ตรัง - พ่อแม่พี่น้องนักเรียน ม.1 บุกโรงพักเมืองตรัง ร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูกเพื่อนร่วมห้องแทงจนเสียชีวิต หวั่นคดีไม่คืบ และไม่ได้รับค่าเสียหาย ด้านตำรวจเผยอยู่ระหว่างดำเนินการแล้ว
วันนี้ (30 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางจุรีรัตน์ แก้วพิทักษ์ อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ต.หนองบ่อ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง พร้อมด้วย นายนิคม เกาะกลาง สามี และญาติๆ ได้เดินทางไปยัง สภ.เมืองตรัง เพื่อทวงถามความคืบหน้าคดีที่เพื่อนนักเรียนวัย 13 ปี ชั้น ม.1 โรงเรียนทุ่งเกาะญวน ต.หนองบ่อ ใช้อาวุธมีดแทง ด.ช.ณัฐพงษ์ เกาะกลาง อายุ 13 ปี ชั้น ม.1 ซึ่งเป็นบุตรชายของตนจนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยเหตุเกิดบนสำนักสงฆ์ควนสงฆ์ หมู่ที่ 3 ต.นาโยงใต้ อ.เมือง จ.ตรัง ขณะที่ครูนำนักเรียนไปเข้าค่ายปฏิบัติธรรม ซึ่งทั้งผู้ตาย และผู้ก่อเหตุก็เป็นเพื่อนนักเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน และเล่นด้วยกันมาตลอด แต่มาทะเลาะวิวาทกันในวันเกิดเหตุ ด้วยเรื่องที่แซวกันไปแซวกันมา จนถึงขั้นชักอาวุธมีดออกมาแทงกัน และทำให้ ด.ช.ณัฐพงษ์ เสียชีวิต
โดยหลังเกิดเหตุ พ่อแม่ของฝ่ายคู่กรณีได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ จำนวน 30,000 บาท แล้วก็ไม่ได้ติดต่อมาอีกเลย เมื่อโทรศัพท์ไปก็ไม่สามารถติดต่อได้ แต่ฝากบอกเพื่อนบ้านมาว่าจะไม่จ่ายค่าเสียหายให้มากกว่านี้แล้ว ตนจึงกลัวว่าลูกชายเพียงคนเดียวจะตายฟรี ทั้งที่มีพยานหลักฐานแน่นหนา และเวลาก็ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว แต่คดียังไม่มีความคืบหน้า จึงมาทวงถามทั้งน้ำตา เพื่อขอให้พนักงานสอบสวน สภ.เมืองตรัง เร่งติดตามคู่กรณีมาชดใช้ค่าเสียหาย และออกมาขอโทษ ก่อนที่จะยอมจบกันไปด้วยดี โดยให้คิดถึงใจเขาใจเราบ้าง อีกทั้งยังได้ยินว่าคู่กรณีจะไม่จ่ายค่าชดเชยให้ก็ยิ่งทุกข์ใจมากขึ้น จึงอยากมาขอความเป็นธรรมในคดีดังกล่าวด้วย
ด้าน ร.ต.อ.(หญิง) พนิดา หงสา ร้อยเวรเจ้าของคดีนี้ กล่าวว่า ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาคือ เด็กชายที่ก่อเหตุทราบแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการผลัดฟ้องครั้ง 1 เป็นระยะเวลา 30 วัน โดยตามกฎหมายสามารถผลัดฟ้องได้ 4 ครั้ง ซึ่งครั้งที่ 2-4 ครั้งละ 15 วัน แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน 90 วัน นับจากวันที่แจ้งข้อกล่าวหา จนถึงวันส่งเรื่องให้อัยการ จ.ตรัง ดำเนินคดีต่อไป ส่วนการเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอยู่นอกเหนืออำนาจพนักงานสอบสวน แต่ก็พยายามเป็นตัวกลางให้ทั้งสองฝ่ายมาเจรจากันเพื่อหาข้อยุติ แต่ได้มีการแนะนำกัแก่ายผู้เสียหายว่า ให้รอการดำเนินคดีตามขั้นตอนก่อน เพราะยังสามารถเจรจาต่อรองกันในชั้นศาลได้ สำหรับตัวผู้ต้องหาก็เป็นหน้าที่ของสถานพินิจฯ ในการดูแลให้เป็นไปตามขั้นตอนเช่นกัน


