการแบบหมุนเวียน หรือไปก่อเหตุที่นั่นบ้าง ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง สิ่งเหล่านี้สังคมก็สามารถ “ดักทาง” ได้หมดแล้ว
 
การที่หน่วยงานความมั่นคงพยายามที่จะนำเสนอข่าวเพื่อให้เห็นว่าโจรใต้ไม่เพิ่มขึ้นนั้น ความจริงสิ่งนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเหมือกับจะบอกกับสังคมว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สามารถสกัดกั้นการ “บ่มเพาะ” ของบีอาร์เอ็นในการนำคนรุ่นใหม่เข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้ผลดี
 
แต่ถ้ามีใครถามว่าในเมื่อฝ่าย กอ.รมน. เชื่อว่า ณ วันนี้มีโจรใต้ไม่ถึง 30 คน ตามรายชื่อที่ถูกนำมาแถลงในแทบจะทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทำไม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กลับยังไม่มี “น้ำยา” ในการติดตามจับกุม หรือ “ไล่ล่า” เพื่อ “วิสามัญ” อย่างได้ผล
 
ทั้งๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงมีพร้อมสรรพทั้ง “อาวุธยุทโธปกรณ์” และ “กำลังพล” แถมยังมีการตั้ง “ชุดปฏิบัติการพิเศษ” สารพัด แต่ทำไมกลับยังไม่มีความสามารถในการจัดการกับกลุ่มคนร้ายเพียงหยิบมืออย่างที่ระบุไว้ ตรงนี้ผู้รับผิดชอบจะมีคำตอบกับผู้คนในสังคมอย่างไร
 
ดังนั้น ประเด็นปัญหานับแต่นี้ไป ชรบ.ในแต่ละพื้นที่จะต้องมีการปรับกระบวนยุทธอย่างไร เพราะแค่การส่งกำลังทหารไปดูแลช่วยเหลือก็เป็นการทำได้แบบเป็นครั้งคราวเท่านั้น อย่างกรณีเกิดเหตุสังหาร ชรบ. 15 ศพ ที่ จ.ยะลา หลังเกิดขึ้นใหม่ๆ ก็มีคำสั่งให้ทหารในพื้นที่ไปดูแลช่วยเหลือเพื่อป้องกันเหตุให้ชุด ชรบ.ต่างๆ
 
แต่ก็เชื่อกันว่าหลังจากเหตุการณ์ “สังหารโหดที่ลำพะยา” เลือนหายจากความทรงจำของผู้คน กองกำลัง ชรบ.ตามด่านหรือจุดตรวจต่างๆ ก็ต้องถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวเช่นเดิม ถูกทิ้งให้ได้รับค่าตอบแทนหมู่บ้านละ 20,000 บาทต่อเดือนแบบเดิมๆ และบรรดา ชรบ.ต่างต้องทำหน้าที่ช่วยส่วนรวม เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเช่นเดิม และต้องหาหนทางรักษาตัวให้รอดพ้นจากเงื้อมมือโจรใต้ด้วยตัวเองแบบเดิมๆ
 
เรื่องของ ชรบ.จึงเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกฝ่ายซึ่งเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “ฝ่ายปกครอง” ต้องนำไปขบคิดหาทางแก้ไข จะปรับเปลี่ยนวิธีการอย่างไรที่จะให้บรรดา ชรบ.ไม่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ โดยเฉพาะกับประเด็นอาวุธที่มอบให้ ชรบ.ไว้ป้องกันตัวจะไม่ถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของโจรใต้ได้อย่างไร เพราะถ้าปล่อยให้เป็นอยู่อย่างในเวลานี้ และถ้าบีอาร์เอ็นต้องการที่จะทำร้ายกองกำลัง ชรบ.หรือกองกำลังท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ
 
แน่นอนบรรดา ชรบ.หรือกองกำลังท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ เหล่านั้นก็จะกลายเป็น “ผักเหนาะ” ให้แก่โจรใต้ได้กินแบบนิ่มๆ นั่นเอง
 
ประเด็นต่อมา ฝ่ายปกครองต้องเอาใจใส่ในเรื่องของ ชรบ.ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยไม่ใช่ปล่อยให้ทหารเป็นผู้รับผิดชอบเท่านั้น เพราะ ชรบ.เป็นผลผลิตของฝ่ายปกครอง ซึ่งก็ย่อมต้องยอมรับสภาพที่เป็นจริงว่า ชรบ.ในหลายๆ พื้นที่ยังมี “จุดอ่อน” ทั้งในการป้องกันตนเองและป้องกันหมู่บ้าน โดยเฉพาะ ชรบ.ในหลายๆ พื้นที่เกิดจากการรวมตัวกันแบบหลวมๆ แถมยังมักมีเรื่องราวเล่าขานเชิงเสียหายอื่นๆ เกิดขึ้นให้ได้ยินบ่อยครั้ง
 
ตราบใดที่โครงสร้างของขบวนการบีอาร์เอ็นในพื้นที่ไม่ได้ถูกทำลาย แถมโครงการต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นให้เป็นเครือข่ายของขบวนการยังเติบโตต่อไปได้ “ยุทธวิธี” ต่างๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงใช้ปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้ จึงไม่สามารถเอาชนะฝ่ายบีอาร์เอ็นได้อย่างแน่นอน
 
เนื่องจากความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ตกอยู่ในสายตา “สายข่าว” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนตลอดเวลา นอกจากนั้น บีอาร์เอ็นเองก็ยังใช้ยุทธวิธี “ลับลวงพราง” กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกส่งเข้าไปควบคุมหมู่บ้าน ตำบลต่างๆ จนเจ้าหน้าที่แยกไม่ออกว่า คนไหนคือ “แนวร่วม” หรือคนไหนคือ “ประชาชนผู้บริสุทธิ์”
 
และต้องยอมรับความจริงว่า ในวันนี้ยังมี “โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา” หรือ “ปอเนาะ” อีกจำนวนมากที่ยังตกอยู่ใต้อิทธิพลของขบวนการบีอาร์เอ็น
 
โดยมีบางส่วนที่ให้การสนับสนุนแนวทางแบ่งแยกดินแดนของบีอาร์เอ็นอย่างออกหน้าออกตา เรื่องนี้สังเกตได้จากการจับกุมผู้ต้องหาในคดีความมั่นคง ซึ่งส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยการไปปิดล้อม “ปอเนาะ” เพื่อตรวจค้นหาตัวผู้กระทำผิด หรือไม่คนร้ายที่จับได้หรือถูกซัดทอดก็คือบรรดา “นักเรียน” หรือ “ครู” ของในโรงเรียนสอนศาสนานั้นๆ
  
ในมาตรการดับไฟใต้ของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยนั้น ไม่ว่าจะได้ “แม่ทัพ” หรือ “นายกอง” เก่งฉกาจมาจากที่ไหนๆ ก็ตาม แต่ถ้ายังเชื่อว่าเรื่องของศาสนาและเรื่องของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” ที่ไม่ควรจะไปแตะต้อง หรืออาจจะถึงขั้นไม่กล้าไปแตะต้องเพราะกลัวเก้าอี้ตนเองสั่นคลอน
 
สุดท้ายการแก้ปัญหาความไม่สงบที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงทำได้แค่เท่าที่เห็น คือเป็นได้แค่ “ยาสามัญประจำบ้าน” ที่ไม่อาจรักษาโรคเกิดขึ้นจริงๆ ได้เลย
 
กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องกล้าที่จะมี “มาตรการเด็ดขาด” เสียทีกับโรงเรียนสอนศาสนาหรือปอเนาะ รวมทั้งสถานที่บ่มเพาะและสถานที่พักพิงของขบวนการแบ่งแยกดินแดนในรูปแบบอื่นๆ ควรต้องมีคณะที่ทำหน้าตรวจสอบอย่างจริงจัง หรือต้องมีการพูดคุยกันให้รู้เรื่องถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
 
ที่ผ่านมา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีการทำงานกันแบบ “ลูบหน้าปะจมูก” มาเป็นเวลานานมากเกินไปแล้ว นานจนทำให้การแก้ปัญหาไฟใต้ในรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ผล เพราะฝ่ายความมั่นคงมัวแต่กลัวโน่น กลัวนี่ กลัวนั่น แล้วสุดท้ายความกลัวนี่แหละคือตัวการทำให้ “เสื่อม” หรือทำให้ไฟใต้ไม่มีวันที่มอดดับลงได้
 
ขนาดประชาชนถูกโจรใต้สังหารโหดเหี้ยมในเหตุการณ์เดียวกันถึง 15 ศพ “ท่านผู้นำประเทศ” ยังไม่ยอมรับว่าเป็นเรื่องของ “ขบวนการก่อการร้าย” เลยด้วย หรือเห็นว่าควรจะปล่อยให้สังคมเข้าใจเอาเองว่า ความตายของ ชรบ.ทั้ง 15 ศพที่ลำพะยาเป็นเรื่องของการ “ตั้งวงเล่นไพ่” แล้ว “ไม่ยอมจ่ายค่าต๋ง” กันจนมีการหักหลังแล้วเปิดฉากยิงกันเอง
 
การที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องถูกลอบสังหารอย่างโหดเหี้ยวงมพร้อมๆ กันถึง 15 ศพเพื่อสังเวยไฟใต้ ถ้ายังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นเรื่องของ “การก่อการร้าย” และเป็นการกระทำของคนใน “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” แล้ว สังคมไทยเราควรจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่าอย่างไรกันดีล่ะครับ
 
วันนี้ “ท่านผู้นำ” ยังหวาดผวาและขลาดกลัวที่จะยอมรับว่า “บีอาร์เอ็น” มีอยู่จริง บนแผ่นดินไฟใต้ยังมี “การก่อการร้าย” เกิดขึ้นจริง หวั่นเกรงว่าจะเป็นการอุ้มชูหรือยกระดับให้แก่ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” จึงยอมที่จะช่วยปิดบังอำพรางสถานการณ์ที่แท้จริงต่อไป
 
แต่ทว่า “ท่านผู้นำ” กลับไม่ยักกลัวที่จะเห็น “ประชาชนผู้บริสุทธิ์ล้มตายเป็นใบไม้ร่วง” นี่คือสถานการณ์ที่น่าเศร้าสำหรับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในเวลานี้อย่างแท้จริง
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...