ภูเก็ต - ผูว่าฯ-รองผู้ว่าฯ ภูเก็ตโต้ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เกี่ยว โร่แจ้งความคลิปเสียงชายปริศนาโทรศัพท์หาลูกน้องผู้บริหารโครงการแห่งหนึ่งที่ถูกจับกุมดำเนินคดีรุกที่อุทยานฯ เรียกรับเงิน 7 หลัก แต่ต้อง 2 เลข อ้างผู้ว่าฯ-รองผู้ว่าฯ รับรู้

จากกรณีมีการแฉคลิปเสียงอ้างชื่อ "อัยการจังหวัด" เรียกเงินนักธุรกิจต่างประเทศ วิ่งเต้นไม่สั่งฟ้องคดีบุกรุกที่สาธารณะในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ โดยชายปริศนาได้โทรศัพท์ไปหาลูกน้องของผู้บริหารเพื่อขอคำตอบเรื่องเงินที่จะต้องจ่าย โดยมีการขอเรียกเงิน จำนวน 7 หลัง แต่ต้อง 2 ตัวเลข พร้อมระบุคนเซ็นเรื่องนี้คือรองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบแล้ว
โดยบางส่วนของคลิปเสียง พบว่า บทสนทนาดังกล่าวเป็นเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงรายนี้ได้โทรศัพท์มาสอบถามฝ่ายผู้หญิง เกี่ยวกับข้อสรุปตัวเลขวงเงินในการวิ่งเต้นคดี ว่า "ได้ข้อสรุปหรือยัง เพราะทุกฝ่ายกำลังรอคำตอบอยู่" ขณะที่ฝ่ายหญิงได้แจ้งตอบกลับว่า แจ้งยอดให้เจ้านายรับทราบแล้วว่าอยู่ที่ตัวเลข 7 หลัก แต่เจ้านายมีคำถามว่า ทำไมต้องจ่ายเงินให้ และยอดนี้จะไปสิ้นสุดที่ไหน ถึงผู้ว่าฯ หรือไม่ รวมทั้งถามว่าใครเป็นคนเซ็น ขณะที่ฝ่ายชายระบุว่า เป็นรองผู้ว่าฯ ซึ่งทั้ง 2 ทราบเรื่องและรู้กันแล้ว ซึ่งตอนนี้ได้มีการร่างเอกสารไว้ 2 แบบ พร้อมให้ข้อมูลโดยอ้างชื่ออัยการรายหนึ่งว่าไม่ได้มีอำนาจธรรมดา แต่เป็นอำนาจพิเศษตามกฎหมายใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมระบุว่า ถ้าคดีนี้มีปัญหาอาจจะมีผลทำให้ผู้ถูกกล่าวหาโดนขึ้นบัญชีดำ การเดินทางเข้าออกในประเทศจะทำได้ยากมาก นอกจากนั้นฝ่ายหญิงยังได้นัดวันเวลาเพื่อที่จะพาเจ้านายไปพบกับอัยการที่ถูกอ้างชื่อด้วย

ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวออกไป นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีคลิปเสียงของเอกชนคุยกับหน่วยงานบางหน่วยงานโดยอ้างอิงว่าจะนำทรัพย์สินดังกล่าวมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการการจังหวัดโดยมีการเอ่ยชื่อ ซึ่งเรื่องนี้ตนทราบจากทางเจ้าของคลิปเสียงที่นำมาเปิดให้ตนฟังถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากทราบเรื่องได้มอบหมายให้รองผู้ว่าฯ สุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และได้รายงานเรื่องนี้ให้ทางผู้บังคับบัญชารับทราบแล้ว
ตนขอเรียนยืนยันว่า ทางตน และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคลิปเสียดังกล่าว เรื่องที่เกิดขึ้นตนและรองผู้ว่าฯ ถูกแอบอ้าง การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงของคนหน่วยงานบางหน่วยงานที่เรียกรับผลประโยชน์ ที่แอบอ้างชื่อและตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดในการเรียกรับผลประโยชน์ในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลังจากแจ้งความแล้วในส่วนของตนคงต้องรอผลการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร และรอว่าจะมีการเรียกตนไปให้ข้อมูลหรือไม่

ซึ่งตนยืนยันได้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นจังหวัดยังไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเรื่องก็ยังส่งมาไม่ถึงจังหวัดแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 เป็นกรณีของการแผ้วถางบุกรุกในเขตอุทยานแห่งชาติ และนายอำเภอถลาง มีความเห็นสั่งฟ้องดำเนินคดีต่อทางผู้บุกรุก แต่เมื่อมาถึงอัยการ ทางอัยการสั่งไม่ฟ้อง หลังจากนั้น ได้มีการตีกลับไปที่ตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 8 มีความเห็นสั่งฟ้อง เรื่องจึงนำเข้าไปสู่อัยการสูงสุด เพื่อวินิจฉัย และทางสำนักงานอัยการสูงสุด วินิจฉัยจากสำนวนแล้วมีความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของตำรวจภาค 8 ก็ต้องส่งเรื่องกลับมาให้สำนักงานอัยการเพื่อเสนอมายังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจ แต่เรื่องนี้ยังมาไม่ถึงจังหวัดเลย แต่มีการไปเจรจาแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งคนที่เรียกรับผลประโยชน์อ้างว่าได้มีการพูดคุยกับตนแล้ว แต่โดยความเป็นจริงยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
และเรื่องนี้ตนก็ได้แจ้งไปทางเอกชนแล้วว่า เรื่องนี้ตน และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เคยรับรู้รับทราบเลย และไม่ว่ากรณีไหนก็ตามหากมีใครมีข้อมูลว่ามีคนแอบอ้างชื่อตนไปเรียกรับผลประโยชน์ที่ไหนให้แจ้งมาได้เลย เพราะตนไม่เคยไปเรียกรับจากใคร ทุกคดีที่เกิดขึ้นตนพร้อมที่จะดำเนินการแบบตรงไปตรงมา
ขณะที่ นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแอบอ้างชื่อ ซึ่งตนกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้แจ้งความไว้แล้ว ยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
จากกรณีมีการแฉคลิปเสียงอ้างชื่อ "อัยการจังหวัด" เรียกเงินนักธุรกิจต่างประเทศ วิ่งเต้นไม่สั่งฟ้องคดีบุกรุกที่สาธารณะในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ โดยชายปริศนาได้โทรศัพท์ไปหาลูกน้องของผู้บริหารเพื่อขอคำตอบเรื่องเงินที่จะต้องจ่าย โดยมีการขอเรียกเงิน จำนวน 7 หลัง แต่ต้อง 2 ตัวเลข พร้อมระบุคนเซ็นเรื่องนี้คือรองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดรับทราบแล้ว
โดยบางส่วนของคลิปเสียง พบว่า บทสนทนาดังกล่าวเป็นเสียงของผู้ชาย และผู้หญิงรายนี้ได้โทรศัพท์มาสอบถามฝ่ายผู้หญิง เกี่ยวกับข้อสรุปตัวเลขวงเงินในการวิ่งเต้นคดี ว่า "ได้ข้อสรุปหรือยัง เพราะทุกฝ่ายกำลังรอคำตอบอยู่" ขณะที่ฝ่ายหญิงได้แจ้งตอบกลับว่า แจ้งยอดให้เจ้านายรับทราบแล้วว่าอยู่ที่ตัวเลข 7 หลัก แต่เจ้านายมีคำถามว่า ทำไมต้องจ่ายเงินให้ และยอดนี้จะไปสิ้นสุดที่ไหน ถึงผู้ว่าฯ หรือไม่ รวมทั้งถามว่าใครเป็นคนเซ็น ขณะที่ฝ่ายชายระบุว่า เป็นรองผู้ว่าฯ ซึ่งทั้ง 2 ทราบเรื่องและรู้กันแล้ว ซึ่งตอนนี้ได้มีการร่างเอกสารไว้ 2 แบบ พร้อมให้ข้อมูลโดยอ้างชื่ออัยการรายหนึ่งว่าไม่ได้มีอำนาจธรรมดา แต่เป็นอำนาจพิเศษตามกฎหมายใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมระบุว่า ถ้าคดีนี้มีปัญหาอาจจะมีผลทำให้ผู้ถูกกล่าวหาโดนขึ้นบัญชีดำ การเดินทางเข้าออกในประเทศจะทำได้ยากมาก นอกจากนั้นฝ่ายหญิงยังได้นัดวันเวลาเพื่อที่จะพาเจ้านายไปพบกับอัยการที่ถูกอ้างชื่อด้วย
ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าวออกไป นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถูกกล่าวอ้างในคลิปเสียง กล่าวว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวกรณีคลิปเสียงของเอกชนคุยกับหน่วยงานบางหน่วยงานโดยอ้างอิงว่าจะนำทรัพย์สินดังกล่าวมาให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการการจังหวัดโดยมีการเอ่ยชื่อ ซึ่งเรื่องนี้ตนทราบจากทางเจ้าของคลิปเสียงที่นำมาเปิดให้ตนฟังถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากทราบเรื่องได้มอบหมายให้รองผู้ว่าฯ สุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้วเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ต่อทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองภูเก็ต เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ และได้รายงานเรื่องนี้ให้ทางผู้บังคับบัญชารับทราบแล้ว
ตนขอเรียนยืนยันว่า ทางตน และรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคลิปเสียดังกล่าว เรื่องที่เกิดขึ้นตนและรองผู้ว่าฯ ถูกแอบอ้าง การกระทำดังกล่าวเป็นเพียงของคนหน่วยงานบางหน่วยงานที่เรียกรับผลประโยชน์ ที่แอบอ้างชื่อและตำแหน่งของผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัดในการเรียกรับผลประโยชน์ในกรณีดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลังจากแจ้งความแล้วในส่วนของตนคงต้องรอผลการสอบสวนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร และรอว่าจะมีการเรียกตนไปให้ข้อมูลหรือไม่
ซึ่งตนยืนยันได้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นจังหวัดยังไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน และเรื่องก็ยังส่งมาไม่ถึงจังหวัดแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2556 เป็นกรณีของการแผ้วถางบุกรุกในเขตอุทยานแห่งชาติ และนายอำเภอถลาง มีความเห็นสั่งฟ้องดำเนินคดีต่อทางผู้บุกรุก แต่เมื่อมาถึงอัยการ ทางอัยการสั่งไม่ฟ้อง หลังจากนั้น ได้มีการตีกลับไปที่ตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งทางตำรวจภูธรภาค 8 มีความเห็นสั่งฟ้อง เรื่องจึงนำเข้าไปสู่อัยการสูงสุด เพื่อวินิจฉัย และทางสำนักงานอัยการสูงสุด วินิจฉัยจากสำนวนแล้วมีความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อำนาจของตำรวจภาค 8 ก็ต้องส่งเรื่องกลับมาให้สำนักงานอัยการเพื่อเสนอมายังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจ แต่เรื่องนี้ยังมาไม่ถึงจังหวัดเลย แต่มีการไปเจรจาแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งคนที่เรียกรับผลประโยชน์อ้างว่าได้มีการพูดคุยกับตนแล้ว แต่โดยความเป็นจริงยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
และเรื่องนี้ตนก็ได้แจ้งไปทางเอกชนแล้วว่า เรื่องนี้ตน และรองผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เคยรับรู้รับทราบเลย และไม่ว่ากรณีไหนก็ตามหากมีใครมีข้อมูลว่ามีคนแอบอ้างชื่อตนไปเรียกรับผลประโยชน์ที่ไหนให้แจ้งมาได้เลย เพราะตนไม่เคยไปเรียกรับจากใคร ทุกคดีที่เกิดขึ้นตนพร้อมที่จะดำเนินการแบบตรงไปตรงมา
ขณะที่ นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกแอบอ้างชื่อ ซึ่งตนกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตได้แจ้งความไว้แล้ว ยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด


