xs
xsm
sm
md
lg

แกะรอยปฏิบัติการปล้นทอง ‘บีอาร์เอ็น’ ฉุดเสถียรภาพรัฐบาล-รั้งแผนดับไฟใต้!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย... ศูนย์ข่าวหาดใหญ่
  

 
เหตุการณ์ปล้น “ห้างทองสุธาดา” ในเครือ “บริษัท สุธาดา กรุ๊ป จำกัด” ในเขตเทศบาลตำบลนาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา ต้องรับว่าได้ทรัพย์สินไปมากมายชนิดอาจจะมากที่สุดในประเทศ เพราะมูลค่าทองรูปพรรณและทองคำแท่งที่ถูกปล้นไปรวมน้ำหนักทองคำแล้วมีถึง 3,300 บาท หรือราว 50 กิโลกรัม หากคิดเป็นเงินก็อยู่ที่ประมาณ 85 ล้านบาท
 .
ที่สำคัญเหตุการณ์เกิดขึ้นบน “แผ่นดินไฟใต้” หรือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้!
 .
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 13.30 น. ของวันที่ 24 ส.ค.2562 โดยมีคนร้าย 6 คนแต่งก่ายคล้ายทหารพราน สวมเสื้อเกราะถือปืน M.16 รวม 6 กระบอกครบมือ แถมปืนพกสั้นอีก 5 กระบอก ใช้รถตู้โดยสารประจำเส้นทางสายปัตตานี-หาดใหญ่เป็นพาหนะ เมื่อบุกเข้าไปในร้านทองได้ก็บังคับพนักงานหญิง 4 คนหมอบลงกับพื้น แล้ว 5 คนร้ายทำการกวาดทรัพย์สิน ส่วนอีก 1 ตรงเข้าถอดซิมการ์ดกล้องวงจรปิด
 

 
ปฏิบัติการปล้นร้านทองครั้งนี้ใช้เวลาแค่ 2-3 นาทีก่อนล่าถอยขึ้นรถตู้โดยสารที่มีคนร้ายอีกคนจอดรออยู่ เส้นทางหนีมุ่งหน้าไปยัง ต.ท่าประดู่ อ.นาทวี ก่อนที่จะจอดทิ้งรถตู้ไว้ในสวนยางห่างจากจุดที่ร้านทองประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วขึ้นรถยนต์คันใหม่ที่พรรคพวกนำมารอรับอยู่หลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
 
เบื้องต้นชุดสืบสวนสอบสวนทั้ง สภ.นาทวี กองบังคับการตำรวจภูธร จ.สงขลา (ภ.จว.สงขลา) และ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (บชภ.9) ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า คนร้ายเป็น “กลุ่มโจรใต้” หรือ “กลุ่มแนวร่วม” ขบวนการ “บีอาร์เอ็น” กลุ่มที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน 
 
โดยคนร้ายกลุ่มนี้เคยร่วมกันก่อเหตุปล้นเต็นท์รถยนต์มือ 2 ที่บ้านวังโต้ อ.นาทวี เมื่อราว 2 ปีก่อนมาแล้ว ได้รถยนต์ไป 6 คันเพื่อหวังนำไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์ แต่ขณะหลบหนีปะทะกับทหารที่จุดตรวจบ้านเกาะหม้อแกง อ.เทพา จ.สงขลา ส่งผลให้ถูกวิสามัญไป 1 ศพ เหตุนั้นฝ่ายสืบสวนสอบสวนตำรวจระบุชัดว่า เป็นฝีมือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนจาก จ.ปัตตานี ที่ไปร่วมกับกลุ่มที่ฝั่งตัวอยู่ในพื้นที่ อ.นาทวี
 
รูปแบบปฏิบัติการที่กลุ่มโจรใต้ใช้ก็ไม่ต่างกัน กล่าวคือตอนปล้นเต็นท์รถยนต์มือ 2 คราวก่อนเริ่มจากจี้พ่อค้าปลาจับมัดไว้ แล้วชิงเอารถกระบะขับไปปล้นเต็นท์รถมือ 2 ต่อ ส่วนปล้นร้านทองครั้งนี้จี้นายหัวรถจับมัดไว้แล้วขับไปปล้นร้านทองต่อ และที่เหมือนกันอีกอย่างคือ เจ้าของรถยนต์ทั้ง 2 รายได้ไปแจ้งความตำรวจหลังจากที่ถูกชิงรถยนต์ไปได้แล้วประมาณ 2 ชั่วโมงเช่นกัน
 

 
อย่างไรก็ดีมี 3 ประเด็นสำคัญของเหตุการณ์ปล้นร้านทองครั้งนี้ให้ขบคิดต่อ!
 .
ประเด็นแรกเป็นการ “สั่งการ” ของระดับ “แกนนำ” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อสร้างความปั่นป่วนและทำลายเศรษฐกิจการค้า อันเป็นแผนต่อเนื่องจากปฏิบัติการวางระเบิด 18 จุดที่กรุงเทพฯ ตามด้วยวางระเบิดเสาไฟฟ้า ตู้เอทีเอ็มและร้านค้าคนไทยพุทธใน 4 อำเภอของ จ.ยะลา เมื่อไม่นานมานี้หรือไม่
 
ส่วนที่เลือกก่อเหตุใน อ.นาทวี เป็นเพราะมีแนวร่วมในพื้นที่ให้ความร่วมมือ อีกทั้งเป็นที่ทราบกันว่า 4 อำเภอของ จ.สงขลา มี “จุดอ่อน” หรือ “ช่องโหว่” ให้เปิดปฏิบัติการได้ค่อนข้างง่าย
 
ประเด็นที่ 2 “ไม่มีคำสั่ง” แต่เป็นการรวมพลแนวร่วมทำกันเอง ประสงค์ต่อทรัพย์และนำไปแบ่งปันกัน ซึ่งแสดงว่ากำลังแปรสภาพจาก “นักสู้อุดมการณ์” ไปเป็น “อาชญากรธรรมดา” ที่ทำการปล้นทรัพย์ เรียกค่าไถ่ ค่าคุ้มครอง เช่นเดียวกับที่แนวร่วม “พูโล” ในอดีตเคยทำมาก่อนที่ขบวนการจะล่มสลายไป
 
ต้องไม่ลืมว่าเมื่อปี 2558 เคยมีแนวร่วมรวมตัวบุกปล้นร้านทองใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยยิงเจ้าของร้านและ รปภ.เสียชีวิตรวม 3 ศพ กวาดทองไปได้น้ำหนักราว 700 บาท และก่อนหน้านั้นก็เคยมีการปล้นร้านทองในเขตเทศบาลตำบลต้นไทร อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส มาแล้วเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 คดีเวลานี้ยังมืดดำ ที่สำคัญสรุปว่าไม่มีการสั่งการของแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่
 

 
และประเด็นที่ 3 นอกจากชัดเจนว่าเป็นฝีมือคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดนแล้ว ยังมีเรื่องของ “มือที่สาม” เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่อ้างกันว่ามี “ผู้ว่าจ้าง” ด้วยเพราะมีจุดประสงค์ซ่อนเร้นในทาง “การเมือง” หรือไม่นั่นเอง
 
หากเป็นประเด็นหลังนี้ทีมปล้นก็ได้ทั้ง “เงินค่าจ้าง” และ “ทองที่ปล้น” จึงเป็นหน้าที่ของทีมสอบสวนภายใต้การนำของ เดอะแหม๋ว-พล.ต.ท.รณศิลป์ ภูสาระ ผบช.ภ.9 ซี่งหากต้องการแกะรอยประเด็นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคดีปล้นร้านทองที่ อ.นาทีครั้งนี้มีข้อสังเกตมากมายที่ถูกทิ้งไว้ให้แกะรอยได้
 
โดยเฉพาะประวัติของผู้เกี่ยวข้องที่ถ้าสืบลึกลงไปจะรู้ว่า เป็นใคร อยู่กับใคร เคยสร้างผลงานอะไรไว้บ้าง และที่สำคัญคดีนี้มีผู้ร่วมปฏิบัติการมากถึงราว 20 คน จึงไม่น่าจะยากในการติดตามเบาะแสของคนร้าย ว่ากันว่ามี “คนนาทวี” รวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 4-5 คน
 
ความจริงห้างทองสุธาดาเคยถูกปล้นครั้งแรกเมื่อปี 2548 สูญเสียทองไปคราวนั้นน้ำหนักกว่า 1,000 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่จับกุมคนร้ายได้แล้ว 3 คน หนึ่งในนั้นมีอดีต “ลูกจ้าง” รวมอยู่ด้วย และคดีความเวลานี้ก็ยังอยู่ที่ศาลจังหวัดนาทวี
 

 
สำหรับการถูกปล้นล่าสุดนี้ก็เช่นกัน เจ้าของร้านให้การว่ามีการสั่งทองมาสต็อกไว้ภายในร้านก่อนถูกปล้นเพียง 2 วันจำนวนมากถึง 3,300 บาท จึงเชื่อว่าจะต้องมี “คนใน” หรือ “คนใกล้ชิด” หรือ “คนทำธุรกิจร่วมกัน” เข้าร่วมวางแผนแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะปล้นได้ถูกจังหวะได้อย่างไร
 
เมื่อประมวลแล้วจึงน่าเชื่อว่าน่าจะเป็นการ “ปล้นจริง” ไม่ใช่การ “จัดฉากปล้น” เพราะเหตุที่ต้องสั่งทองมาสต็อกไว้เพราะมีร้านทองถึง 4 สาขาที่ถือเป็นรายใหญ่ที่สุดในตลาดนาทวี และนอกจากจำหน่ายแล้วยังรับจำนำทองด้วย ซึ่งพบว่ามีทองที่รับจำนำถูกปล้นไปด้วยมีน้ำหนักถึง 1,000 บาท
 
อย่างไรก็ตามมีเรื่องที่ต้องนับว่าเป็น “โชคร้าย” ของโจร แต่เป็น “โชคดี” ของเจ้าหน้าที่คือ กล้องวงจรปิดที่ถูกถอดซิมการ์ดไปเป็นคนละตัวกับที่บันทึกภาพของคนร้ายไว้ได้ นอกจากจะเห็นรูปพรรณสัณฐานคนร้ายแล้ว ยังทำให้ทราบว่านอกจาก 6 คนร้ายที่บุกเข้าไปในร้านกับอีก 1 คนร้านทำหน้าที่ขับรถแล้ว ยังมีอีกประมาณ 3 คนร้ายที่กระจายคุ้มกันอยู่หน้าร้าน จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะสามารถออกหมายจับได้อย่างรวดเร็ว
 
โดยเมื่อวันที่ 26 ส.ค.2562 ได้ออกหมายจับ นายเจ๊ะอารง บาเฮง ซึ่งก็เป็น 1 ในแนวร่วมที่ร่วมปล้นเต็นท์รถยนต์มือ 2 ใน อ.นาทวีเมื่อ 2 ปีก่อน ถูกระบุว่าเป็นหัวโจกในการปล้นห้างทองครั้งนี้ จากนั้นวันที่ 27 ส.ค.2562 ออกหมายจับเพิ่มอีก 2 คน รวมมีหมายจับแล้ว 3 คนและทั้งหมดมีภูมิลำเนาอยู่ใน อ.นาทวี กับ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
 .

 
ทว่าการติดตามคนร้ายกลุ่มนี้มาลงโทษ ปรากฏว่าทั้งตำรวจและทหารยังคงคว้าน้ำเหลว!
 .
เนื่องเพราะยังไม่พบเบาะแสว่า มีรถยนต์คุ้มกันอีกไหม หลังทิ้งรถตู้โดยสารในสวนยางแล้วทีมมารับเป็นใคร ใช้พาหนะใดหลบหนีต่อ มุ่งไปในทิศทางไหน ทองที่ปล้นไปได้แบ่งปันกันแล้วหรือไม่ และได้แยกกันหลบหนีหรือเปล่า
 
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทั้งกลุ่มคนร้ายและทองคำที่ถูกปล้นเวลานี้ได้ข้ามแดนไปยัง “มาเลเซีย” แล้วหรือยัง เพราะจากตลาดนาทวีไปยังชายแดนมีระยะทางเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร?!
 

 
มีอีกประเด็นคือ ทองรูปพรรณที่ถูกปล้นไปมีตรา “เจดีย์เล็ก” กำกับหมด ถ้าเป็นเส้นอยู่ที่ตะขอ เป็นแหวนอยู่ที่ใต้ฐาน หากนำไปขายให้กับร้านรับซื้อใดจะกลายเป็นเบาะแสสำคัญทันที ซึ่งถ้าทีมปล้นเป็นมืออาชีพทองทั้งหมดคงจะหายจากตลาดไประยะหนึ่ง ก่อนที่ถูกแปรรูปแล้วนำมาแลกเป็นเงินในภายหลัง
 
สุดท้ายที่จัดว่าสำคัญมากที่สุดเห็นจะเป็นทุกผู้เกี่ยวข้องต้องทำคดีให้กระจ่างชัดว่า ปฏิบัติการปล้นทองของขบวนการแบ่งแยกดินแดนหนนี้มี “มือที่สาม” หรือเกี่ยวข้อง “การเมือง” หรือไม่ เพราะมีผลต่อทั้งการ “ดับไฟใต้” และ “เสถียรภาพรัฐบาล” อย่างยากจะบิดพลิ้ว?!?!
   
นายเจ๊ะอารง บาเฮง