พัทลุง - ชาวบ้านเหมืองตะกั่ว ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ร่วมกันรณรงค์คัดค้านการสร้างเขื่อน หวั่นทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิต ชี้ใกล้เคียงมีอ่างเก็บน้ำป่าบอนแต่ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง สูญเงินกว่า 1,000 ล้านบาท และพื้นที่ป่าเกือบ 6,000 ไร่
วันนี้ (17 ธ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านเหมืองตะกั่ว หมู่ที่1 ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เตรียมเปิดเวทีเสวนาความคิดเห็น เมื่อ “โตนสะตอ” จะกลายเป็น “เขื่อน” วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2560 ตั้งแต่เวลา 10.00 - 16.00 น. ณ.ศาลาหมู่บ้านเหมืองตะกั่ว ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง โดยมีกิจกรรมดังต่อไปนี้
เวลา 10.30 น.-12.00 น. พิธีมอบผ้าพันคอพระราชทานโครงการราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าแก่ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า จำนวน 21 คน โดย สุรเดช อัคราช ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพัทลุง เป็นประธานในพิธีดังกล่าว
เวลา 12.00 น.- 13.00 น. บทเรียนจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเขื่อนภาคใต้ โดย สันติชัย ชายเกตุ กลุ่มนักกฎหมายสิ่งแวดล้อม,ดร.ประกาศ สว่างโชติ นักวิชาการอิสระ และตัวแทนชาวบ้านที่รับผลกระทบในพื้นที่สร้างเขื่อนหลายแห่งในจังหวัดพัทลุง
เวลา 13.00 น. – 15.00 น. เวทีเสวนา “โตนสะตอ” จะกลายเป็น “เขื่อน” โดยผู้เข้าร่วมเวทีเสวนา
รศ.ดร. ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
ดร.สินาด ตรีวรรณไชย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ภาคภูมิ วิธานติรวัฒธ์ คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชนและฐานทรัพยากรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สุภาภรณ์ มาลัยลอย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)
ดร.วัลลภ ดิษฐ์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยทักษิณ
เอกชัย อิสระทะ สมาคมพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา จังหวัดสงขลา
สมบรูณ์ คำแหง อดีตเลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้
และดำเนินเวทีเสวนาโดย นายประสิทธิชัย หนูนวล มูลนิธิภาคใต้สีเขียว
เวลา 15.00 น.- 16.00 น. การระดมความคิดเห็นทางออกการจัดการน้ำกรณีโครงการเหมืองตะกั่ว โดย เสณี จ่าวิสุทธิ กลุ่มประชาสังคมจังหวัดพัทลุง
ซึ่งที่ผ่านมาพื้นที่บ้านเหมืองตะกั่ว หมู่ที่ 1 ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ได้เป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ของสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 และจากการที่ชาวบ้านได้ตั้งข้อสังเกตเห็นว่าบริเวณใกล้เคียงหมู่บ้านนั้นก็มีอ่างเก็บน้ำป่าบอน แต่ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่อสร้างมานานกว่า 10 ปี ไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้งได้ และไม่สารถป้องกันน้ำท่วม และงบประมาณการก่อสร้างเกือบ 1,000 ล้านบาท เสียพื้นที่ป่าไปเกือบ 6,000 ไร่
จึงเกรงว่าหากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่วอาจจะไม่สามารถใช้ได้จริงเช่นกัน และจะส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก เป็นแหล่งพืชพันธุ์อาหาร เป็นที่อยู่ของสัตว์ และยังส่งผลถึงน้ำตกโตนสะตอซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำและสถานที่ท่องเที่ยว เป็นที่แหล่งทำมาหากินเลี้ยงชีพของชาวบ้านในพื้นที่ หากมีการสร้างอ่างเก็บน้ำดังกล่าว ทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์จะถูกทำลายและพื้นที่ทำมาหากินก็จะหายไป
จึงได้มีการหาแนวทางในการบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง โดยจัดทำโครงการ “ฝายมีชีวิต” เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของพี่น้องบ้านเหมืองตะกั่ว จากการเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ที่ผ่านมานั้น ชาวบ้านในพื้นที่ก็ได้รับการข่มขู่คุกคามจากกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่มาตลอด
ซึ่งในขณะนี้โครงการอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง อยู่ในระหว่างขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ในพื้นที่ เพื่อที่จะให้มีการรับรองมติจากชาวบ้านในพื้นที่ที่จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำ โดยสำนักกรมชลประทานที่ 16 จะมีการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอีกครั้ง ในวันที่ 18 ธันวาคม 2560 ณ ศาลาเอนกประสงค์วัดหลักสิบ ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง
โดยก่อนหน้านี้ในช่วงปี พ.ศ.2557-2558 ได้มีการความพยายามที่จะดำเนินการล่ารายชื่อชาวบ้านดังกล่าวแล้วครั้งหนึ่ง โดยอ้างว่าเป็นการทำประชามติเกี่ยวกับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่ว ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอนและวิธีการของการทำประชามติ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ไม่มีการประชุมชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และมีการข่มขู่ใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มบ้านแกนนำหลายครั้ง แต่ไม่มีการดำเนินการจับกุมกับผู้ก่อเหตุได้ แม้ชาวบ้านในพื้นที่จะได้มีการเข้ายื่นหนังสือของชาวบ้านในพื้นที่ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เพื่อให้ให้มีการตรวจสอบ แต่ทุกอย่างยังเงียบ
และล่าสุดทางชลประทาน ได้เข้าไปสำรวจนับจำนวนต้นไม้ขนาดใหญ่ เพื่อที่จะรวบรวมจำนวนแล้ว ทำให้ชาวบ้านหวั่นวิตกว่าเขื่อนเหมืองตะกั่วกำลังจะเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาอะไร หรือเป็นเพียงการใช้งบประมาณของโครงการชลประทานที่จะนำเงินภาษีของชาวบ้านมาผลาญเล่น เพียงให้ได้สร้างเขื่อน ทำลายป่า ทำลายวิถีชีวิตชุมชน แค่นั้นหรือ


