สตูล - เกษตรกรผู้เลี้ยง “ปลานิล” ในกระชังที่ จ.สตูล ต่างเร่งจับขายราคาถูกเพื่อหวังคืนทุน หลังประสบปัญหาปลาเกิดอาการช็อกน้ำขุ่นตายเกลื่อนมากกว่า 1 ตัน
วันนี้ (8 ส.ค.) ที่คลองละงู หมู่ที่ 4 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังกว่า 80 ราย ที่ปลาโตเต็มที่พร้อมจำหน่าย ต่างเร่งหาช่องทางระบายปลาออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว หลังประสบปัญหากระแสน้ำที่ท่วมสะสมจำนวนมหาศาลไหลลงสู่คลองละงู ส่งผลให้ปลาที่เลี้ยงในกระชัง เช่น ปลานิล ได้เกิดอาการช็อกน้ำขุ่น เนื่องจากปลาของเกษตรกรเลี้ยงปลาในบริเวณนี้จะเป็นการเลี้ยงปลาน้ำกร่อย ทำให้ปลาขอดเกล็ดตายมากกว่า 1 ตัน ที่เกษตรกรบางส่วนต้องตักปลาทิ้ง และในรายกระชังที่ปลาโตกว่า 6 เดือน พร้อมขาย ต่างลอยเกลื่อนตายเต็มกระชัง จนต้องเร่งปล่อยขายออกสู่ตลาดในราคาต่ำเพื่อเอาทุนคืน
นายสมมาตร หนูพินิจน์ อายุ 34 ปี บ้านเลขที่ 672 หมู่ที่ 4 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังรายหนึ่ง ในคลองดังกล่าวยอมรับว่า ปลาได้ลอยตายจากกระชังมา 2-3 วันแล้ว สาเหตุจากน้ำที่ขุ่นจากต้นน้ำฝนที่ไหลลงสู่ทะเลมีปริมาณมากไหลวน ประกอบกับปลาที่ตัวใหญ่ขนาด 8-9 ขีดต่อตัว อัดแน่นอวนถูไถขอดเกล็ดปลาแดงหลุด ตายมากกว่า 100 ตัวแล้ว จากปลานิลที่ลงในกระชัง 800 ตัว ซึ่งต้องเร่งหาตลาดเพื่อรีบนำปลาขึ้นขาย ก่อนจะลอยตายมากกว่านี้ โดยเร่งขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จากปกติขายกิโลกรัมละ 70 บาท เพื่อขอทุนคืน
ซึ่งในปีนี้เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังในละแวกนี้มีปริมาณปลาเพิ่มมากขึ้น พ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อน้อย ราคาออกสู่ตลาดก็ไม่ค่อยจะสู้ดี เกษตรกรที่เลี้ยงปลาต้องหันมาขายปลาในตลาดกันเอง แทนการขายผ่านพ่อค้าคนกลางด้วย ซึ่งเป็นวิถีที่ต้องปรับตัวตามๆ กันไป
“สำหรับการตายของปลานิลจะเป็นเกือบทุกปี โดยที่ต้นปีจะมีฝนตกหนักน้ำหลาก ส่งผลให้ปลาในกระชังตาย โดยเกษตรกรที่รับมือทันก็ได้รับความเสียหายน้อย ส่วนเกษตรผู้เลี้ยงปลาที่รับมือไม่ทัน ก็จะได้รับความเสียหายมากหน่อย” นายสมมาตร กล่าว


