xs
xsm
sm
md
lg

ชวนเที่ยวเล่าประวัติศาสตร์ เปิดถ้ำ “เขาสามบาตร” เมืองตรัง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


 
โดย... เมธี เมืองแก้ว
___________________________________________________________________________

“เขาสามบาตร” เป็นภูเขาลูกโดดขนาดย่อม ตั้งอยู่ในเขตธรณีสงฆ์ วัดไพรสณฑ์ หมู่ที่ 4 ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง ห่างจากตัวจังหวัดตรังไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 5 กิโลเมตร ภายในมีถ้ำอยู่ 2 แห่ง คือ “ถ้ำสามบาตร” และ “ถ้ำลูกยอง” โดยปรากฏมีหลักฐานทางโบราณคดี ทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ อยู่ร่วมกันภายในถ้ำจำนวนมาก
 

 
ชาวบ้านแถบนั้นเล่าต่อๆ กันมาว่า ภายในถ้ำแห่งนี้ ได้มีผู้นำทรัพย์สมบัติมาซุกซ่อนไว้มากถึง 3 บาตรพระ พร้อมกับผูกปริศนาลายแทงเอาไว้ว่า “ขึ้นต้นขาม (มะขาม) ข้ามต้นทึง (กระทิง) ถึงต้นข่อยคอย (ก้ม) ลงมา ไม้ค่า (แค่) วา คัดออก ใครทายออกกินไม่รู้สิ้น” แต่ปริศนานี้ชาวบ้านเล่าด้วยว่าได้มีเจ้านายคนหนึ่งขี่ช้างมาแก้ปริศนานั้นตก และได้เอาสมบัติออกไปทั้งหมดแล้ว

เมื่อ พ.ศ.2454 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ เคยเสด็จมาที่ “เขาสามบาตร” และได้ทรงบันทึกเรื่องการพบรอยบันทึกบนผนังถ้ำแห่งนี้เอาไว้ โดยทรงวินิจฉัยว่าเป็นอักษรไทยสมัยอยุธยา และมีรูปลักษณ์แบบเดียวกับตัวหนังสือที่วัดป่าโมกข์ ร่วมสมัยพระเจ้าท้ายสระ (พ.ศ.2252-2275)
 

 
ต่อมา พ.ศ.2519 นายวรรณยุทธ ณ วิลาศ เจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 9 ได้เข้าไปสำรวจทางด้านโบราณคดี และรายงานว่าเป็นถ้ำที่มีหนังสือไทยจารึกไว้บนผนัง จากนั้น พ.ศ.2523 คณะโครงการสำรวจแหล่งโบราณคดี และโบราณสถานภาคใต้ กรมศิลปากร ได้เข้าไปสำรวจ “เขาสามบาตร” ซ้ำอีก และบันทึกว่าพบจารึกอักษรไทยสมัยอยุธยา และหลักฐานก่อนสมัยประวัติศาสตร์ คือภาชนะดินเผา และเครื่องมือหิน

จากนั้น พ.ศ.2533 ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โรงเรียนสภาราชินี จ.ตรัง ได้เข้าไปทำการสำรวจอีกครั้ง และพบหลักฐานทั้งสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และสมัยประวัติศาสตร์ อยู่ร่วมกันเช่นเดียวกับรายงานของคณะอื่นๆ นอกจากนั้น ทางชมรมยังได้พบหลักฐานอีกชิ้นหนึ่ง ที่ยังไม่มีการบันทึกไว้ในรายงานการสำรวจฉบับอื่นๆ คือภาพเขียนสีรูปทรงคล้ายภูเขาสามลูกต่อกันที่อยู่ในซอกผนัง “ถ้ำสามบาตร”
 

 
สำหรับลักษณะทั่วไปของ “เขาสามบาตร” คือบริเวณปากถ้ำกว้าง 4 เมตร และอยู่สูงจากระดับพื้นดิน 3-4 เมตร เพดานถ้ำมีลักษณะโค้งรูปโดม ส่วนตามผนังมีหลืบเป็นซอกเล็กๆ หลายหลืบ โดยภายในถ้ำจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ “ถ้ำส่วนหน้า” เริ่มตั้งแต่ปากถ้ำเข้าไปประมาณ 4 เมตร หลังจากนั้นจะเป็น “ถ้ำเสาภูมิ” ซึ่งเป็นจุดที่พื้นถ้ำเริ่มลาดชันลงไป จนถึงหินงอกเป็นรูปเสาค้ำยัน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “เสาภูมิ”

ต่อจากนั้นก็จะเป็น “ถ้ำพระ” ซึ่งจะไปทะลุช่องหลังสุดของถ้ำด้านทิศใต้ ส่วนบนเพดานมีช่องแสงลอดลงมา จึงทำให้ไม่มืดมาก โดยในอดีตเคยมีพระพุทธรูปปูนปั้นอยู่องค์หนึ่ง แต่ปัจจุบันได้พังทลายไปแล้ว และสุดท้ายคือ “ถ้ำน้ำ” ซึ่งแยกออกไปเป็นซอกแคบๆ ยาว 3 เมตร ภายในมีลักษณะกว้าง เพดานไม่สูงนัก และสูงจากระดับพื้นดิน 17 เมตร โดยสามารถไปออกได้อีกทางหนึ่งด้านทิศเหนือ
 

 
ส่วนหลักฐานที่พบภายในถ้ำทั้ง 2 แห่งนั้น มีจำนวนมากมาย โดยหลักฐานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์มี 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ 1.ภาพเขียนสีแดง พบใน “ถ้ำส่วนหน้า” โดยอยู่สูงจากพื้นถ้ำ 1.5 เมตร 2.เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ ซึ่งมีเนื้อดินหนา สีแดงและสีดำ รูปทรงแตกต่างกันหลายรูปแบบ พบใน “ถ้ำเสาภูมิ” “ถ้ำพระ” และ “ถ้ำน้ำ” และ 3.เครื่องมือหินขวาน หินขัด เปลือกหอย และลูกปัดที่ทำด้วยเปลือกหอย

ขณะที่หลักฐานในสมัยประวัติศาสตร์มี 4 สิ่งสำคัญ ได้แก่ 1.จารึกบนผนังถ้ำ ที่เขียนด้วยอักษรสีแดงบนพื้นสีขาว โดยอยู่สูงจากพื้นถ้ำ 3 เมตร เป็นบันทึกที่บอกเรื่องราวการประดิษฐานพระพุทธรูปในถ้ำ เมื่อ พ.ศ.2157 ที่แปลความได้ว่า พุทธบริษัท มีพระภิกษุ เณร ขุนนาง กรมการเมือง และสัปบุรุษชายหญิง ได้มายกพระพุทธรูปของเดิมซึ่งชำรุดนั้น บูรณะให้ดีขึ้นสมบูรณ์ แล้วร่วมกันฉลองแห่ส่วนบุญกุศล ปรารถนาให้พ้นจากทุกข์
 

 
2.เศษภาชนะดินเผา เครื่องใช้ต่างๆ ที่มีเนื้อดินละเอียด สีขาว รูปทรงคล้ายคณโฑ และมีพวยแบบกาน้ำ พบใน “ถ้ำน้ำ” มีทั้งแบบมีลายเชือกทาบ และแบบเรียบ มีสีดำ สีแดง แต่บางภาชนะมีขา ลักษณะคล้ายหม้อสามขา 3.เปลือกหอย มีทั้งหอยน้ำจืด และน้ำเค็ม รวมทั้งหอยประเภทสองฝา และหอยฝาเดียว 4.พระดินดิบ พบใน “ถ้ำเสาภูมิ” แต่ปัจจุบันได้สูญหายไปหมดแล้ว

ปัจจุบัน “เขาสามบาตร” ถือเป็น 1 ใน 20 โบราณสถานของ จ.ตรัง และเทศบาลตำบลนาตาล่วง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ได้เข้าไปพัฒนาในด้านต่างๆ มากมาย เพื่อให้นักท่องเที่ยว และประชาชนสามารถไปเยือนด้วยความสะดวกมากยิ่งขึ้น
 
















Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...