ศูนย์ข่าวภูเก็ต - ป.ป.ช.ภาค 9 สงขลา จับมือเพื่อนบ้านร่วมป้องกันและปราบปรามการทุจริตพื้นที่เสี่ยง พรมแดนไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 4 พร้อมระบุการแก้ปัญหาให้ได้ผลทุกฝ่ายต้องร่วมกันทำ
ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ ที่ห้องประชุมโรงแรมดวงจิตต์รีสอร์ท แอนด์ สปา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 9 ร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดในสังกัดสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 9 รวม 7 จังหวัด ได้แก่ สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ยะลา และนราธิวาส รวมทั้งสำนักการต่างประเทศ จัดการประชุมคณะทำงานความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบริเวณพื้นที่เสี่ยงพรมแดนไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 4 ขึ้น
โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานเปิด และได้รับเกียรติจาก นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต้อนรับ พร้อมการกล่าวสุนทรพจน์โดย Dato Sri Ahmad Khusairi Bin Yahaya (ดาโต๊ะศรี อาหมัด คูซายรี บิน ยะหะมา) ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรอง MACC นอกจากนี้ ยังมี นายศักดิ์ชัย เมทินีพิศาลกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดชายแดนใต้ และหน่วยงาน MACC ของประเทศมาเลเซีย คณะผู้นำคณะ พร้อมผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ช. จากรัฐกลันตัน รัฐเประ รัฐเปอริส และรัฐเกดะห์ เข้าร่วม
สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้เกิดการประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เสริมสร้างความสัมพันธ์และสร้างความคุ้นเคยระหว่างบุคลากรของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการประสานความช่วยเหลือทางคดีทุจริต และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย รวมทั้งเพื่อให้ประชาชนที่อาศัยในบริเวณพื้นที่ที่มีเขตแดนติดกับประเทศมาเลเซียได้รับทราบช่องทางในการร้องเรียน แจ้งเบาะแสเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการทุจริต และเกิดสำนึกร่วมกันในการต่อต้านการทุจริต
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 9 เป็นผู้ดำเนินการในการจัดการประชุมความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตบริเวณพื้นที่เสี่ยงพรมแดนไทย-มาเลเซีย ครั้งที่ 4 ขึ้น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อหารือลงลึกไปสู่ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตอย่างรวดเร็ว และเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาการทุจริตในปัจจุบันส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางไม่จำกัดอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง
แต่เป็นอาชญากรรมข้ามชาติ ส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และเสถียรภาพความมั่นคงของชาติ ความตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องนี้ ได้ก่อให้เกิดความพยายามในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในมิติความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือของการต่อต้านการทุจริตในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน หรือ SEA-PAC (South-East Asian Parties Against Corruption) เพื่อตรวจสอบการปราบปรามการทุจริตของประเทศภูมิภาคอาเซียน และการประชุมดังกล่าวจะมีการต่อยอดไปยังระดับทวิภาคี ซึ่งในส่วนของประเทศไทย และมาเลเซียได้มีความร่วมมือที่อยู่ในระดับที่เข้มแข็งมากในการร่วมกันป้องกันและปราบปรามการทุจริต
สำหรับปัญหาการทุจริตในแนวชายแนว ก็จะเป็นปัญหาทั่วๆ ไป เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การลักลอบขนสินค้าหนีภาษี เป็นต้น แต่สิ่งหนึ่งที่แต่ละประเทศต้องการเห็น คือ การไปมาหาสู่กันและการค้าระหว่างกันที่เป็นไปอย่างโปร่งใสและสุจริต ทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจว่าสามารถค้าขายกันได้โดยเสรีและถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจะเกี่ยวโยงกับปัญหาต่างๆ ทุกเรื่อง หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดกฎหมาย เหล่านี้ก็จะเบาบางลง จึงเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ทั้งมาเลเซีย และไทยที่จะต้องลดปัญหาดังกล่าวโดยมีการทำงานร่วมกัน
เพราะปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาข้ามชาติทั้งหมด หากได้มีการรู้จักและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน รวมถึงให้ความรู้ในการป้องกันและป้องปรามก็จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้เรื่องสินบนข้ามชาติที่ ป.ป.ช.ทำอยู่ 30 กว่าเรื่องนั้น ต้องอาศัยข้อมูลจากต่างประเทศมาใช้ เช่น อินโดนีเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะนอกจากการจับกุมผู้กระทำผิดแล้ว จะต้องติดตามเอาทรัพย์สินคืนมาด้วย
พล.ต.อ.วัชรพล ยังได้กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันความรุนแรงของปัญหามีไม่มากนัก ซึ่งต้องขอบคุณสื่อมวลชนและประชาชนที่มีความเข้มแข็งในการช่วยแจ้งเบาะแส ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจสอบสามารถเข้าไปสกัดกั้นหรือคลี่คลายปัญหาได้เร็วขึ้น ต่างจากในอดีตที่ค่อนข้างช้า และทำงานยาก ประกอบกับกฎหมายของ ป.ป.ช.ข้อหนึ่งระบุว่า ให้ถือรายชื่อผู้แจ้งเบาะแสเป็นความลับสูงสุด และห้ามเปิดเผยชื่อโดยเด็ดขาด หากมีเจ้าหน้าที่คนใดเปิดเผยชื่อก็จะโดนคดีอาญา
เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตนั้นมักจะเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ให้คุณให้โทษได้ หรือเป็นผู้ที่กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้หากจะมีการทุจริต แต่ว่าจากความเอาใจและความตื่นตัวต่างๆ ทำให้ไม่เป็นเหมือนในอดีตแม้ปัญหาจะไม่รุนแรงแต่เราก็ไม่ต้องการที่จะให้เกิดขึ้นเลย จึงทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ของเราในสายตานานาชาติมีคะแนนมากกว่า 37 โดยทางสำนักงาน ป.ป.ช. ตั้งเป้าว่าจะได้ 50 ภายในปี 2564 ซึ่งเป็นเรื่องท้าทาย เพราะมาเลเซียปัจจุบันได้ถึง 50
พล.ต.อ.วัชรพล ยังกล่าวต่อไปถึงการร้องเรียนเรื่องของการทุจริตของไทย ว่า ปัจจุบันมีค้างอยู่ประมาณ 17,000 เรื่อง ในจำนวนดังกล่าวมีมูลเพียงพอที่จะต้องไต่สวนประมาณ 2,700 เรื่อง และจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี ซึ่งในเรื่องที่มีมูล 2,700 กว่าเรื่อง พบว่า 50% เป็นเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นการจัดซื้อจัดจ้างในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประมาณ 60% แต่ปัจจุบันมีการปรับตัวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ กับสำนักงานทุจริต มาอยู่ตามภูมิภาค ส่วนที่เหลือจะเป็นเรื่องอื่นๆ ซึ่งจะหลากหลายกันไป และอยู่ระหว่างการจัดลำดับความสำคัญ ว่า เรื่องใดมีผลกระทบหรือความเสียหายค่อนข้างมากจะเร่งดำเนินการก่อน แต่ก็มีมิติในความยาก ข้อมูล และความร่วมมือของพยานหลักฐานต่างๆ
จึงทำให้งานจะยากและล่าช้า เพราะงานของ ป.ป.ช.เป็นลักษณะของการไต่สวน เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ให้โอกาสผู้ที่ถูกร้องเรียนหรือถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหานำพยานมาพิสูจน์ แต่ปัจจุบันก็มีความรวดเร็วมากขึ้น จากความร่วมมือของภาคเอกชนที่ให้ข้อมูลเบาะแสต่างๆ ทำให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น


