xs
xsm
sm
md
lg

มะเร็งคร่าชีวิต! “ประเสริฐ ชิตพงศ์” อดีตอธิการฯ ม.อ. เผยเคยเตือนผู้มีอำนาจ “อย่าผลักคนไทยไปสู่หุบเหวหายนะ” หยุดสารเคมีพิษต้นเหตุโรคร้าย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - สิ้น “รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สมาชิกวุฒิสภาและสภาปฏิรูปแห่งชาติ เสียชีวิตแล้วขณะรักษาต่อสู้กับโรคมะเร็ง พบเคยออกโรงต้านสารเคมีพิษทางการเกษตรและพืช GMO ต้นเหตุมะเร็งร้ายทำลายชีวิตคนไทย ลูกชายโพสต์เฟซบุ๊ก “พ่อจากไปอย่างสงบ” เผยประวัติชีวิตมีพื้นฐานมาจากการเป็นเด็กวัด

วันนี้ (29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอดีตสมาชิกวุฒิสภาและสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้เสียชีวิตแล้วหลังป่วยด้วยโรคมะเร็งในลำไส้

โดยพงศ์ชิต ชิตพงศ์ ลูกชายคนโต เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวของบิดาผู้ล่วงลับว่า “ขอใช้ fb ของคุณพ่อ เพื่อเรียนข้อมูลทุกๆ ท่านครับ ผม หนึ่ง - พงศ์ชิต ชิตพงศ์ ลูกชายคนโตของพ่อเสริฐครับ.. คุณพ่อได้ลาจากไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 เวลา 22.08 น.คุณพ่อมีอายุรวม 70 ปี 1 เดือน 22 วัน ครับ”

“ซึ่งท่านได้ลาจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี...ด้วย "ใจสู้" แต่มี "จิตสงบ" กรรมใดที่พ่อเสริฐได้ล่วงเกินทุกท่าน ทางครอบครัว ขอทุกท่านอโหสิกรรมให้คุณพ่อด้วยครับ ตระกูล ชิตพงศ์ มีพื้นเพอยู่ที่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา”

“และ...คุณพ่อมีพื้นฐานมาจากเด็กวัด เติบโต รับการศึกษา และหลับนอนที่วัดควนลัง ซึ่งวัดควนลังก็จะเป็นบ้านสุดท้ายของคุณพ่อครับ แม่หนุ่ย หนึ่ง หนาว จะขออนุญาต "งด" พวงหรีด พัดลม ฯลฯ ครับ”

“แต่จะขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมทำบุญเพื่อการศึกษาและการแพทย์กับคุณพ่อ..เบื้องต้น กำหนดรดน้ำศพคุณพ่อ ประมาณวันที่ 4 หรือ 5 พฤศจิกายน 2561 ณ วัดควนลัง ครับ รายละเอียดเพิ่มเติม ขอแจ้งภายหลังครับ ขอบคุณมากครับ ลูกพ่อเสริฐ : หนึ่ง - พงศ์ชิต ชิตพงศ์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ เคยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงการคัดค้านพืช GMO ทั่วโลก โดยระบุถึงเรื่องนี้ว่า แรงต้านที่สำคัญคือการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ได้ลิขสิทธิ์ผลิตสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเสท และผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด GMO ที่สามารถต้านทานสารไกลโฟเสท เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า อยู่เบื้องหลังการผลักดันนโยบายและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GMO ทั้งในอเมริกาเอง และในประเทศอื่นๆ ซึ่ง GMO ยังไม่มีที่ยืนทางกฎหมาย หรือมีแต่อาจยังไม่ครอบคลุมถึงประโยชน์ที่ภาคธุรกิจเหล่านี้จะได้รับอย่างเต็มที่

"การผลักดันนี้แฝงประโยชน์อยู่ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง จึงทำให้ต้องระวังกันให้มากๆ ว่า ถ้าไม่ต่อต้านคัดค้านกันให้ดี พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ พ.ร.บ.GMO ที่จะออกมานี้ แทนที่จะเกิดผลดีกับประเทศไทยในการพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพ จะกลายเป็น พ.ร.บ.ซาตานที่มัดตราสังประเทศไทยและผลักให้ไปอยู่ในหุบเหวแห่งความหายนะของระบบเกษตรและระบบนิเวศได้ โดยกว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว"

ในสหรัฐอเมริกา หลังมีการปลูกพืช GM โดยเฉพาะข้าวโพดกันอย่างแพร่หลายได้มีการใช้สารกำจัดวัชพืชเพิ่มขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะสารไกลโฟเสทสำหรับกำจัดหญ้าในข้าวโพดที่ตัดแต่งพันธุกรรมให้ทนทานต่อไกลโฟเสทได้

มีรายงานว่าในอเมริกาหลังจากเริ่มปลูกข้าวโพด GM พันธุ์นี้ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ได้มีการใช้สารไกลโฟเสทเพิ่มขึ้นถึง 160 ล้านตัน และเกิดปัญหาตามมาคือไกลโฟเสทกำจัดได้แต่หญ้า แต่ไม่กำจัดพวกใบกว้าง ทำให้วัชพืชใบกว้างหลายชนิดกลายเป็นวัชพืชหลักในแปลงข้าวโพด ซึ่งในอเมริกา และแคนาดาเรียกว่า Superweed ต้องใช้สารเคมีจำพวก 2,4-D และ Dicamba ในอัตราที่สูงขึ้นมากเข้าไปกำจัด เป็นการเพิ่มต้นทุนอีกมากมาย

แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ WHO ได้รายงานว่า ทั้งไกลโฟเสท 2,4-D และ Dicamba มีโครงสร้างทางเคมีที่สัมพันธ์กับ Carcinogen ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นอีกเหตุผลที่สำคัญของการต่อต้านการใช้สารเคมีเหล่านี้ รวมทั้งข้าวโพดที่ตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อให้ทนทานต่อสารเคมีเหล่านี้ในอเมริกาและแคนาดา

บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตไกลโฟเสท และเจ้าของพันธุกรรมข้าวโพด GM ที่ทนทานไกลโฟเสทพยายามอย่างยิ่งที่จะให้มีการทดลองเรื่องนี้ในประเทศไทย เพื่อให้สามารถจดทะเบียนพันธุกรรม และเพิ่มการขายไกลโฟเสทในประเทศไทยได้

ซึ่งขณะนี้ก็ได้พยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทำการทดลองเรื่องนี้เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ติดอยู่ที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายอนุญาตให้ทดลองพืช GM การวิจัยเรื่อง GMO ต้องอาศัยมติ ครม. ปี 50 เป็นเรื่องๆ ไป ซึ่งที่ผ่านมา ได้อนุมัติให้ทดลองเรื่องมะละกอในสภาพการควบคุมเข้มงวด แต่ปรากฏว่า มะละกอ GM ที่นำมาทดลองนั้นก็เล็ดลอดออกสู่ภายนอกได้ และทำให้พันธุกรรมมะละกอในเมืองไทยถูกปนเปื้อนด้วยสายพันธุ์ GM จนถูกญี่ปุ่นระงับนำเข้ามะละกอจากไทย กลายเป็นเรื่องใหญ่อยู่ทุกวันนี้

ใครที่เคยได้รับคำเชิญและได้รับสปอนเซอร์ให้ไปชมห้องปฏิบัติการของบริษัทยักษ์ใหญ่ไกลโฟเสทและข้าวโพด GM ที่ทนทานสารตัวนี้ที่รัฐ Missouri คงทึ่ง และหลงใหลได้ปลื้มกับความอลังการและทันสมัย กลับมาก็อยากเห็นอะไรในบ้านเราแบบเขาบ้าง ก็ต้องเรียนว่าทุกอย่างอย่าดูเพียงผิวเผิน

“เมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว ผมเป็นนักศึกษาปริญญาเอกทางเกษตรอยู่ที่อเมริกา ไปสัมมนาทางวิชาการในสาขาที่กำลังศึกษาวิจัยเพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ที่เมือง St.Louise รัฐ Missouri หลังสัมมนาได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมห้องปฏิบัติการนี้ในช่วงที่กำลังเริ่มต้น และได้ถูกชักชวนให้ไปร่วมงานหลังสำเร็จการศึกษา เพราะสาขาที่ผมเรียนและวิจัยเกี่ยวข้องกับงานที่บริษัทนี้มีเป้าหมายจะทำแต่ผมก็ได้ตอบปฏิเสธไปเพราะใจอยากกลับเมืองไทยมากกว่า มีเพื่อนฝรั่งและเพื่อนคนจีนที่เรียนมาด้วยกันได้ไปทำงานที่นี่ 2-3 คน”

“ซึ่งในระหว่างที่ผมกลับมารับราชการอยู่ที่เมืองไทยก็ได้กลับไป Missouri หลายครั้ง เพราะมีความร่วมมือที่ดีกับมหาวิทยาลัย Missouri ก็ได้ไปเยี่ยมเพื่อนและห้องปฏิบัติการนี้ 2-3 ครั้ง ทำให้รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งในทางดีและทางร้ายมากมายพอสมควร และมาถึงวันนี้บริษัทนี้ก็ทำได้ตามเป้าหมายนั้นแล้ว และกำลังเกิดข้อโต้แย้งมากมายในอเมริกา แคนาดา และประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย จึงต้องหาทางผ่องถ่ายเทคโนโลยีนี้ไปสู่ที่ที่มีภูมิคุ้มกันน้อยกว่า ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายนั้น”

“และที่สำคัญประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางวิชาการด้านข้าวโพดและการปลูกข้าวโพดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดังได้กล่าวแล้ว จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทนี้ที่จะทะลุทะลวงให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายพึงต้องระมัดระวังครับ”

การต่อสู้คัดค้านอาจไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมด แต่ถ้าเรื่องใดในความรู้ความเห็นที่มีบอกว่ามันไม่ใช่สิ่งที่น่าจะถูกต้องและถูกทำนองคลองธรรม ก็ย่อมจำเป็นต้องแสดงให้รู้ไว้ว่าไม่สมควรจะเดินหน้าไปในแนวทางนั้น ดีใจที่ในวันนี้มีผู้มีความเห็นตรงกันมากมายออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้ ก็หวังว่าผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหลายควรจะได้รับฟัง แม้ไม่ทั้งหมดแต่เป็นบางส่วนก็ยังดี

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นดังกล่าวของ รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงศ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ น่าจะเกิดขึ้นในขณะที่ รศ.ดร.ประเสริฐ รู้ตัวแล้วว่ากำลังป่วยด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 โดยสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งมาจากการได้รับสารเคมีสะสมจากการบริโภคพืชผัก และอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีพิษทางการเกษตรที่ประเทศไทยยังไม่มีการยกเลิกการใช้สารอันตรายเหล่านี้แต่อย่างใด
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...