สัปดาห์ที่ผ่านมารผมได้รับเชิญไปบรรยายให้ผู้เข้าอบรมโครงการ Scale up rubber innovation ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(ธพว.) หรือ SME Development Bank กับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) เพื่อให้คนหนุ่มสาวผู้ประกอบการช่วยกันสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ยางพาราของไทย
ผมถามผู้เข้าร่วมอบรมว่า รู้จัก “บริษัท Kerry” ไหม? ที่วิ่งส่งของในประเทศไทย
ผมถามเขาด้วยว่า รู้จัก “สื่อยักษ์ใหญ่ในฮ่องกง” ไหม? อย่าง หนังสือพิมพ์ South China Morning Post และรู้จัก โรงแรมแชงกรีล่า ไหม?
แล้วทราบกันไหมครับว่า อดีตเจ้าของธุรกิจเหล่านี้เป็น “ชาวสวนยาง” อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมบีพี สิมิหลา บีช อ.เมือง จ.สงขลา ที่เรากำลังนั่งอบรมกันอยู่นี่แหละครับ
ผมเองตั้งใจนำเรื่องเล่าแรงบันดาลใจของมหาเศรษฐีชาวฮกจิว Malayasia Chinese Fuzhou “โรเบิร์ต ก๊วก ( Robert kuok)” ไปเล่าไปเล่าให้นักศึกษาอาวุโสในห้องเรียนที่นั่นฟังถึงเส้นทางการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเหล่านี้
ชีวิตการเติบโตของ “โรเบิร์ต ก๊วก” คงไม่ได้ต่างกับพวกนักศึกษาอาวุโสที่นั่งฟังผมเล่ากระมัง โดยเฉพาะในยุคเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างตัว
เมื่อครั้งยังวัยหนุ่มโรเบิร์ต ก๊วก เองได้ทำงานอย่างลำบากลำบนมากในสวนยางที่หมู่บ้านซิเตียหวั่น(Sitiawan) บนแผ่นดินรัฐเปรัคของมาเลเซีย แถมยังต้องมานอนตากยุงอยู่ในบ้านพักของกงสีในสวนยางด้วย
ผ่านวันเวลามาอาณาจักรของโรเบิร์ต ก๊วก ก็ยิ่งใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอย่าได้ถามว่าเวลานี้เขามีทรัพย์สินสักเท่าไหร่อยู่ในโลกใบนี้
แต่ในวิกิพีเดียบอกไว้ว่า เขาคือ “Sugar king” และ “King of palm oil”
ล่าสุดผมมีโอกาสเดินทางไปที่รัฐมะละกาของมาเลเซีย พร้อมกับคุณอาและน้าๆ เราไปกันจาก อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช เพื่อไปร่วมงานศพ “น้าก๊วกอิงซิง” ที่เมืองมะละกา
“น้าก๊วกอิงซิง” ถือเป็นผู้บริหารของกลุ่ม Wilmar International เป็นนักบริหารอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่คนสำคัญที่เพื่อนๆ ในมาเลเซียพูดกันว่า เขาถือเป็นผู้ปลุกปั้น King of palm oil ตัวจริง ซึ่งเป็นลูกหลานชาวฮกจิวของกลุ่มนักบุกเบิกปาล์มน้ำมันบนโลกใบนี้
น้าก๊วกอิงซิงเป็นลูกหลานชาวจีนฮกจิวโพ้นทะเล อาศัยอยู่ในรัฐเปรัค ซึ่งสมัยรุ่นพ่อแม่เมื่อครั้งที่ โรเบิร์ต ก๊วก เดินทางไปตรวจสวนยางก็ต้องไปกินข้าวเย็นที่บ้านน้าก๊วกอิงซิงที่หมู่บ้านซิเตียหวั่น
การเชื่อมโยงเครือญาติและสายสัมพันธ์ของผู้คนจากหมู่บ้านซิเตียหวั่น ที่รัฐเปรัคของมาเลเซีย กับชาวฮกจิวใน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช พบว่ามีสายใยที่มิได้ไกลกันเลย
ผมยังจำภาพเมื่อหลายปีก่อนเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ชั้นประถมที่ อ.นาบอน คราผ่านช่วงปิดกรีดยางหลังวันตรุษจีน มักมีการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างเครือญาติชาวฮกจิวที่หมู่บ้านซิเตียบนแผ่นดินมาเลเซีย กับที่ อ.นาบอนของแผ่นดินไทย การผ่านข้ามชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซียโดยขบวนรถไฟ เวลานั้นก็มิได้ยุ่งยากหรือถือว่าห่างไกลอะไรเลย
ตอนไปร่วมงานศพที่เมืองมะละกาทาบงตอนใต้ของมาเลเซีย ผมยังได้พุดคุยกับเพื่อนๆ ของน้าก๊วกอิงซิง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนในมาเลเซียรุ่นที่สอง พวกเขาเป็นนักบริหารองค์กรธุรกิจในประเทศสิงคโปร์ก็มี โดยเช้าเดินทางข้ามฝั่งไปทำงานที่สิงคโปร์ แล้วเย็นก็กลับมานอนบ้านที่ฝั่งมะละกา
ก่อนหน้านี้เราแทบไม่รู้เรื่องราวกลุ่มนักธุรกิจของชาวสิงคโปร์มากนัก ส่วนใหญ่ก็ได้ข้อมูลหรือทราบข่าวคราวจากหนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร หรือไม่ก็ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แต่ ณ วันนี้ผมได้ไปเห็นชีวิตจริงของผู้ที่ร่วมขับเคลื่อนบริษัทยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์บริษัทหนึ่ง ซึ่งมากมายไปด้วยเรื่องเล่า เห็นความความสัมพันธ์และเห็นชีวิตแห่งการดิ้นรน
อันไม่ใช่ในทฤษฏีว่าด้วย “ทุนนิยมสิงคโปร์” แต่เป็นชีวิตที่มีเกิด มีดิ้นรน มีพลัดพราก มีการกินข้าวต้ม มีความเกี่ยวโยงเชื่อมร้อยกับสังคมไทย
อีกท่านคือ “จีนเป็ง(Chin Peng)” ผู้นำขบวนการปลดปล่อยชาวจีนมาลายา ซึ่งก็เป็นชาวฮกจิวที่เกิดในหมู่บ้านซิเตียหวั่นของรัฐเปรัคเช่นกัน แต่ในวาระสุดท้ายของชีวิตท่านได้ไปอาศัยอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ และเสียชีวิตที่นั่น
“จีนเป็ง” เลือกที่จะทิ้งลมหายใจสุดท้ายนอกแผ่นดินบ้านเกิดในที่ห่างไกลจากประเทศมาเลเซีย
เราได้เห็นหลายชีวิตของชาวฮกจิว ซึ่งมีบทบาททั้งทางเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในรัฐเปรัค ในแถบช่องแคบมะละกา ประเทศมาเลเซีย ในสวนปาล์มน้ำมันบนเกาะบอร์เนียว เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในสวนปาล์มน้ำมันที่ประเทศอูกันดาและทวีปแอฟริกาใต้
ประมาณการเนื้อที่การปลูกปาล์มน้ำมันราว 6.5 ล้านเฮกต้า (หรือประมาณ 40 กว่าล้านไร่) รวมพื้นที่การปลุกปาล์มน้ำมันเป็นของกลุ่ม Wilmar International ที่ประเทศสิงคโปร์
บริษัท Wilmar นี้ถือเป็นบริษัทเดียวที่มีเนื้อที่การครอบครองเกือบเท่าภาคใต้ทั้งภาคของประเทศไทย เขาสร้างกลุ่มธุรกิจการเกษตรระดับโลกกันมาได้อย่างไร ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการชาวจีนฮกจิวบนแผ่นดินในแถบแหลมมาลายู
สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเกาะภูเก็ตของไทยเราเสียอีก แต่ครอบครองเนื้อที่การปลูกปาล์มน้ำมันบนโลกใบนี้ชนิดที่ต้องเรียกว่าเป็น King of palm oil
ผมเองมีโอกาสได้สัมผัสชีวิตน้าก๊วกอิงซิง มีโอกาสได้ล้อมวงกินข้าวต้มที่สวนลุมพินีฯ ที่กรุงเทพฯ ร่วมกันจนเกือบสว่างตอนที่น้ามาเยี่ยมญาติ ด้วยความประสงค์อยากไปศึกษารับรู้ดูชีวิตชาวฮกจิวรุ่นที่ 3 และเราก็ตั้งใจอยากรับรู้การเติบโตของกลุ่มทุนใหญ่ในสิงคโปร์ที่มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ในตำราหรือข่าวสารจากนิตยสาร Forbes
ผมถามน้าก๊วกอิงซิงว่า เมื่อเข้าไปลงทุนในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแผ่นดินที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก ไปบุกเบิกสวนปาล์มในเกาะบอร์เนียวและสุมาตราได้อย่างไร นั่งเครื่องบินไปปลูกบุกเบิกสวนปาล์มที่ทวีปแอฟริกา ที่ประเทศอูกันดา ซึ่งต่างชาติพันธุ์ ต่างศาสนาได้อย่างไร
แล้วน้าก๊วกอิงซิงบริหารหรือจัดการอย่างไร? เพื่อให้สามารถเข้ากับคนท้องถิ่นได้
น้าก๊วกอิงซิงบอกเล่าให้ฟังว่า หลักสำคัญของการทำธุรกิจคือ เราการเป็น “ผู้ให้” ไปพร้อมๆ กันด้วย ไปสร้างโรงเรียน ไปสร้างตลาดให้กับชุมชนก่อน ไปสร้างโรงพยาบาลให้กับประเทศนั้นๆ ด้วย
“ทุนสิงคโปร์กลุ่มนี้เขาเป็นชาวฮกจิว Malaysia Chinese Fuzhou” น้าก๊วกอิงซิงพูดย้ำให้ฟังและว่า
พวกเขาหล่อหลอมชีวิตมาจากแผ่นดินบนแหลมมาลายู ในโรงเรียนของน้าก๊วกอิงซิงเองก็มีเพื่อนชาวอินเดียที่เป็นซิก มีเพื่อนเป็นฮินดู ส่วนตัวน้าเองเป็นคริสเตียน การมีเพื่อนๆ เป็นชาวมาเลเซียที่เป็นมุสลิมเสียส่วนมาก พวกเราจึงใช้ภาษาอังกฤษแบบสิงคโปร์สื่อสารกัน
“เราไปที่ไหนเพื่อเริ่มต้นชีวิตทางธุรกิจ เราไม่ได้มุ่งตักตวงจากเขาก่อน แต่เราเป็นผู้ให้และพัฒนาเติบโตไปพร้อมๆ กับชาวท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ”
วันนี้เราได้เห็นกลุ่มทุนยักษ์จากแผ่นดินใหญ่ของจีนไหลทะลักมายังประเทศไทย ช่วยตอบผมหน่อยเถอะครับว่า “ทุนสิงคโปร์” กับ “ทุนจีน” ต่างกันอย่างไร?!


