xs
xsm
sm
md
lg

ญาติร้องขอความเป็นธรรม กรณี “อารซู เวาะงอย” เสียชีวิตที่โรงพยาบาลขณะสู้คดีในชั้นศาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ปัตตานี - ญาติผู้ต้องหาคดีความมั่นคง เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอความเป็นธรรมกรณีของ “นายอารซู เวาะงอย” ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาล

วันนี้ (11 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีการเสียชีวิตของ นายอารซู เวาะงอย อายุ 25 ปี บ้านเลขที่ 235 ม.8 บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อเวลาประมาณ 20.20 น.ของวันที่ 6 ธันวาคม 2561 หลังจากที่ทางเรือนจำจังหวัดนราธิวาส ได้นำ นายอารซู (ผู้ตาย) เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นเวลา 20 วันเต็ม จนเสียชีวิตภายในห้องไอซียูของโรงพยาบาล

โดยญาติได้นำร่างของ นายอารซู เวาะงอย กลับจากโรงพยาบาลเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามที่บ้านเกิด ที่บ้านไอปาแย และได้ทำการละหมาดและฝังศพในเวลา 09.00 น.ของวันที่ 7 ธันวาคม 2561 ท่ามกลางประชาชนเข้าร่วมประกอบพิธีละหมาดศพ และส่งศพเป็นจำนวนมาก และได้มีประชาชนและญาติทยอยมาเยี่ยมเยียนที่บ้านอย่างไม่ขาดสาย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากการเสียชีวิตของ นายอารซู เวาะงอย ได้มีการนำประเด็นการเสียชีวิตลงในสังคมออนไลน์ และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทางผู้สื่อข่าวจึงได้จัดทีมลงพื้นที่เพื่อสืบเสาะหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเสียชีวิตของ นายอารซู เวาะงอย จากทางญาติ

เมื่อมาถึงที่บ้านเลขที่ 235/4 ม.8 บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง สภาพบ้านเป็นบ้านปูนชั้นเดียว ซึ่งเป็นบ้านของ นายมะแซ เวาะงอย วัย 66 ปี ผู้เป็นพ่อของผู้ตาย มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ได้ความว่า นายอารซู เวาะงอย เป็นบุตรคนที่ 7 มีพี่น้องด้วยกัน 9 คน ได้แต่งงานกับ น.ส.รัตติกา สามะ อายุ 21 ปี ยังไม่ทันมีลูก เคยตั้งครรภ์มาครั้งหนึ่งถึง 7 เดือน แต่ลูกเสียชีวิตในครรภ์ มีอาชีพรับจ้างทั่วไป พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 235 ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกัน
 

 
น.ส.รัตติกา สามะ ภรรยาของผู้ตาย กล่าวว่า เมื่อช่วงปลายเดือนรอมฎอน 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีกำลังเจ้าหน้าที่สนธิ 3 ฝ่ายเป็นจำนวนมากเข้ามาปิดล้อมบ้าน และได้ควบคุมตัวสามี (นายอารซู) โดยเจ้าหน้าที่ระบุมีความเชื่อมโยงกับคนร้ายที่ก่อเหตุยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้า สภ.ระแงะ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต และได้มีการดำเนินคดีพร้อมพวก 10 คน และศาลจังหวัดนราธิวาส ได้มีการพิพากษาตัดสินคดีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ให้จำคุก 2 ปี ทางทนายความจึงได้ดำเนินการอุทธรณ์สู้คดี แต่กลับเกิดมีอาการป่วยหนัก ไอเป็นเลือด และสามีบอกมาตลอดเลยว่าเขาป่วยหนักจนไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะลุกเดิน

จากนั้นในฐานะภรรยาไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อให้สามีสามารถเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงได้เดินทางไปยังศูนย์มูลนิธิทนายความมุสลิมนราธิวาส เพื่อเล่าอาการป่วยของสามีในเรือนจำ แต่กลับไม่มีอะไรคืบหน้า สามีก็ยังคงอยู่ในเรือนจำ ทางเรือนจำให้แต่ยาพาราเซตามอลตลอดระยะเวลาป่วย

จนกระทั่งวันนั้นได้ไปเยี่ยมสามี โดยทางเรือนจำแจ้งว่าจะพาออกไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลในวันพรุ่งนี้ ตนจึงแจ้งพ่อและแม่ของสามีทราบ จึงได้มานั่งรอที่หน้าเรือนจำนราธิวาสจากเช้าจนเย็นของวันดังกล่าว เพื่อจะได้เข้าไปสอบถามอาการป่วย แต่ทางเรือนจำไม่ได้นำสามีออกไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด จึงพากันกลับบ้าน

จากนั้นได้มารับรู้จากสามีอีกทีในหลายวันต่อมาว่า ได้ออกไปหาหมอที่โรงพยาบาล และหมอวินิจฉัยว่าป่วยเป็นวัณโรค ทั้งที่สามีไม่เคยดูดบุหรี่มาเลย จากนั้นสามีบอกว่าถูกแยกขังในเรือนจำเพราะเป็นวัณโรค โดยห้ามญาติมาเยี่ยมเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนด 1 สัปดาห์ จึงได้เดินทางไปเยี่ยมสามีเหมือนเดิม สามีบอกว่าได้มีหมอจากโรงพยาบาลเข้ามาตรวจคนไข้ในเรือนจำ และหมอได้สั่งให้ทางเรือนจำส่งตัวสามีเข้าไปรับการรักษาด่วนที่โรงพยาบาล จนกระทั่ง 1 เดือนให้หลัง ทางเรือนจำได้โทรศัพท์ติดต่อบอกว่าให้มาเฝ้าสามี ขณะนี้กำลังเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลนราธิวาสฯ จึงรีบแจ้งพ่อแม่สามีทราบ และรีบเดินทางไปโรงพยาบาลทันที

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลพบสภาพร่างกายของสามีต้องตกใจมาก เพราะผอมซีด หน้าบวม ช่วงนี้พักอยู่ห้องรวมกับคนไข้ทั่วไป หลังจากนั้น 3 วัน ได้ย้ายเข้าพักรักษาตัวที่ห้องไอซียู โดยหมอต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมาตลอด หลังจากนั้นได้ย้ายเข้าออกพักในห้องรวมกับคนไข้ทั่วไป จากนั้นสามี มีอาการทรุดอีกครั้งจึงย้ายเข้าห้องไอซียูอีกครั้ง จากนั้นอาการเริ่มดีขึ้นและทรงตัว ได้รับคำยืนยันจากพยาบาลว่า คนไข้มีสภาพทรงตัวไม่น่าเป็นห่วง ทางพยาบาลจึงให้ญาติออกจากห้องผู้ป่วยเพราะหมดเวลาเยี่ยม

“จนกระทั่งผ่านไปเพียงแค่ 20 นาที ได้รับแจ้งทางโทรศัพท์จากผู้คุมเรือนจำว่าสามีได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล จึงแจ้งให้พ่อแม่และพี่ชายของสามีทราบโดยทุกคนต่างก็ตกใจ นึกไม่ถึงว่าสามีจะด่วนจากไปขนาดนี้ ทุกคนจึงรีบเดินทางไปที่โรงพยาบาลทันที และได้สอบถามพยาบาลที่เป็นผู้ดูแลคนไข้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะได้รับคำตอบมาว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมสายยางเครื่องช่วยหายใจหลุดออกจากปากของคนไข้ เพราะทุกคนก็รู้ว่าคนไข้มีสภาพช่วยตัวเองไม่ได้ จึงทำให้ญาติไม่สบายใจ และเกิดความเคลือบแคลงใจต่อการเสียชีวิตของ นายอารซู เวาะงอย” น.ส.รัตติกา สามะ ภรรยาของผู้ตาย กล่าว
 

 
ด้าน นายอารือมัน เวาะงอย อายุ 39 ปี ตำแหน่งสมาชิก อบต.จวบ และเป็นพี่ชายของผู้ตาย ได้กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงมาดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งจากกรณีน้องชายนั้นอยากตั้งข้อสังเกตดังนี้ ข้อ 1.กรณีน้องชายป่วยในเรือนจำไอออกมาเป็นเลือด ทำไมทางเรือนจำไม่นำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่ทันที ถึงแม้ทางหมอได้สั่งให้ทางเรือนจำรีบนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ทำไมทางเรือนจำยังปล่อยให้เวลาล่วงเลยกว่า 1 เดือน จนน้องชายมีอาการทรุดตัวหนักถึงส่งโรงพยาบาล ส่วนผมเชื่อว่าน้องชายผมไม่ใช่นักโทษประหารชีวิต ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี และอยู่ระหว่างการสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

ข้อที่ 2.น้องชายผมได้รับการรักษาอาการป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจมาโดยตลอด เพราะเกิดจากสภาพของอาการป่วยที่มันหนักจนไม่สามารถหายใจด้วยตัวเอง และตลอดระยะเวลาของการรักษาญาติได้รับรู้อาการป่วยของน้องชาย แต่ก่อนที่ญาติจะแยกย้ายกันกลับบ้านเพราะหมดเวลาเยี่ยม ทางพยาบาลก็ยืนยันว่าผู้ป่วยมีอาการทรงตัว แต่เพียงแค่ 20 นาที น้องชายกลับสิ้นใจตาย และได้รับคำตอบจากพยาบาลผู้ดูแลคนไข้ว่า ไม่ทราบว่าสายยางเครื่องช่วยหายใจมันหลุดจากปากคนไข้ได้อย่างไร อาจเป็นสาเหตุที่น้องชายตายจากไปอย่างกะทันหัน มันเกิดอะไรขึ้นกับโรงพยาบาลแห่งนี้

“จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจง สร้างความกระจ่างให้แก่ครอบครัวและสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพื่อคืนความเป็นธรรมให้แก่น้องชาย และจะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างให้รายต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ” นายอารือมัน เวาะงอย พี่ชายของผู้ตาย กล่าว

และจากการเปิดเผยของทนายศูนย์มูลนิธิทนายความมุสลิมนราธิวาสกล่าวว่า เท่าที่จำได้ นายอารซู เวาะงอย เป็นรายที่ 3 จำเลยคดีความมั่นคงนราธิวาสที่เสียชีวิตระหว่างต่อสู้คดีและถูกคุมขังในเรือนจำ โดยคดีแรกคือ คดีกลุ่มนายรุสลัน โละมะ (คนรือเสาะ) ผลคดียกฟ้อง คดีที่ 2 คดีกลุ่มพระองค์ดำ (ผู้ต้องหาเป็นคนบูเกะบากง ยี่งอ) ผลคดียกฟ้อง และล่าสุด คือ นายอารซู คดีกลุ่มยิงตำรวจโรงพักระแงะ เหตุเกิดเมื่อปี 2560 โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 ลงโทษจำคุก 2 ปี และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งคดีนี้ศาลได้พิพากษาผู้ต้องหาทั้ง 10 คน จำคุกตลอดชีวิต 1 ราย จำคุก 5 ปี 1 ราย และจำคุก 2 ปี 8 รายที่เหลือ
 
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...