พังงา - ชาวบ้านอำเภอกะปง จ.พังงา ลุกฮือร่วมตัวขับไล่หัวหน้าหน่วยป่าไม้ ป้องกันรักษาป่าที่ พง.5 กะปง หลังชาวบ้านไม่พอใจในการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวหาเรียกเก็บผลประโยชน์ เจ้าตัวเผยถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มที่เสียผลประโยชน์ ด้านผู้บังคับบัญชาให้ย้ายออกจากพื้นที่ด่วน
วันนี้ (2 ก.พ.) ที่หน้าที่ว่าการอำเภอกะปง จ.พังงา ประชาชนประมาณ 200 คนได้รวมตัวกันยืนถือป้ายประท้วง พร้อมเขียนข้อความโจมตีการทำงานของ นายสิโรจน์ เสนคุ้ม หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พง.5 กะปง พร้อมด้วย นายชาตรี วิชัยธวัช และนายพรชัย แสงสว่าง เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ป้องกันรักษาป่าที่ พง.5 กะปง โดย ชาวบ้านกล่าวหาว่า ทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้ง 3 นาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เอื้อประโยชน์แก่นายทุน กลั่นแกล้งราษฎรยากไร้ที่เข้าไปทำกินในพื้นที่มานานตั้งแต่บรรพบุรุษ เรียกรับผลประโยชน์จากราษฎรที่ต้องการที่ดินทำกิน และไม่จับกุมนายทุนที่บุกรุกที่ดินของรัฐ จึงต้องการให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดย้ายทั้ง 3 นาย ออกจากหน่วยป่าไม้ ป้องกันรักษาป่าที่ พง.5 กะปง โดยด่วน
ต่อมา นายสุพงษวิณัย ชูยก นายอำเภอกะปง พ.ต.อ.จรัส เจริญกุล ผกก.สภ.กะปง นายทวี ลือชา ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า สนง.12 กระบี่ ได้เดินทางมาพูดคุยทำความเข้าใจต่อประชาชนที่มาชุมนุมประท้วง ซึ่งผลในที่สุด นายอำเภอกะปง ได้มาแจ้งต่อผู้ชุมนุมว่า ทางผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นาย ได้มีคำสั่งให้ นายสิโรจน์ เสนคุ้ม หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พง.5 กะปง และลูกน้องอีก 2 นาย ย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ส่วนป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า สนง.12 กระบี่ ทำให้ประชาชนที่มาชุมนุมพอใจเมื่อทราบผล จึงได้สลายการชุมนุม
ด้าน นายวิชัย มูลมาศ ตัวแทนชาวบ้านที่มาชุมนุม กล่าวว่า พวกตนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมเรื่องที่ดินทำกิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เลือกปฏิบัติ จับเฉพาะชาวบ้าน นายทุนที่บุกรุกป่านับร้อยไร่ไม่จับดำเนินคดี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีกลุ่มนายทุนนำรถแบ็กโฮขึ้นไปบนป่าสงวนเพื่อล้มต้นไม้ขนาดใหญ่ แต่ไม่มีหน่วยงานไหนกล้าดำเนินการแต่อย่างใด และพบว่าในพื้นที่ อ.กะปง มีการบุกรุกปาสงวนกันเป็นจำนวนมาก จึงวอนทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้เข้ามาแก้ปัญหาการรุกป่าอย่างจริงจังต่อไป
ทางด้าน นายสิโรจน์ เสนคุ้ม หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ พง.5 กะปง กล่าวว่า การมีชาวบ้านออกมาขับไล่ตนเองในครั้งนี้น่าจะเกิดจากที่มีการตรวจสอบที่ดินที่ทางกรมป่าไม้ ได้มอบหมายให้เจ้าของพื้นที่ป่าไม้แต่ละพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากทางกรมป่าไม้ได้มีการแปรภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อปี พ.ศ.2545 ว่า ขณะนั้นสภาพยังเป็นป่า แต่ผ่านมา 10 ปี ประมาณปี พ.ศ.2555 ทางกรมป่าไม้ได้แปรภาพถ่ายดาวเทียมอีกรอบพบว่าพื้นที่ อ.กะปง มีการบุกรุกป่าสงวนทำสวนปาล์ม สวนยางพารา จำนวน 43 แปลง เนื้อที่ 4,000 กว่าไร่ โดยขณะนี้ตนเองได้ดำเนินการตรวจสอบ จับกุม ตามที่กรมป่าไม้มอบหมายแล้วประมาณกว่า 900 ไร่ 23 แปลง ซึ่งตนเองเชื่อว่าการดำเนินการตรวจสอบการบุกรุกป่าบริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าเขาหน่วยอึ้ง ป่าเขาเหมาะน้อย และป่าเขาพ่อตา บ้านปรายวา หมู่ 2 ต.เหมาะ อ.กะปง จ.พังงา จนทำให้มีบางกลุ่มเสียผลประโยชน์ เนื่องจากที่ดินดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเครือญาติกัน
โดยขณะนี้ปัญหาการบุกรุกป่าในพื้นที่อำเภอกะปง ลดลงหลังจากทางหน่วยงานหลายฝ่ายได้ช่วยกันตรวจสอบ จับกุมผู้กระทำผิด พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านทราบว่าห้ามให้มีการบุกรุกป่าโดยเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี และยึดพื้นที่คืนอย่างแน่นอน ซึ่งพื้นที่อำเภอกะปงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสมบูรณ์มาก เป็นพื้นที่ไม่ติดทะเล แต่ก็ยังมีการลับลอบการทำสวนยางพารา ปาล์มน้ำมันในเขตป่าต้นน้ำ ป่าสงวน จึงจำเป็นต้องดำเนินการตรวจยึดคืนมาทั้งหมด


