นราธิวาส - ผู้ประกอบการตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-มาเลเซีย ทั้ง 3 อำเภอ ได้รับดวามเดือดร้อนหนัก หลังค่าเงินบาทแข็งตัวขึ้นทำให้รายได้หดหาย ในภาพรวมวันละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท และบางรายต้องปิดกิจการบ้างแล้ว
วันนี้ (8 มี.ค.) นายกู้เกียรติ บูรพาพงศ์ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า เศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับประเทศมาเลเซียในพื้นที่ 3 อำเภอของ จ.นราธิวาส คือ อ.ตากใบ อ.สุไหงโก-ลก และ อ.แว้ง ซึ่งมีการค้าร่วมกันมายาวนานได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ค้าที่จำหน่ายสินค้าต่างๆ ให้แก่ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่ร้อยละ 95 เป็นชาวมาเลเซีย มีรายได้หดหายไปในภาพรวมวันละไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท
เนื่องจากปัจจุบัน เงินสกุลริงกิตของประเทศมาเลเซีย มีอัตราแลกเปลี่ยน 10 ริงกิต สามารถแลกเป็นเงินไทยได้เพียง 94-95 บาทเท่านั้น โดยเงิน 100 บาท ทำให้ผลกำไรต้องหายไป 4-5 บาท แถมยังมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการค้ารายใหญ่ที่มีการส่งสินค้าเป็นล็อตๆ ในแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงิน 10,000-100,000 ริงกิต เงินส่วนต่างที่จะเป็นกำไรก็ต้องหดหายไป 4,000-50,000 บาท ผู้ประกอบการค้ารายใหญ่จึงได้ทยอยปิดกิจการไปแล้วหลายราย เนื่องจากทนพิษค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าไม่ไหว ซึ่งเป็นวัฏจักรการค้าแนวชายแดนของ 3 อำเภอใน จ.นราธิวาส และเมื่อค่าเงินบาทของไทย และสกุลริงกิตของประเทศมาเลเซียมีอัตราในการแลกเปลี่ยนเท่ากัน ผู้ประกอบการค้ารายใหญ่ก็จะเปิดกิจการค้าร่วมกันอีกครั้ง
นอกจากนี้ นายกู้เกียรติ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า ในแต่ละวันพ่อค้าแม่ค้าตลาดแนวชายแดนทั้ง 3 อำเภอ ต่างตกอยู่ในความหวาดระแวงจากสถานการณ์ที่กลุ่มคนร้ายจะแฝงตัวก่อเหตุด้วยการลอบวางระเบิด และเมื่อต้องมาพบกับสภาวะค่าเงินบาทที่แข็งตัวอีก จึงอยากให้รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาจุดนี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งอย่างน้อยคนหาเช้ากินค่ำที่ประกอบอาชีพสุจริตจะได้ลืมตาอ้าปากเสียที



