xs
xsm
sm
md
lg

จริยธรรมของ “นักการเมือง” สะท้อนจริยธรรมของ “ประชาชน”?!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย... วรา จันทร์มณี นักวิชาการอิสระด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน
 
ขอบคุณภาพจาก Narodom Kamenketwit
 
ในขณะนี้ประชาชนไทยต่างเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของนักการเมืองและผู้ประกอบการทางการเมืองทั้งหลาย ที่มิได้มุ่งหมายบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร แต่มีพฤติกรรมไปในทางแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เห็นประโยชน์พรรคและพวกสำคัญกว่าทุกข์สุขของประชาชน
 
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ เราลองมาวิเคราะห์กันดีหรือไม่ว่า ทำไมประเทศนี้ถึงมีนักการเมืองและผู้นำทางสังคมที่เห็นแก่ตัวมากมาย มีองค์ประกอบใดบ้างที่เกี่ยวเนื่องกับความเจริญของบ้านเมือง
 
องค์ประกอบที่ 1 นักการเมืองและพรรคการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของประชาชนทั้งนั้น และประชาชนแต่ละฝ่ายที่ถือหางนักการเมืองหรือพรรคการเมืองของตนต่างเชื่อว่า ผู้ที่ตนถือหางเป็นคนดี หรือดีสำหรับตน หรือหมู่คณะตน
 
องค์ประกอบที่ 2 ชนชั้นนำหรือ Elite Group ที่มีอิทธิพลต่อสังคมการเมือง เป็นกลุ่มที่มีผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง กลุ่มที่คอยกดดัน (Pressure Group) ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือต่อต้านการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
 
องค์ประกอบที่ 3 กลุ่มทุน ตั้งแต่กลุ่มทุนภูมิภาค ไปจนถึงกลุ่มทุนระดับประเทศและข้ามชาติ ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์ มีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับกลุ่มการเมืองในประเทศและลงถึงระดับท้องถิ่น รวมถึงชนชั้นนำด้วย
 
องค์ประกอบที่ 4 กำลังคนภาครัฐในฝ่ายพลเรือน (ข้าราชการ พนักงานจ้าง ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น) ซึ่งเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศที่สำคัญ โดยในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2 ล้านคน ใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนนี้สูงถึง 70% กล่าวคือ หากปี 2562 เรามีงบประมาณแผ่นดิน 3 ล้านล้านบาท นั่นจะใช้จ่ายในเรื่องกำลังคนภาครัฐฝ่ายพลเรือนสูงถึง 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วใช้เงินงบประมาณแผ่นดินสำหรับส่วนนี้แค่ 40-50% เท่านั้น
 
องค์ประกอบที่ 5 ประชาชน ซึ่งก็แบ่งออกเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ กลุ่มที่สนใจปัญหาทางสังคม กลุ่มที่ไม่สนใจปัญหาทางสังคม กลุ่มที่สนใจแต่ประโยชน์ของตน กลุ่มที่สนับสนุนนักการเมือง พรรคการเมือง แล้วสนับสนุนแต่ละฝ่ายตามความเชื่อของตน
 
ขอยกตัวอย่างหยาบๆ เพียง 5 กลุ่มเท่านี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าใครบ้างที่มีผลต่อทิศทางความเป็นไปของประเทศ จริงแล้วประชาชนที่มีจำนวนมากที่สุดต้องเป็นใหญ่ แต่ประชาชนปล่อยให้ใครกำหนด หรือหากประชาชนไม่ถูกกำหนด ประชาชนมัวทำอะไรอยู่
 
ถ้าเราจะกล่าวว่า ประเทศนี้มีแต่นักการเมืองหรือชนชั้นนำที่เห็นแก่ตัว ประชาชนก็คือผู้สมรู้ร่วมคิดคนสำคัญใช่หรือไม่
 
ขอยกตัวอย่างที่อาจจะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น เช่น หากประเทศมีคน 500 คน แต่มีพวกมิจฉาทิฐิเป็นโจรถึง 350 คน ให้โหวตยกมือยังไงก็ลงมติไปที่ให้มีการปล้นสดมภ์อยู่ดี ถามว่าประเทศนี้มากด้วยคนประเภทไหน มากด้วยปัญญาชน หรือมากด้วยโจร
 
ตั้งแต่ยุคกรีกแล้วที่มีคำกล่าวว่า หากคนอยู่คนเดียวไม่สามารถที่จะพบความจริงได้ ต้องสนทนา (dialog) กันถึงจะทำให้พบความจริงมากกว่า เพราะฉะนั้นการนำพาสังคมให้ไปได้ ต้องไม่ใช่การกำหนดจากคนๆ เดียว หรือกลุ่มอำนาจใดอำนาจหนึ่งอำนาจเดียว แม้ว่ากลุ่มอำนาจนั้นจะเชื่อว่าตนเองเป็นคนดีก็ตาม
 
ในเมื่อทุกคนก็คิดว่าตนเองเป็นคนดี แล้วมีข้อตัดสินใดว่าใครดีมากกว่ากัน อะไรคือความดี ในเมื่อความดีก็เป็นเพียงแค่คุณค่าที่แล้วแต่ใครจะนิยาม ข้อตกลงแห่งการอยู่ร่วมที่ถูกต้องก็คือ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน ภายใต้หลักแห่งสิทธิมนุษยชน เห็นคนเป็นคนเท่ากัน มิใช่การอยู่ร่วมแบบศักดินา นายกับบ่าว ซึ่งปราศจากความเป็นธรรม
 
กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว ทางรอดของสังคมไทยหลีกหนีเส้นทางแห่งประชาธิปไตยไปไม่ได้จริงๆ หากท่านมั่นใจว่าท่านเป็นคนดีจริง ขอให้ชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจต่างๆ กรุณาปรับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสีย ถอยหนึ่งก้าวเพื่อประเทศชาติ คิดว่าเหล่านางฟ้าและเทวดาคนดีคงทำได้
 
ส่วนประชาชนก็ควรจะพิจารณาสำรวจตัวเองว่า ในขณะที่อยากให้บ้านเมืองดี ตัวเองเป็นอีกคนที่เห็นแก่ตัวและสร้างปัญหาให้กับบ้านเมืองหรือไม่ ตัวเองเป็นอีกคนหนึ่งที่มากด้วยการเล่นพรรค เล่นพวก และสอพลอระบอบศักดินาหรือไม่
 
หลายครั้งที่ประชาชนบ่นว่าเป็นแค่คนเล็กๆ ทำอะไรไม่ได้ ความจริงเราทำได้หากจะช่วยกัน โดยมีบทบัญญัติเพียง 3 ข้อที่จะเสนอต่อการปฏิบัติตัวของประชาชนคือ 1) ไม่ละเมิดกฎหมาย 2) ไม่เอาเปรียบคนอื่น 3) ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อคนอื่น ทั้งในรูปแบบบุคคล กลุ่ม คณะหรือองค์กร ทั้งนี้การช่วยเหลือเอื้อเฟื้อคนอื่นๆ นี้โยงถึงการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อทางสังคมที่สำคัญๆ อย่างเช่นการกล้าแสดงออกในช่องทางการสื่อสารสาธารณะที่ทุกคนต่างเป็นเจ้าของสถานีของตัวเอง
 
การพัฒนาสังคมไทยต้องมีเป้าหมายเดียวคือ เป็นไปเพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของคนทั้งประเทศ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน จะหวังพึ่งแต่นักการเมืองตะกละตะกลาม แม่ค้าปากตลาด ชนชั้นนำ หรือนายทุนที่เห็นแก่ตัวคงไม่ได้
 
ปัญหาของประเทศทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนจะลุกขึ้นมาปัดกวาดบ้านตัวเองมากน้อยขนาดไหน หากประชาชนต่างทิ้งขยะแล้วบอกว่า การทำความสะอาดเป็นหน้าที่ของเทศบาล ประเทศก็แพ้แล้ว
 .
และในที่สุดเราก็คงต้องกล่าวคำว่า #RIPTHAILAND กันจริงๆ
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...