xs
xsm
sm
md
lg

น็อคแล้ว 3 ราย! บิ๊ก ขรก.เอี่ยวโกง “อควาเรียมหอยสังข์” จับตา “มวยล้ม” ให้ดี..เพราะนี่แค่ไฟท์แรก!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รายงาน..ศูนย์ข่าวภาคใต้

 ..และแล้วในที่สุดประชาชนชาว จ.สงขลา และประชาชนทั่วทั้งประเทศก็ได้รับรู้เสียทีว่ามีใครพัวพันกับการทุจริตในโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา บ้าง หลังจากรอคอยมานาน หากนับรวมระยะเวลานับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถึงวันนี้ ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 11 เข้าไปแล้ว ที่ประชาชนโดยเฉพาะชาว จ.สงขลา ต้องทนดูความอัปยศของการก่อสร้าง “อควาเรียมหอยสังข์” หรือที่บางคนเรียก “สุสานหอยสังข์” อันเป็นการประชดความด่างพร้อยของโครงการนี้

“อควาเรียมหอยสังข์” ก่อนหน้านี้มีชื่อเรียกในหมู่ประชาชนทั่วไปว่า “อควาเรียมสองทะเล” ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา” เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบสงขลา ในพื้นที่ของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ต.พะวง อ.เมืองฯ จ.สงขลา

โครงการนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เริ่มเปิดตัวดำเนินการก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ก.พ.51 โดย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยในขณะนั้น ได้เดินทางมาตรวจดูความคืบหน้าโครงการ ในฐานะเป็นประธานที่ปรึกษาโครงการ เริ่มต้นก่อสร้างในวงเงินงบประมาณเบื้องต้น 800,000,000 ราคากลางก่อสร้าง 856,000,000 (ตัวอาคาร)
 
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 
เป็นโครงการที่นำผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา มาปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และเพิ่มเติมในส่วนของงานศึกษาค้นคว้า และทดลองเกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเล เพื่อให้สอดคล้องต่อการดำเนินงานของวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เพื่อให้เป็นสถานที่ทำการศึกษาค้นคว้า และทดลองเกี่ยวกับชีววิทยาของสัตว์น้ำ พันธุ์ไม้น้ำ และการเพาะขยายพันธุ์ ของคณาจารย์ และนักศึกษา

ระยะเวลาในการก่อสร้างตามสัญญาจะใช้เวลา 4 ปี ซึ่งควรจะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบตามโครงการตั้งแต่ปี 2553 แต่จนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วม 10 ปี อควาเรียมหอยสังข์แห่งนี้ก็ยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากได้เกิดปัญหาขึ้นหลังจากเริ่มก่อสร้างไปได้ไม่นาน

โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 กระทรวงศึกษาธิการ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาในการดำเนินโครงการก่อสร้าง เนื่องจากการก่อสร้างซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีปัญหาข้อโต้แย้งในสัญญา และในการดำเนินงานระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้าง ทำให้โครงการล่าช้า และมีปัญหาด้านการใช้จ่ายงบประมาณ
 

 
ต่อมา ในเดือนพฤษภาคม 2552 คณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบข้อเท็จจริงได้สรุปสาเหตุที่ทำให้การก่อสร้างล่าช้ามาจาก 2 ประเด็น คือ 1.บริษัทผู้รับเหมาไม่ดำเนินการก่อสร้างตามที่มีการเซ็นสัญญา และจ่ายเงินมัดจำไปแล้ว จำนวน 125 ล้านบาท 2.พบว่า นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ในขณะนั้นได้ทำหนังสือถึงบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างให้หยุดการก่อสร้าง ภายหลังจากเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.เพียง 20 กว่าวันเท่านั้น

นับจากปี 2551 ผ่านมาถึง 6 รัฐบาล ใช้งบประมาณไปกว่า 1.4 พันล้านบาท จากงบฯ ตั้งต้นแค่ 800 ล้านบาท แต่ก็ยัง “สร้างไม่เสร็จ”

จนมาถึงรัฐบาล คสช. หลังจากที่ “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ ได้ไล่ตรวจสอบทุกโครงการทุจริต โดยได้ตั้งคณะกรรมการมาตรวจสอบความล่าช้า และความไม่ชอบมาพากลของโครงการกระทั่งพบว่า “โกงจริง” มีข้าราชการระดับสูงหลายคนพัวพัน

ก่อนหน้านี้มีการกาหัว “บิ๊กข้าราชการ” ไว้ไม่ต่ำกว่า 20 ราย ที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริต โดยเป็นข้าราชการที่มาจากหลายหน่วยงานทั้งในกระทรวงศึกษาฯ เอง กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง
 

 
สำหรับประเด็นที่ส่อไปในทางทุจริต อาทิ “การจ่ายเงินล่วงหน้า” ที่ไม่มีการทำข้อตกลงความร่วมมือรองรับ หรือกรณี “รองเลขาฯ สอศ.”เซ็นอนุมัติการดำเนินโครงการแทน “เลขาฯ สอศ.” ทั้งที่ไม่มีอำนาจ

ในระหว่างที่คณะกรรมการตรวจพบปมทุจริต สังคมก็ยังไม่ไว้วางใจด้วยเกรงว่าสุดท้ายก็จะกลายเป็น “มวยล้มต้มคนดู” เหมือนกับการทุจริตในภาครัฐหลายๆ โครงการที่ผานมาหรือไม่?

จนกระทั่งเมื่อวันอังคารที่ 2 ต.ค.61 ที่ผ่านมาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทางด้าน “หมอธี” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หอบเอกสารการสอบสวนประเด็นทุจริตโครงการก่อสร้าง “อควาเรียมหอยสังข์” ไปเสนอต่อที่ประชุม ครม.หลังจากกระบวนการสอบสวนเสร็จสิ้นในยกแรก

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอให้ ครม.มีคำสั่งย้ายข้าราชการระดับผู้บริหาร ที่มีส่วนพัวพันกับการทุจริต ซึ่งที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามที่ “หมอธี” เสนอโอนย้ายข้าราชการของกระทรวง ที่ไม่ได้เป็นการโยกย้ายตามฤดูปกติ แต่อาศัยคำสั่งหัวหน้า คสช. เด้งไปแขวนที่สำนักนายกฯ จำนวน 3 ราย

ประกอบด้วยนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมกับนายมงคลชัย สมอุดร ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานอาชีวศึกษาเกษตรกรรมและประมง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ไปดำรงตำแหน่ง นักวิชาการทรงคุณวุฒิพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายบุญส่ง จำปาโพธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

การตรวจสอบประเด็นทุจริตโครงการนี้อย่างเข้มข้นเป็นไปตามนโยบายกวาดล้าง “ขบวนการหากิน” ปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชัน ภายใน “กระทรวงเสมา” อันเป็นนโยบายหลักของ “หมอธี” ตั้งแต่ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 
ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการทุจริต
 
โดยที่ผ่านมา “หมอธี” สั่งการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่า มีการ “แก้สเปก” เปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้รับเหมา 6 ครั้ง การทำสัญญาแต่ละครั้ง มีการจ่าย “เงินล่วงหน้า” โดยในสมัยที่ “ชัยพฤกษ์” เป็นเลขาธิการ กอศ. ช่วงปี 2555-2559 มีการแก้ไขรูปแบบรายการ 4 ครั้ง

ขณะที่ “บุญส่ง” เป็นรองเลขาธิการ กอศ. เข้ามารับผิดชอบการดำเนินโครงการต่อจากอดีตรองเลขาธิการ กอศ. ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว..ส่วน “มงคลชัย” เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ ปี 2546-2552 คุมการก่อสร้างอควาเรียม ในช่วง 2 ปีแรก 2551-2552

มีรายงานว่า “ชัยพฤกษ์” นั้นครั้งหนึ่งเคยขึ้นเป็นถึงปลัดกระทรวงศึกษาฯ ถูกขนานนามว่าเป็น “ปลาวาฬตัวใหญ่” ของกระทรวงมาเป็นระยะเวลานาน อาศัยรูปลักษณ์ภายนอกที่ “สุภาพเรียบร้อย” แต่ก็รู้กันว่า “ฉลาดเป็นกรด” แอบอ้างชื่อ ใช้ชื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มานำโครงการนี้ จึงไม่มีใครกล้าตรวจสอบ-ไม่มีใครกล้าแตะต้อง

การถูกลงดาบครั้งนี้หนีไม่พ้น “คดีความ” ที่จะตามมาเป็นหางว่าว และพิสูจน์ คำพูดที่ “หมอธี” ประกาศมาตลอดว่า “ใหญ่แค่ไหนก็ไม่รอด ไม่มีมวยล้มแน่นอน” เป็นนิมิตรหมายที่ดี ในยุคที่ “วาระปราบโกง” เป็นแค่ “วาทกรรม” แต่น้อยครั้งที่จะ “จบสวยๆ”
 

 
และสำหรับการทุจริตในโครงการนี้แม้จะรู้พฤติกรรมรู้ตัวคนที่มีส่วนกระทำความผิดและคนที่มีส่วนพัวพันดังกล่าวก็ได้ถูกย้ายเข้ามาประจำกรมกองเป็นที่เรียบร้อยแล้วระหว่างที่มีการพิจารณาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดเพื่อสอบสวนเอาผิดในทางวินัยในฐานะเป็นข้าราชการ

ไม่นับคดีอาญาฐานสมคบคิดกันทุจริตที่ชัดเจนขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดทั้งปวง ยังจะต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ความจริงไปตามกระบวนการของกฎหมายอีกระยะหนึ่ง จะยาวนานแค่ไหนและสุดท้ายคนทำความผิดจะถูกลงโทษอย่างสาสมพอจะเป็นตัวอย่างให้กับการทุจริตในกรณีอื่นๆ ได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป

ทำให้คำประกาศที่ว่า “ใหญ่แค่ไหนก็ไม่รอด..ไม่มีมวยล้มแน่นอน” ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชนนั้นยังไม่อาจปักใจเชื่อได้เต็มร้อยว่าจะทำให้เป็นจริงได้หรือไม่..เพราะถ้าเปรียบกรณีการทุจริตครั้งนี้กับกีฬาชกมวย สมมุติว่าเป็นมวยไทย สำหรับนักมวยดาวรุ่งฝีมือดีที่ชื่อ “หมอธี” นี่เพิ่งจะเป็นไฟท์แรกของการขึ้นชกบนเวทีเท่านั้นเอง.