ปัตตานี - สิ้นสุด “คดีหอยแครง” ที่ชาวประมงพื้นบ้านปัตตานี ตกเป็นจำเลยต่อสู้คดีมาเป็นเวลา 10 ปี กับกลุ่มนายทุนที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายกว่า 50 ล้านบาท หลังล่าสุด ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษายกฟ้องชาวประมงพื้นบ้านทั้ง 5 คน
วันนี้ (1 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า คดีหอยแครงปัตตานี ที่ชาวประมงพื้นบ้าน รวมทั้งประมง อ.เมือง จ.ปัตตานี ในขณะนั้นต้องตกเป็นจำเลย หลังจากผู้ประกอบการเลี้ยงหอยแครงในอ่าวปัตตานี จ้างทนายความตระกูลดังในปัตตานี กล่าวหาทำลายทรัพย์สินหอยแครงที่เลี้ยงในอ่าวปัตตานี ได้รับความเสียหาย เรียกสินไหม 50 ล้านบาท ชาวประมงพื้นบ้าน พร้อมประมงอำเภอกัดฟันสู้ตามลำพัง เพื่อให้พื้นที่อ่าวฯ เป็นพื้นที่สาธารณะ และไม่ยอมให้ผู้ประกอบการ หรือนายทุนยึดพื้นที่อ่าวฯ เป็นสมบัติของตัวเอง การต่อสู้คดีเป็นเวลานานถึง 10 กว่าปี จนสิ้นสุดคดีในวันนี้ หลังศาลฎีกา ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน สร้างความดีใจให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างมาก ขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรมให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านที่มีฐานะยากจน แต่มีจิตใจกล้าหาญเพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติ
นายมักตาร์ สะแม ประธานชมรมประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานี ได้เปิดเผยว่า วันนี้ตั้งแต่เช้าได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลฎีกา แผนกคดีแพ่ง พร้อมกันทั้ง 6 คน หลังจากที่ได้รับหนังสือจากศาลนัดให้มาฟังคำพิพากษา ในฐานะจำเลยของ นายประกิจ แซ่ตัน ผู้ประกอบการ หรือนายทุนเลี้ยงหอยแครงในอ่าวปัตตานี เป็นโจทก์เรียกค่าสินไหมเป็นเงิน 50 ล้านบาท ภายหลังศาลได้นั่งบัลลังก์ และได้อ่านคำพิพากษามีความเห็นยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน นาทีนั้นเองมีความรู้สึกตื่นตันใจ ดีใจที่ศาลได้ให้ความเป็นธรรมต่อพวกเราที่เป็นจำเลยทั้ง 6 คน ในฐานะที่เป็นชาวประมงพื้นบ้านรอบอ่าวปัตตานี หาเช้ากินค่ำ แต่กล้าพอที่จะขอปกป้องอ่าวฯ ให้กลับเป็นที่สาธารณะอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากที่ถูกกลุ่มทุนยึดเป็นพื้นที่เลี้ยงหอยเวลายาวนาน จนสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านเป็นเวลาช้านาน ที่ต้องยอมกัดฟันทนสู้
ความจริงเรามีชาวประมงพื้นบ้านที่ตกเป็นจำเลยของนายทุนเลี้ยงหอยแครงในอ่าวปัตตานีถึง 7 คน ได้แก่ นายเจะมือดา แวหามะ นายสมาน โต๊ะเร็ง นายกอเดร์ สาแม นายอาลี มามะ นายอามะ ปะจูมะ นายแวอูเซ็ง สะนิ และนายมักตาร์ สะแม แต่เนื่องจาก นายแวอูเซ็ง สะนิ หรือจำเลยที่ 5 ได้เสียชีวิตไปก่อนแล้วเมื่อ 3 เดือนก่อน นอกจากนั้น ยังมี นายสุนันท์ หลีเจริญ ประมงจังหวัดอำนาจเจริญ ที่ตกเป็นจำเลยในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประมงอำเภอเมืองปัตตานี ในขณะนั้น ได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนไปก่อนหน้านี้ จึงทำให้วันนี้มีจำเลยเพียง 6 คน เดินทางมาที่ศาลปัตตานี เพื่อรับฟังคำพิพากษาของฎีกา
นายมัคตาร์ สาแม ประธานชมรมฯ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การต่อสู้คดีเป็นเวลานานถึง 10 ปี เพียงเพื่อยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องสิทธิบนพื้นที่สาธารณะ กลับมาสู่อ้อมกอดของคนทั้งชาติ ไม่ได้ต่อสู้เพื่อมาเป็นสมบัติของตัวเอง ต้องกัดฟันสู้ทั้งที่เป็นเพียงชาวประมงพื้นบ้านคนหนึ่งที่รัก และหวงแหนสมบัติของชาติ โดยเฉพาะให้แก่ลูกหลานชาวประมงรอบอ่าวปัตตานี ที่เปรียบเป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่บรรพชนให้มาเพื่อเป็นที่ทำกิน
แต่ย่อมเป็นเรื่องธรรมของโลภของคนกลุ่มคนบางคน หวังที่จะยึดครองเป็นทรัพย์สินของตัวเอง การบังคับใช้กฎหมายบ้านเมืองของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นอ่อนแอ จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม การพิพากษาของศาลทั้ง 3 ศาล มีความเห็นเหมือนกันด้วยการยกฟ้องจำเลยทั้งหมดที่เกี่ยวกับคดีนี้ แสดงให้เห็นว่า การปกป้องทรัพยากรของชาติ และการปกป้องดูแลพื้นที่สาธารณะ ไม่ให้ตกเป็นทรัพย์สินของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถือเป็นหน้าที่ที่ชอบธรรม ที่เราทุกคนต้องมาช่วยกันปกปักรักษาไว้ แต่ที่น่าเสียดายกลับไม่มีหน่วยงานของภาครัฐใดๆ เลยเข้ามาให้กำลังใจ ปล่อยให้เราต้องเดินสู้คดีตามลำพัง ครั้งนี้ขอขอบคุณศาลที่คืนความเป็นธรรมในครั้งนี้ จะเป็นกำลังเดินหน้าปกป้องต่อไป


