xs
xsm
sm
md
lg

เสนอผู้ว่าฯ 3 จังหวัดเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหา “พะยูน” เกยตื้น วางแผนอนุรักษ์เป็นระบบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ดร.มาโนช วงษ์สุรีรัตน์ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง
 
ตรัง - เจ้าของงานวิจัยติดแท็กพะยูน เสนอให้ผู้ว่าฯ ตรัง-กระบี่-สตูล ร่วมเป็นเจ้าภาพเพื่อเร่งแก้ปัญหา “พะยูน” เกยตื้น ทั้งที่รอดและตาย หลังพบถี่มากขึ้นในช่วงนี้ เพื่อวางแผนอนุรักษ์อย่างเป็นระบบ

ดร.มาโนช วงษ์สุรีรัตน์ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ในฐานะเจ้าของงานวิจัยพะยูน ด้วยการติดสัญญาณดาวเทียม หรือติดแท็ก ช่วงระหว่างปี 2559-2560 เพื่อศึกษาวิจัยชีวิต การหากิน และแหล่งหลับนอนของพะยูน ก่อนนำข้อมูลที่ได้ไปจัดทำแผนบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครองพะยูน จนเกิดการอนุรักษ์ และคุ้มครองพื้นที่พะยูนในทะเลตรังอย่างเป็นระบบ กล่าวว่า ปัญหาการเกยตื้นของพะยูนในทะเลตรัง-กระบี่ ทั้งที่รอดชีวิต และนำมาอนุบาลในห้องอนุบาลที่ จ.ภูเก็ต และในระบบเปิดตามธรรมชาติที่ทะเลตรัง รวมทั้งการเกยตื้นตาย ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องจับมือร่วมกันกำหนดแนวทางบริหารจัดการ โดยนำหลักการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่

ทั้งนี้ จากการทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการติดสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวพะยูน และการดำน้ำศึกษาแหล่งหญ้าทะเล รวมทั้งแหล่งอาศัย และเส้นทางการเดินทางของพะยูน พบพะยูนมีการเดินทาง และกระจายอยู่ทั้งหมด 3 จังหวัด คือ จ.ตรัง ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด มีประมาณ 150-180 ตัว ในบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เกาะมุก และเกาะลิบง ส่วน จ.สตูล พบพะยูนที่เกาะลิดี หมู่เกาะเภตรา และ จ.กระบี่ พบพะยูนที่เกาะปู เกาะจำ และเกาะศรีบอยา โดยในส่วนของ จ.ตรัง ถือเป็นต้นแบบในการกำหนดเขตพื้นที่ดูแลคุ้มครองพะยูน ที่ร่วมมือกันระหว่างภาคส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ทั้งการงดใช้เครื่องมือทำประมงที่เป็นอันตรายต่อพะยูน หรือสัตว์ทะเลหายาก เต่าทะเล และโลมา จนทำให้พะยูนในพื้นที่ จ.ตรัง มีอัตราการตายลดลง และมีอัตราการเกิด และอยู่รอดเพิ่มขึ้น ตามข้อมูลตัวเลขที่กรมทรัพยากรทางทะเลฯ ได้บินสำรวจทุกปี
 

 
อย่างไรก็ตาม การพบพะยูนเกยตื้นตายล่าสุดในพื้นที่ จ.กระบี่ ถือเป็นแหล่งข้อมูลใหม่ที่จะต้องเก็บข้อมูลมาศึกษา เพื่อวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ ร่วมกับทีมสัตวแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการผ่าซาก เพื่อหาสาเหตุการตายของพะยูนว่าตายตามธรรมชาติ หรือตายผิดธรรมชาติ ตลอดจนเก็บตัวอย่างเศษหญ้าในกระเพาะอาหารเพื่อส่งให้พื้นที่ไปศึกษา หรือดำน้ำตามหาชนิด และแหล่งหญ้าทะเล เพื่อจะได้ทราบจุดที่พะยูนหากิน ซึ่งงานอนุรักษ์พะยูนของไทยในขณะนี้ ถือเป็นงานวิชาการระดับโลกที่ทั่วโลกสนใจ จนมาพบการเกยตื้นตายเพิ่มขึ้นที่ จ.ตรัง และ จ.กระบี่ จึงขอเสนอแนะให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมบริหารจัดการพื้นที่ และให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดเป็นเจ้าภาพหลัก โดยมีเป้าหมายการทำงานเหมือนกันคือ การทำงานเชิงวิทยาศาสตร์ทางทะเล เพื่อจัดพื้นที่โซนนิ่งอนุรักษ์พะยูน การดูแลเรื่องเครื่องมือประมง การทำประมง การท่องเที่ยว และการเดินเรือ

อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม กล่าวอีกว่า ส่วนการอนุบาลยามีล พะยูนน้อยที่ จ.ภูเก็ต จะต้องรีบนำกลับมาอนุบาลในระบบธรรมชาติ ส่วนการอนุบาลมาเรียม พะยูนน้อยที่ จ.ตรัง ขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องตั้งทีมศึกษาใต้น้ำเพื่อค้นหาฝูงพะยูน และนำมาเรียมออกดำน้ำกินหญ้าในแหล่งฝูง เพื่อช่วยมาเรียมค้นหาครอบครัว หรือหาฝูงกลับคืนธรรมชาติ โดยต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญทางทะเล และผู้เชี่ยวชาญการดำน้ำ อีกทั้งอาจจะต้องหาเรือคายัคหลายๆ สีมาเป็นแม่ในการออกทะเล เพื่อให้มาเรียมเห็นธรรมชาติ และปรับตัว โดยทีมใต้น้ำจะต้องรับมาเรียมต่อจากทีมสัตวแพทย์ เพื่อสอนพะยูนน้อยให้ออกหากิน และให้คุ้นเคยกับฝูง ก่อนนำคืนธรรมชาติ แทนการนำมาเรียมออกหากินกับแม่ส้ม เรือคายัคเพียงลำเดียวอย่างเช่นในปัจจุบัน
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...